ลุยเฟี้ยวเที่ยวคันไซ (Part จบ)

มาๆๆ มาฟังเรื่องเล่าต่อในตอนจบ

logo

ครั้งแรกกับการแก้ผ้าแช่ออนเซ็น
เช้าวันที่ 3 ของภูมิภาคคันไซ วันนี้ ผมมีแพลนจะเดินทางไปละแวกเมืองโกเบกัน ซึ่งจริงๆแล้วโกเบไม่ได้ไกลจากโอซาก้ามากนัก และเมืองที่จะไปมีชื่อว่า อาริมะ หรืออาริม่าเนี่ยเป็นเมืองออนเซ็นที่อยู่ไปทางทิศเหนือของโกเบ ซึ่งเส้นทางนี้ค่อนข้างชานเมืองหรือเรียกง่ายๆว่าบ้านนอกอ่ะแหละรถไฟจะผ่านไม่เยอะมาก ผมนั่งรถไฟสาย Hanshin เพื่อไปลง โกเบแล้วจึงต่อรถไฟสาย Seishin-Yamate เพื่อไปสลับขบวนอีกรอบ

เมื่อถึงสถานี Tanigami ผมจะต้องสลับสายทีสถานีนี้ สถานีนี้ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะออกมาจากตัวเมืองแล้ว นอกจะเงียบแล้วอากาศก็เย็น ในสถานีมีเซเว่น เล็กๆ ให้บริการ เมื่อเช้าด้วยความที่รีบออกไม่ได้หาไรกินมาจึงหิวมาก ผมเข้าไปหาอะไรรองท้องในเซเว่น ได้กาแฟกับถั่วมา นั่งกินไปรอรถไฟไป

IMG_1722-50

เนื่องจากวันนี้เป็นวันเสาร์ ขบวนรถจึงนานๆมาที แถมขาไปและกลับยังใช้ชานชลาเดียวกัน ผมก็นั่งรอไป สงสัยไปว่าทำไมปลายทางไปอะริมะทำไมไม่มีมาสักที ครึ่ง ชม ก็แล้ว ชมนึงก็แล้ว ตัดสินใจเดินไปถามแม่ลูกคู่นึง ดูเค้าจะไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็มีชายหนุ่มวัยกลางคนสวมแว่นตา สไตล์คนญี่ปุ่น(ก็แน่นิ ก็ผมอยู่ญี่ปุ่น) เดินเข้ามาให้ความช่วยเหลือ พูดคุยกันจนพอทราบว่าผมต้องไปเปลี่ยนรถไฟอีกสถานี ผมก็ขอบคุณเค้าไป แล้วผมก็กะจะเอาขยะที่กินๆรองท้องไปทิ้ง ทันทีที่ผมลุกขึ้นเริ่มเก็บของ ชายคนดังกล่าวเข้าใจว่าผมจะขึ้นรถไฟขบวนถัดไป จึงรีบมาพูดๆๆ แล้วก็เขียนกระดาษให้ แต่เปล่าผมจะไปทิ้งขยะเฉยๆๆ แล้วผมก็กลับมานั่งที่เดิม

IMG_1726-51

พอถึงขบวนที่ผมจะขึ้นพี่แกก็วิ่งมาเลย ชี้มือชี้ไม้ ให้ผมรีบขึ้นขบวนนี้และรอส่งผม บ๊าย บาย พร้อมกับรอยยิ้มแห่งมิตรภาพให้ผม ขอบคุณมากๆครับ ถือว่าเป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุดในทริปนี้เลย หากไม่ได้ ชายคนดังกล่าวผมคงนั่งรออีกนาน ฮ่าๆๆๆๆๆ
นั่งรถไฟมาถึงสถานีที่จะต้องเปลี่ยนรถอีกครั้ง รถไฟสายสุดท้ายวิ่งเพียงสถานีเดียวเท่านั้น เพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง arima onsen เมืองที่ผมตั้งใจจะมาแช่ออนเซ็นในวันนี้

IMG_1735-54

เมืองอาริม่าเป็นเมืองในเขา ขนาดไม่ใหญ่มากเป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ส่วนใหญ่จะเห็นนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีและชาวญี่ปุ่นเอง จากการอ่านการบ้านในพันทิบซึ่งมีน้อยและเก่ามาก แต่ก็พอทำให้ทราบว่า ที่นี้มีออนเซ็นแบบสาธารณะอยู่สองที่ เป็นออนเซ็นเก่าแก่และราคาไม่แพง หากต้องการแช่ 1 ที่คิด 550 เยน หากเหมาสองที่ 800 และยังมีพวกพิพิธภัณฑ์ด้วยที่สามารถจ่ายเงินเพิ่มในแพคเกตแต่ผมจำราคาไม่ได้ ผมเดินผ่าน ออนเซ็น ซึ่งอยู่ใกล้กับทางเข้า ที่นี่มีที่แช้เท้าฟรีด้วย สามารถถอดรองเท้า ถุงเท้าแช่น้ำได้เลย

IMG_1760-59

ผมได้แต่แวะดูแต่ไม่ได้แช่เนื่องจากคนเยอะอีกทั้งลืมผ้าเช็กเท้ามา 555 จึงเดินสำรวจเมืองต่อจนมาถึงอนเซ็นสาธรณะอีกที่ ที่มีชื่อว่า Gin no Yu   ผมตั้งใจจะแช่ที่นี่แหละเพราะ เดินเข้ามาไกลพอควร คนน่าจะไม่เยอะ เมื่อเข้าไปด้านใน จนท. แนะนำให้ฝากรองเท้าโดยใช้ตู้ locker แบบหยอดเหรียญร้อยเยนและ กดซื้อตั๋วแบบต่างๆที่เครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ พร้อมกับยื่นตั๋วให้ จนท แล้วเค้าก็ถามเราว่าจะเอาผ้าด้วยไหม ใช่ครับผมไม่ได้เอาผ้ามาจึงต้องเสียเงินค่าผ้า

IMG_1742-56

 

ถึงไข่จะสุกแต่ร่างกายก็สุขเหมือนกัน
เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปจะพบทางแบ่งแยกชายหญิงชัดเจน ด้านไหน ก็อย่างที่รู้ๆ เป็นห้อง locker ที่เห็นคนยืนแก้ผ้าเพียบ ผมจะต้องถอดทุกอย่างที่นี้ให้เปลือยเปล่า ถามว่าเขิลไหม ไม่ครับ 555 ไม่มีใครรู้จักถอดๆๆๆ ยัดใส่ตู้แล้วรีบเดินเข้าไปเลยย

ถัดจากห้อง locker เป็นห้องอาบน้ำแล้วครับ มองอะไรไม่ค่อยเห็นเพราะไอน้ำแร่คลุ้งมาก ตามธรรมเนียมที่เปิดมาเราต้องอาบน้ำล้างตัวก่อนมีทั้งแบบตะวันตกและแบบญี่ปุ่น แน่นอนมาที่นี่ต้องเลือกแบบญี่ปุ่นสิครับ นั่งอาบน้ำครับ โดยสังเกตคนข้างๆเอาว่าเค้าอาบยังไง สบู่กับแชมพูมีให้ครบถ้วน ผ้าที่ได้มาจะเป็นผืนเล็กๆใช้ขัดตัว ก็ทำเลียนแบบข้างๆไป ขัดหลังบ้างตัวบ้าง จนเนื้อตัวสะอาดก็ได้เวลา ลงแชาออนเซ็นจริงๆซะที

IMG_1756-58

ก้าวแรกเลยลองเอาเท้าจุ่มๆ นึกในใจร้อนโคตรรรรร ร้อนสุดๆๆๆ กี่องศาฟระเนี่ย ตัวจะสุกไหม ทำใจได้เอาวะ ทนหน่อย ก็ลงเลยครับ ไปแช่อยู่ข้างๆอ่าง ผ้าที่ได้มาต้องวางไว้ขอบอ่างตามมารยาท เห็นคนอื่นมาแช่จนตัวแดง ผมก็เช่นกันแช่ จนคิดว่าพอและ พอเพียงไม่นานมาก จึงลุกขึ้นมาอาบน้ำต่ออีกรอบ

อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวเสร็จก็ออกมาแต่งตัวแต่ เห้ยย ไม่ได้เอาผ้าเช็ดตัวมาทำไงล่ะเนี่ย ก็หนีไม่พ้นผ้าขนหนูขัดตัวผืนเล็กๆแหละครับ บิดน้ำให้แห้งพอถูไถได้ 5555 ตัวหมาดๆ ก็ออกมาใส่เสื้อผ้าที่ห้อง locker

https://i1.wp.com/www.feel-kobe.jp/facilities/img/0000000064_04.jpg?resize=584%2C438

รูปภายในจาก http://www.feel-kobe.jp/facilities/img/0000000064_04.jpg

แต่แล้วก็มีเหตุการเกิดขึ้น ระหว่างแต่งตัว ก็ได้ยินเสียงกุญแจตู้รองเท้าตก พลันผมก็หยิบแล้วใส่กระเป๋า แล้วก็แต่งตัวเป่าผมเรียบร้อย เดินออกมาด้านนอกตรงเค้าเตอร์เพื่อมาคืนกุญแจ พบกับชายแก่กำลังคุยกับเจ้าหน้าที่ตรงเค้าเตอร์ด้วยภาษาญี่ปุ่น แน่นอนผมฟังไม่รู้เรื่องแต่ สีหน้าลุงบอกว่ากำลังเดือดร้อนอะไรสักอย่าง
แล้วภาพในสมองก็แวบขึ้น ลุงคนนี้คือคนที่เดิน สวนเราแล้วกุญแจก็ตกลงพื้น หรือว่าที่เค้ากำลังตามหาคือกุญแจ ผมรีบล้วงมือเช็ค ก็เป็นตามคาดในกระเป๋ามีกุญแจที่เก็บรองเท้าสองชุด ซวยล่ะหว่า ภาพรีเพลย์วนกลับมาในหัวใหม่อีกรอบ ต้องเป็นของชายแก่ผู้นี่แน่นอน ผมก็ตรงเข้าไปขัดระหว่างบทสนทนาทันที โดยที่ไม่ตรวจสอบก่อนว่าดอกที่ให้ไปนั้นเป็นตู้รองเท้าผม

ตาลุงก็ขอบคุณใหญ่แล้วก็เดินไปที่ตู้รองเท้า ผมก็เช่นกันแต่เอ๊ะทำไมเบอรตู้กับกุญแจไม่ตรงกัน ผมรีบวิ่งไปหาลุงแล้วขอสลับอีกครั้งทันที 5555
หลังจากเรื่องวุ่นวายจบลงผมเดินออกมาด้านนอก ตัวผมอุ่นขึ้นแม้ว่าอากาศภายนอกจะหนาวเหน็บ เนื้อตัวรู้สึกถึงความสบายอย่างบอกไม่ถูก ฟินจริงๆ

IMG_1768-62

ร่างกายสบายพลังก็เพิ่มขึ้น ได้เวลาเดินชมเมือง เมืองอาริม่ามีคลองเล็กๆไหลผ่านกลาง ริมคลองมีทางเดินและสะพานซึ่งก็สวยไปอีกแบบ หากแดดร่มรมตกก็สามารถมานั่งเล่นชิวๆได้เลย แต่อากาศแบบนี้ถึงแดดจะออกก็ยังหนาวมากครับ ถ่ายรูปนิดหน่อยก็ได้เวลาอำลาเมืองเล็กๆน่ารักแห่งนี้

IMG_1786-66

หุ่นเหล็กแห่งเมืองโกเบ

ผมนั่งรถไฟย้อนกลับมาทางเดิมกลับมาเที่ยวย่านโกเบ แต่ขากลับก็ยังมิวายหลังทางนิดหน่อย มาติดแหงกในสถานีรถไฟร้างๆ ที่แทบไม่มีคน กะอากาศหนาวๆก่อนจะมองหาป้ายรถไฟแล้วเดินทางต่อได้

IMG_1791-68

นั่งรถไฟต่อมาจนถึงโกเบ โกเบเป็นเมืองท่าที่มีชื่อเสียงในเขตคันไซ จุดหมายแรกที่ผมจะไปคือ Wakamatsu Park สงสัยล่ะสิ ที่สวนแห่งนี้มีอะไร ที่สวนแห่งนี้มีคือ…………..เจ้าหุ่นเหล็กหมายเลข 28 (Tetsujin 28) การเดินทางมาหาเจ้าหุ่นนี่ สามารถลงที่สถานี Shinnagata  แล้วเดินวนมาหลังตึกก็จะเจอเจ้าหุ่นนี้ตั้งเด่นมากกก

เจ้าหุ่นเหล็กตัวนี้ในอดีตเป็นการ์ตูนที่เคยดังมากของนักเขียนการ์ตูนนามว่ามิตสึเทรุ โยโกยามา ซึ่งหลังจากเค้าเสียชีวิต จึงได้มีการสรา้งเจ้าหุ่นตัวนี้เพื่อเป็นเกียรติเค้า

IMG_1793-69

เจ้าหุ่นเหล็กตัวนี้จะตั้งอยู่ที่สวน วากามัตซึ อยู่หลังห้องอะไรสักอย่าง ขึ้นจากรถใต้ดินโกเบ Shinnagata  เดินอ้อมมาหลังห้างก็เจอและ

อ่าวโกเบที่ไม่เบ

หลังจากชื่นชมเจ้าหุ่นเหล็ก ท้องเริ่มหิวแต่ก็ไม่รู้จะกินอะไร บังเอิญเดินผ่านร้านขายผักและผลไม้สดเห็น สตอเบอร์รี่ลูกยักษ์  ใหญ่กว่าที่ไปกินเกาหลี ในราคาสามร้อยเยน เยน เยนนน เท่านั้นนนน(90บาท) ไม่รีรอเลือกแพคสวยๆ เดินเข้าไปจ่ายเงิน ก็ได้สตอเบอรี่มาชิมแต่เดี๋ยวเก็บไว้ก่อน ไว้ได้ที่เหมาะๆ ค่อยแกะกิน 555

IMG_1834-76

ผมกลับมาที่สถานีรถไฟใต้ดินโกเบ นั่งต่อไปอีกจนถึงสถานี Harborland  เดินต่ออีกหน่อยก็จะถึงบริเวณอ่าวโกเบ ไหนๆเรามาโกเบ เราต้องมาถ่ายรูปกับหอคอยโกเบด้วยไม่งั้นมาไม่ถึง ทางที่เดินไปยังบริเวณอ่าวจะมีจุดให้ถ่ายรูปมากมาย และบริเวณอ่าวเอง จะมี Kobe Anpanman Children’s Museum & Mall ทำให้เด็กๆเยอะมาก และชิงช้าสวรรค์สีแดงตั้งเด่นเป็นเอกลักษณ์ริมอ่าว

IMG_1813-2

บริเวณริมอ่าวนี้มีที่ให้นั่งเล่นเยอะมาก จึงมักจะเห็นคนญี่ปุ่นมานั่งเล่น ทำกิจกรรม ชิวๆกันที่นี่ ผมเลยถือโอกาสแกะสตอเบอรี่ชิม ท่ามกลางแดดที่ร้อนแรง แต่ยินดีที่จะนั่งตากแดดเพราะอากาศมันหนาวจริงๆ 5555

IMG_1816-75

pano kobe-2

บ่ายๆแก่ๆก็ได้เวลาเดินทางกลับโอซาก้า ผมนั่งรถไฟสาย Hanshin เพื่อกลับมายังย่านนัมบะ แต่ก่อนจะกลับเข้าที่พัก ผมใช้เวลาที่เหลือไปเดินเล่นย่าน Ebisuhigashi ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่แห่งนึงของโอซาก้า แต่เนื่องจากเวลาที่มาถึงยังไม่มืดจึงยังไม่เห็นร้านอะไรมากนัก แต่เมื่อกลางวันที่ผ่านมาผมมีเพียงสตอเบอรี่รองท้อง ทำให้ตอนนี้ผมหิวแล้วววววววววว

IMG_1843-2

ได้เวลาที่ผมจะหาอาหาร Local ทานอีกแล้ว ผมเดินลัดเลาะซอยนู้นซอยนี่ ก็มาเจอกับร้านอาหารญี่ปุ่นร้านนึง เข้าไปด้านในผมขอเมนูภาษาอังกฤษมา วันนี้อยากกินเนื้อครับ เลยสั่งข้าวเนื้อย่าง ซึ่งราคาก็อยู่ในเรทปกติคือ1000 เยน รสชาติอร่อยครับ อยากกินอีกแต่ท้องไม่รับและ นั่งพักให้หายหนาว ก็ออกมาด้านนอก พระอาทิตย์กำลังจะตกและ ได้เวลาเข้าไปใจกลางย่าน Ebisuhigashi ซึ่งจะมีหอคอย Tsutenkaku  ตั้งเด่นอยู่ใจกลางย่าน หอคอย Tsutenkaku เป็นหอคอยที่สร้างขึ้นมานานและ และเคยสูงที่สุดในเอเชียด้วยยยย

ผมเดินหาทางเข้าสักพัก พบว่าคิวยาวววมากกกก จึงต้องตัดใจ และออกมาเดินเล่นต่อ วันนี้ลุยมาเยอะ คงต้องกลับไปที่พักแล้ว โดยย่านนี้ห่างจากที่พัก 1 สถานีรถไฟใต้ดิน ผมจึงตั้งใจจะเดินกลับเรื่อยๆ  แต่ขากลับก็เกิดเหตุการณ์ขึ้น

ระหว่างที่เดินกลับ มีชายตัวใหญ่วัยกลางคนเดินเข้ามาคุย ทำท่าชี้มาที่ข้อมือจึงเข้าใจว่า มาถามเวลา เราจึงให้ดูเวลาไป แล้วเค้าก็ถามว่ามาจากไหน หลังจากนั้นก็บอกกับเราว่าเค้าป่วย พอจะมีเงินไหม แล้วก็ชี้ๆไปที่เข่าของเขา ผมเห็นท่าไม่ดี จึงบอกไปว่าผมไม่เข้าใจแล้วรีบเดินหนีเลย -_-”

เส้นทางเดินขากลับผมใช้เส้นทางเดิมผ่าน den den town ย่านของเล่นและเกมส์ ก็มีโอกาสแวะเข้าไปร้านของเล่นเพื่อเติมฝันในวัยเด็กอีกสักครึ่ง(เดินยั่งกิเลส 555)

กลับมาถึงที่พัก วันนี้มีเวลาพักผ่อนเยอะหน่อย  เนื่องจากเริ่มปวดเมื่อยร่างกายจากการเดินมาทั้งวัน จึงขอรีบอาบน้ำเข้านอน

คืนนี้เป็นคืนที่แขกเยอะ ทำให้ห้องพักมีเสียงตลอดเวลาจึงนอนไม่ค่อยหลับ แต่ก็ต้องพยายามพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ยังเหลืออีกวัน………..

วันสุดท้ายของการเก็บตก

วันสุดท้ายที่ญี่ปุ่น ผมตื่นมาด้วยร่างกายที่ค่อนข้างอ่อนล้าและเพลีย รวมถึงอากาศที่เย็นจับใจ ทำให้เหมือนจะมีอาการเป็นไข้ ปวดหัวเล็กน้อย โชคดีที่กินบาแล้วอาการดีขึ้น สำหรับแผนวันนี้ รู้ไหมผมจะไปเที่ยวไหนนนน ให้ทาย 555 น่าจะทายกันถูกเพราะตั้งแต่มาที่นี่แทบไม่ได้เที่ยวในเมืองโอซาก้าเลยยยยยยยยยย

วันสุดท้ายของเขตคันไซของผมจึงเป็นการเดินเที่ยวรอบๆโอซาก้านั้นเอง ผมเช็คเอ้าท์ออกจากที่พัก หอบสัมภาระรุงรัง ทันทีที่เดินออกมาสัมผัสกับลมของโอซาก้าวันสุดท้ายคือ หนาวเว้ยยยยยย

 

ผมเดินไปยังสถานีนัมบะ ญี่ปุ่นนี่ดีครับ มี locker ฝากของ ผมมีเวลาเดินเที่ยวที่โอซาก้าถึงหกโมงเย็นก่อนจะกลับมายังสถานีนัมบะโดยใช้ KTP และต้องมาขึ้นรถไฟที่สถานีนันไคนัมบะ ผมจึงเอาสัมภาระมาฝากที่ locker ที่สถานีนี้

สำหรับ locker ใช้งานไม่ยากมีให้เลือกหลายขนาด เปิดฝาใส่ของ หยอดเหรียญแล้วบิดกุญแจออก ก็ไปเดินตัวปลิวต่อได้เลย

หลังจากฝากกระเป๋าแล้วท้องก็หิว ที่นี่เป็นเขตช็อปปิ้งย่านกลางคืน หากจะหาของกินเช้าตรู่แบบนี้ค่อนข้างจะหายาก แต่ก็ไม่รอดสายตา ตอนขาที่เดินมา ผมเห็นร้านข้าวหน้าเนื้อที่มีสาขาอยู่มากมายยั่วเยี๊ยะในต่างประเทศ นั้นคือร้านโยชิโน ย่า ย่า ย่าาาาาา จึงไม่พลาดที่จะแวะลองชิม

อิ่มแล้ววว ก้ได้เวลาออกลุยยย ที่แรกที่จะไปซึ่งเป็น landmark ของโอซาก้าอีกแห่งนอกจากเจ้าป้ายกูลิโกะ ก็คือ ปราสาทททท โอซาก้าาา  สำหรับปราสาทโอซาก้า เป็นปราสาทเก่าแต่ของเมืองแต่ถูกทำลายและบูรณะขึ้นมาใหม่หลายครั้ง เนื่องจากปราสาทโอซาก้ามีบริเวณกว้างขวาง จึงสามารถเดินทางโดยรถไฟมาลงได้ถึงสองสถานี

ปราสาทโอกาซ่าาาา เอ๊ะต้องโอซาก้าสิ

ผมเองเดินทางมาลงสถานี Morinomiya  เมื่อขึ้นมาด้านบนจะเห็นบริการรถพ่วง ไปยังตัวปราสาท เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า เช้านี้เราต้องเดินไกลแน่นอนนน ผมเดินตามผู้คนมาเรื่อยๆ ผ่านเหมือนสวนรอบบริเวณปราสาท จนเริ่มเจอกำแพง ก็จะเจอบันไดด้วย กว่าจะเข้ามาถึงเหนื่อยเหมือนกัน

IMG_1857-82

ก่อนเข้าตัวปราสาท จะมีบริเวณรอบๆ จะพบกับผู้คนมาถ่ายรูปมากมายปราสาท และมีร้านเล็กๆ มากมาย แต่ยังไม่ถึงเวลากิน ขอถ่ายรูปสวยๆก่อน วันนี้ฟ้าใสกิ๊กเลย ไม่มีเมฆใดๆทั้งนั้น แดดแรงอีกต่างหาก แต่อากาศก็ยังโคตรหนาวเหมือนเดิม 5555

IMG_1890-93

ก่อนเข้าตัวปราสาท เราจะต้องซื้อตั๋วก่อน ซึ่งจะมีเครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติและเค้าเตอร์เจ้าหน้าที่ ที่เครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติคนส่วนใหญ่มาใช้บริการกันที่นี่ ซึ่งผมเองก็เช่นกัน ระหว่างที่อยู่ในคิวก็พยายามมองคนที่อยู่ที่เครื่องจำหน่ายตั๋วว่ามันกดยังไง จ่ายเงินยังไง  ต่อคิวมาสักพักพอถึงคิวตัวเอง พลันเหลือบไปเห็นป้าย สำหรับผู้ถือบัตร KTP รับส่วนลดติดต่อเค้าเตอร์จำหน่ายบัตร ผ่างงงงงงง

นี่ต่อมาตั้งนานเพื่อมาเจอป้ายนี้หรอเนี่ยยย รีบเดินออกมาเข้ามาที่เค้าเตอร์สอบถามยังเจ้าหน้าที่ โชบัตร KTP และชำระเงินในราคาพิเศษ 500 yen ก่อนเดินเข้าไปด้านใน

IMG_1871-86

พอเข้ามาด้านในปราสาท  ทำผมอะเมซิ่งมากครับ เพราะข้างในไม่เป็นแบบที่คิดเลยยย แทนที่จะได้เจอสถาปัตยกรรมโบราณ แต่นี่อาคารสมัยใหม่ชัดๆๆ จัดแสดงเหมือนพิพิธภัณฑ์ มีประมาณ 5 ชั้นจำไม่ได้ บางชั้นจะห้ามถ่ายรูป

ผมก็ผิดหวังเล็กๆ แต่ก็เดินชมนู้น นี่ นั้นไป   ภายในก็จะมีผังเดิมของปราสาท ภาพบรรยากาศสมัยนั้น เครื่องแต่งการ ประเพณีโบราณ

IMG_1899-95 IMG_1896-94

ขึ้นมาด้านบนสุด จะมีระเบียงออกมาด้านนอกเพื่อชมวิวมุมสูง ซึ่งสามารถมองเห็นเมืองได้รอบๆ วิวดีพร้อมลมเย็นๆ ทำเอาหายเหนื่อยไปได้บ้าง

IMG_1904-97

ชมปราสาทเสร็จ ก็กลับลงมาด้านล่าง แวะดื่มชาเขียวเย็นๆและนั่งพักหน่อย ด้านล่างคนยังเยอะเหมือนเดิม หากใครหิวสามารถซื้อของหวานของคาวทานได้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ยังไม่พ้น นักเรียนญี่ปุ่นตัวเล็กๆ กับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี

IMG_1920-99

ขากลับผมเลือกเดินกลับมาอีกฝั่ง ไม่ได้กลับไปยังสถานีเดิม เผื่อเจอมุมดีๆถ่ายรูปสวยๆ และก็จริงอย่างที่คิด เส้นทางกลับมาที่สถานี Tanimachiyonchome  จะมีมุมถ่ายรูปที่สวยกว่า เส้นทางแรก หากใครอยากได้รูปแนะนำมาทางสถานีนี้ดีกว่าครับ

IMG_1933-103

 

หนึ่งในชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่และเก่าแก่ของโลกกก

IMG_1937-104

จุดหมายต่อไป ที่เป็น Landmark อีก ชิงช้าสวรรค์ เท็มโปซาน ชิงช้าสวรรค์แห่งนี้มีสรา้งมานานและ และเคยขึ้นอันดับหนึ่งในเรื่องความสูงของโลก ใช้เวลาหมุนรอบนึงเกือบ 20 นาที หลายปีก่อนผมได้มีโอกาสขึ้นสิงคโปรไฟรเออมาแล้ว มาโอซาก้า ก็จะขอมาลิ้มลองด้วย

การเดินทาง สามารถเดินเท้าจากสถานีรถไฟ Osakako แถมบริเวณนี้ไม่ได้มีแค่ชิงช้าสวรรค์ ยังมีพิพิธภรรณ์สัตว์น้ำ ที่มีชื่อ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำอีกด้วย แต่ผมไม่ได้เข้าอ่ะ มานี่มาขึ้น ชิงช้าอย่างเดียว 55555

IMG_1951-105

เดินมาถึงรีบตรงไปยังคิวชิงช้า คิดว่าคนจะเยอะแต่ไม่เลยโล่งมากๆๆๆๆ ชิงช้าเท็มโปซานไม่เหมือนกับสิงค์โปร ของสิงค์โปรจะดูใหม่ๆไฮเทค ติดแอร์ แต่เท็มโปซานนี่ เป็นชิงช้าแบบดั้งเดิมจริงๆ กระเช้านึงบรรจุผู้โดยสารไม่ได้มาก ทีแรกนึกว่าจะได้ นั่งร่วมกับชาวต่างชาติด้านหน้าซึ่งเค้าก็มาคนเดียว แต่เพราะคิวน้อย ก็เลยได้นั่งคนเดียวครองกระเช้าไปเลยยย

วิวมุมสูงริมอ่าวแห่งนี้ สวยครับ มองได้รอบๆเลย เห็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำใกล้ๆ ด้วย หรือจะมองไกลๆ ก็เห็นอ่าวเห็นเรือขนส่งเหมือนกัน

หากถามว่าเสียวไหม เสียวครับ เสียวกว่าสิงคโปรนะ 555 เพราะมันเป็นแบบ ชิงช้าแบบดังเดิมเลย 555

IMG_1971-107

ผ่านไปเกือบ 20 นาทีก็กลับลงมาถึงพื้นล่าง เวลาที่แพลนไว้วันนี้เหลือค่อนข้างเยอะทีเดียว กว่าจะเย็น ผมเลยใช้เวลาที่เหลือ เดินเล่นที่นี่ด้วย เพราะด้านล่างมีห้างเล็กๆ ให้เดินดูของ อีกทั้งสวนสาธารณะ ซึ่งมีแต่ผู้คนนั่งจิ้มโทรศัพท์ไม่รุทำอะไรกันอยู่หรือว่าจะจับโปเกม่อน จนได้เวลาเที่ยง ท้องก็หิวเอาล่ะหาไรกินดี

IMG_1992-112

เดินกลับมาสถานีรถไฟ Osakako ตรงบริเวณทางขึ้นเห็นร้านทาโกะยากิ ซึ่งในไทยหากินได้ไม่ยากตลาดนัดแถวบ้านผมยังมี ฉไนเลยมาญี่ปุ่นจะไม่ลอง แถมร้านนี้คนเยอะด้วยยย ดูแล้วอะไร ราคาไม่แพง ถ้าจำไม่ผิด ชุดเล็ก 12 ลูก 600 เยนเท่านั้น

 

ผมสั่งชุดเล็ก 1 ชุด ลิ้มรสความอร่อย คำแรก บอกได้เลยว่า ร้อนนนนนมาก ทั้งลิ้นทั้งปากพองครับ -_-”  เอาล่ะ มาถึงรสชาติจริงๆอร่อยครับบอกเลย ใครมาพิพิธภัณฑ์หรือมาชิงช้า ลองซื้อชิมดูนะครับ 555

IMG_1994-113

พิพิธภัณฑ์บ้านและความเป็นอยู่ของชาวเมืองโอซาก้า

ตอนที่อยู่ที่ร้านทาโกะ ผมเปิดคู่มือ KTP ดูว่าเวลาที่เหลือก่อนจะหลับไปซื้อของฝากและนั่งรถไฟกลับสนามบิน ผมควรจะไปเที่ยวไหนดีกับ 1 ชมที่เหลือ ก็ไปเจอพิพิธภัณฑ์ความเป็นอยู่โอซาก้า เห็นในรูปสวยดีดูมีวัฒนธรรม ขอแวะไปดูสักหน่อย พอถึงสถานี Tenjimbashi-suji Rokuchome เดินออกมา เดินหาไม่เจอครับ เจนมาเจออป้ายถึงรู้ว่ามันอยู่ชั้นบนของตึกนี่นา เราก็นึกว่าอยู่บนพื้นปกติ

จึงเดินเข้าไปในลิฟท์ขึ้นไปด้านบน มีเจ้าหน้าที่มาสอบถามและอธิบาย จึงซื้อตั๋วเข้าชม พร้อมทั้งฝากกระเป๋าไว้ที่ locker ในนี้ส่วนใหญ่ถ่ายรูปได้ครับ ยกเว้ณบริเวณชงชาIMG_2001-114

ด้านในจะเป็นการจัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวโอซาก้าสมัยก่อน ที่นี่สามารถเช่าชุดเดินถ่ายรูปได้ แต่ผมว่านะ สถาที่ค่อนข้างเล็ก มีที่ถ่ายรูปน้อยและดูไม่ค่อยมีอะไร และที่นี่ก็เจอแต่นักท่องเที่ยวเกาหลีสวมยูกาตะ ถ่ายรูปเยอะแยะเลย 555 ไปไหนๆ ก็เจอยังกะมาเที่ยวเกาหลี

IMG_2017-118

 

ถ่ายรูปนิดหน่อยก็เบื่อและ ก่อนจากก็ขอสัมผัสเสื่อทากามิ เอ๊ะเรียกถูกไหม ได้ยินแต่ในการตูนบ่อยๆ ขอจับของจิงหน่อยเป็นบุญมือ เวอร์วังมาก 555  อืมมมมม คล้ายๆเสื่อกก บ้านเราแฮะแต่ ทอแบบแน่นๆ หนาๆ กว่าเยอะ อิอิ

IMG_2011-116

บ่ายแก่ๆแล้ว ได้เวลา เดินทางกลับมาบริเวณที่พักเพื่อจบภารกิจก่อนกลับไทย นั้นคือ ช๊อปปิ้ง ทั้งของตัวเองและของฝาก ซึ่งไม่ต้องไปไหนไกล เดินไล่มาตั้งแต่ Shinsaibashi ลงมา Dotonbori เลี้ยวขวาามาจบที่ Nippombashi

ภารกิจช๊อปปิ้งภารกิจปิดท้ายยย

ช่วงนี้ก็ไม่มีอะไรจะเล่ามาเพราะซื้อของอย่างเดียว  อ้อมีแนะนำของรองท้องอย่างนึง ตอนเดินผ่านร้าน ดองกี้ที่คนชอบมาซื้อของ มีร้านขายอาหารข้างๆ เค้ามีไก่บาบีคิวขาย อร่อยดีต้องลอง รองท้องได้ดี ส่วนร้านดองกี้หรอ เข้าไปแปปก็เดินออกและ คนเยอะของเยอะ บางอย่างก็แพงกว่าร้านอื่นนะ

ตอนที่ผมเดินกลับมาที่ย่าน Nippombhashi เนี่ยกะกลับมาหาซูชิที่วันก่อนกินไปคือ คือชุด Regular Sushi ราคาพันเยนนน เพื่อเป็นการส่งท้าย ระหว่างที่เดินในตลาด Kuromon Ichiba Market เนี่ยเดินผ่านร้านกระเป๋าเป้จึงแวะไปดูเผื่อมีใบถูกใจจะได้แวะเปลี่ยนกระเป๋าใบเดิมที่ เน่าๆ ขาดๆและ

ระหว่างกำลังเลือกนั้น ชายวัยกลางคนซึ่งท่าทางบ่งบอกว่าเจ้าของร้านแน่ๆ เข้ามาทัก

“ยูคัมฟอมไทแลนน”
“เยส”
“ผ้มพูดทายได้นิดน่อยย ผ้มมีเมียคนทาย”

หลังจากนั้นก็ยาวครับแกมาช่วยเลือกเอา คอเลคชั่นมาให้ดู  แถมแกก็กดมือถือต่อสายถึงเมียแกให้คุยอีกด้วย คือกะว่ามาดูเฉยๆ สงสัยจะได้กลับไปซักไปและ และก็มาจบยี่ห้อญี่ปุ่นดังที่กำลังนิยมในหมู่วัยรุ่นไทย (ผมก็ยังวัยรุ่นนะ) พร้อมกับส่วนลดมากมายเป็นที่น่าพอใจ แถมอมยิ้มอีกสองแท่ง 555 และได้ทำการย้ายของก่อนฝากกระเป๋าใบเก่าทิ้งด้วยนะครับ 55555

สะพายเป้ใบใหม่ออกจากร้าน กะเดินแวะร้านนาฬิกาก่อนกลับ แต่ร้านปิดแล้วผิดหวังกันไป เดินกันต่อวนกลับมาที่นัมบะ ยังเหลือเศษตังพอสมควรแวะ Family mart เพื่อเปลี่ยนเงินเป็นขนมยัดกระเป๋าเท่าที่จะยัดได้และไม่ลืมที่แวะล๊อคเกอร์เอากระเป๋าที่ฝากไว้

ตอนนี้สภาพผมถ้าเป็นหนังหุ่นยนต์ คือร่างประกอบร่างสุดยอดแล้วครับ 555 ของพะรุงพะรังมากกก เดินขึ้นไปสถานี นันไคนัมบะ เพื่อรอรถไฟกลับสนามบิน นับถอยหลังกลับบ้านแล้วสินะ เวลาผ่านไปรวดเร็ว ที่สถานีนันไคเนี่ย จะมีชานชลาเยอะมาก ยืนรอให้ถูกล่ะ อิอิ

หากยังจำกันได้ขามาจากสนามบินนั้น ผมนั่งเจ้าอัศวิน rapit แต่ขากลับนี้ผมนั่งสาย Express ซึ่งอยู่ในแพคเกต KTP แต่ถ้าหากครึ้มใจคุณจะนั่ง rapit ซึ่งเร็วกว่านิดหน่อย และมีการระบุที่นั่ง คุณสามารถเพิ่มเงินเพื่อนั่งสายนี้ได้ ส่วนผมหรอขอแบบไม่ต้องจ่ายเพิ่มละกัน

รถไฟเริ่มออกตัว เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ก็ถึงเวลาลาจาก โอซาก้า บ๊าย บาย การผจญภัยครั้งนี้ก็ถึงเวลาจบ ผ้าม่านถูกหย่อนลง ไฟดิมลดแสงสว่างลง พร้อมผู้ชมปรบมือ จบสักที 5555 เป็นอีกครั้งของการเที่ยวแบบฉายเดี่ยวเหงาๆ มากมายด้วยประสบการณ์ ไว้มีโอกาสมาถึงจะได้ลุยกันใหม่

อ๊ะ คิดว่าจบและอ่ะสิ อาจจะต้องขออภัยที่รอบนี้ไม่ค่อยจะบันเทิงเท่าไหร่ แต่ขอส่งท้ายด้วยสาระหน่อยละกานนนนน

วิธีดูป้ายยรถไฟจ้าาา (ฉบับเดาเองล้วนๆผิดแจ้งมาได้จ้า)

asegsg

โดยทั่วไปแล้ว เราจะเห็นตารางรถไฟแบบนี้อยู่ที่ชานชลา ของสถานี เจ้าป้ายนี้แหละจำทะให้คุณเดินทางได้อย่างถูกต้อง เริ่มจากแบ่งเป็นสามส่วน(กดซูมเอานะ)

ส่วนซ้ายสีเขียวๆฟ้าๆ คือ ตารางเวลาสำหรับวันธรรมดา สีชมพูด้านขวาคือวันหยุด
ในตารางทั้งสองจะแบ่งสองขาบนล่าง นั้นคือไปและกลับ และจะมีเวลาที่ออกจากสถานีนี้ หัวคอลัมภ์คือ ชม.  ค่าในตารางจะเป็นนาที สีของนาทีบอกว่าเป็นสายไหนExpress rapit semi หรือ local ซึ่งก็ต้องมาดูด้านลjาง ตารางที่สาม  ที่จะบอกว่า แต่ละสายนั้นจอดสถานีไหนบ้าง  ประมาณนั้นแล ไม่ยากใช่มะ อิอิ

ขอลาด้วยสาระไว้เพียงเท่านี้ อิอิ ไว้เจอกันใหม่โอกาสหน้าเมื่อถึงเวลาต้องออกเดินทางอีกครั้ง

ขอบคุณครับ

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *