ลุยเฟี้ยวเที่ยวคันไซ (Part จบ)

มาๆๆ มาฟังเรื่องเล่าต่อในตอนจบ

logo

ครั้งแรกกับการแก้ผ้าแช่ออนเซ็น
เช้าวันที่ 3 ของภูมิภาคคันไซ วันนี้ ผมมีแพลนจะเดินทางไปละแวกเมืองโกเบกัน ซึ่งจริงๆแล้วโกเบไม่ได้ไกลจากโอซาก้ามากนัก และเมืองที่จะไปมีชื่อว่า อาริมะ หรืออาริม่าเนี่ยเป็นเมืองออนเซ็นที่อยู่ไปทางทิศเหนือของโกเบ ซึ่งเส้นทางนี้ค่อนข้างชานเมืองหรือเรียกง่ายๆว่าบ้านนอกอ่ะแหละรถไฟจะผ่านไม่เยอะมาก ผมนั่งรถไฟสาย Hanshin เพื่อไปลง โกเบแล้วจึงต่อรถไฟสาย Seishin-Yamate เพื่อไปสลับขบวนอีกรอบ

เมื่อถึงสถานี Tanigami ผมจะต้องสลับสายทีสถานีนี้ สถานีนี้ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะออกมาจากตัวเมืองแล้ว นอกจะเงียบแล้วอากาศก็เย็น ในสถานีมีเซเว่น เล็กๆ ให้บริการ เมื่อเช้าด้วยความที่รีบออกไม่ได้หาไรกินมาจึงหิวมาก ผมเข้าไปหาอะไรรองท้องในเซเว่น ได้กาแฟกับถั่วมา นั่งกินไปรอรถไฟไป

IMG_1722-50

เนื่องจากวันนี้เป็นวันเสาร์ ขบวนรถจึงนานๆมาที แถมขาไปและกลับยังใช้ชานชลาเดียวกัน ผมก็นั่งรอไป สงสัยไปว่าทำไมปลายทางไปอะริมะทำไมไม่มีมาสักที ครึ่ง ชม ก็แล้ว ชมนึงก็แล้ว ตัดสินใจเดินไปถามแม่ลูกคู่นึง ดูเค้าจะไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็มีชายหนุ่มวัยกลางคนสวมแว่นตา สไตล์คนญี่ปุ่น(ก็แน่นิ ก็ผมอยู่ญี่ปุ่น) เดินเข้ามาให้ความช่วยเหลือ พูดคุยกันจนพอทราบว่าผมต้องไปเปลี่ยนรถไฟอีกสถานี ผมก็ขอบคุณเค้าไป แล้วผมก็กะจะเอาขยะที่กินๆรองท้องไปทิ้ง ทันทีที่ผมลุกขึ้นเริ่มเก็บของ ชายคนดังกล่าวเข้าใจว่าผมจะขึ้นรถไฟขบวนถัดไป จึงรีบมาพูดๆๆ แล้วก็เขียนกระดาษให้ แต่เปล่าผมจะไปทิ้งขยะเฉยๆๆ แล้วผมก็กลับมานั่งที่เดิม

IMG_1726-51

พอถึงขบวนที่ผมจะขึ้นพี่แกก็วิ่งมาเลย ชี้มือชี้ไม้ ให้ผมรีบขึ้นขบวนนี้และรอส่งผม บ๊าย บาย พร้อมกับรอยยิ้มแห่งมิตรภาพให้ผม ขอบคุณมากๆครับ ถือว่าเป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุดในทริปนี้เลย หากไม่ได้ ชายคนดังกล่าวผมคงนั่งรออีกนาน ฮ่าๆๆๆๆๆ
นั่งรถไฟมาถึงสถานีที่จะต้องเปลี่ยนรถอีกครั้ง รถไฟสายสุดท้ายวิ่งเพียงสถานีเดียวเท่านั้น เพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง arima onsen เมืองที่ผมตั้งใจจะมาแช่ออนเซ็นในวันนี้

IMG_1735-54

เมืองอาริม่าเป็นเมืองในเขา ขนาดไม่ใหญ่มากเป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ส่วนใหญ่จะเห็นนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีและชาวญี่ปุ่นเอง จากการอ่านการบ้านในพันทิบซึ่งมีน้อยและเก่ามาก แต่ก็พอทำให้ทราบว่า ที่นี้มีออนเซ็นแบบสาธารณะอยู่สองที่ เป็นออนเซ็นเก่าแก่และราคาไม่แพง หากต้องการแช่ 1 ที่คิด 550 เยน หากเหมาสองที่ 800 และยังมีพวกพิพิธภัณฑ์ด้วยที่สามารถจ่ายเงินเพิ่มในแพคเกตแต่ผมจำราคาไม่ได้ ผมเดินผ่าน ออนเซ็น ซึ่งอยู่ใกล้กับทางเข้า ที่นี่มีที่แช้เท้าฟรีด้วย สามารถถอดรองเท้า ถุงเท้าแช่น้ำได้เลย

IMG_1760-59

ผมได้แต่แวะดูแต่ไม่ได้แช่เนื่องจากคนเยอะอีกทั้งลืมผ้าเช็กเท้ามา 555 จึงเดินสำรวจเมืองต่อจนมาถึงอนเซ็นสาธรณะอีกที่ ที่มีชื่อว่า Gin no Yu   ผมตั้งใจจะแช่ที่นี่แหละเพราะ เดินเข้ามาไกลพอควร คนน่าจะไม่เยอะ เมื่อเข้าไปด้านใน จนท. แนะนำให้ฝากรองเท้าโดยใช้ตู้ locker แบบหยอดเหรียญร้อยเยนและ กดซื้อตั๋วแบบต่างๆที่เครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ พร้อมกับยื่นตั๋วให้ จนท แล้วเค้าก็ถามเราว่าจะเอาผ้าด้วยไหม ใช่ครับผมไม่ได้เอาผ้ามาจึงต้องเสียเงินค่าผ้า

IMG_1742-56

 

ถึงไข่จะสุกแต่ร่างกายก็สุขเหมือนกัน
เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปจะพบทางแบ่งแยกชายหญิงชัดเจน ด้านไหน ก็อย่างที่รู้ๆ เป็นห้อง locker ที่เห็นคนยืนแก้ผ้าเพียบ ผมจะต้องถอดทุกอย่างที่นี้ให้เปลือยเปล่า ถามว่าเขิลไหม ไม่ครับ 555 ไม่มีใครรู้จักถอดๆๆๆ ยัดใส่ตู้แล้วรีบเดินเข้าไปเลยย

ถัดจากห้อง locker เป็นห้องอาบน้ำแล้วครับ มองอะไรไม่ค่อยเห็นเพราะไอน้ำแร่คลุ้งมาก ตามธรรมเนียมที่เปิดมาเราต้องอาบน้ำล้างตัวก่อนมีทั้งแบบตะวันตกและแบบญี่ปุ่น แน่นอนมาที่นี่ต้องเลือกแบบญี่ปุ่นสิครับ นั่งอาบน้ำครับ โดยสังเกตคนข้างๆเอาว่าเค้าอาบยังไง สบู่กับแชมพูมีให้ครบถ้วน ผ้าที่ได้มาจะเป็นผืนเล็กๆใช้ขัดตัว ก็ทำเลียนแบบข้างๆไป ขัดหลังบ้างตัวบ้าง จนเนื้อตัวสะอาดก็ได้เวลา ลงแชาออนเซ็นจริงๆซะที

IMG_1756-58

ก้าวแรกเลยลองเอาเท้าจุ่มๆ นึกในใจร้อนโคตรรรรร ร้อนสุดๆๆๆ กี่องศาฟระเนี่ย ตัวจะสุกไหม ทำใจได้เอาวะ ทนหน่อย ก็ลงเลยครับ ไปแช่อยู่ข้างๆอ่าง ผ้าที่ได้มาต้องวางไว้ขอบอ่างตามมารยาท เห็นคนอื่นมาแช่จนตัวแดง ผมก็เช่นกันแช่ จนคิดว่าพอและ พอเพียงไม่นานมาก จึงลุกขึ้นมาอาบน้ำต่ออีกรอบ

อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวเสร็จก็ออกมาแต่งตัวแต่ เห้ยย ไม่ได้เอาผ้าเช็ดตัวมาทำไงล่ะเนี่ย ก็หนีไม่พ้นผ้าขนหนูขัดตัวผืนเล็กๆแหละครับ บิดน้ำให้แห้งพอถูไถได้ 5555 ตัวหมาดๆ ก็ออกมาใส่เสื้อผ้าที่ห้อง locker

https://i1.wp.com/www.feel-kobe.jp/facilities/img/0000000064_04.jpg?resize=584%2C438

รูปภายในจาก http://www.feel-kobe.jp/facilities/img/0000000064_04.jpg

แต่แล้วก็มีเหตุการเกิดขึ้น ระหว่างแต่งตัว ก็ได้ยินเสียงกุญแจตู้รองเท้าตก พลันผมก็หยิบแล้วใส่กระเป๋า แล้วก็แต่งตัวเป่าผมเรียบร้อย เดินออกมาด้านนอกตรงเค้าเตอร์เพื่อมาคืนกุญแจ พบกับชายแก่กำลังคุยกับเจ้าหน้าที่ตรงเค้าเตอร์ด้วยภาษาญี่ปุ่น แน่นอนผมฟังไม่รู้เรื่องแต่ สีหน้าลุงบอกว่ากำลังเดือดร้อนอะไรสักอย่าง
แล้วภาพในสมองก็แวบขึ้น ลุงคนนี้คือคนที่เดิน สวนเราแล้วกุญแจก็ตกลงพื้น หรือว่าที่เค้ากำลังตามหาคือกุญแจ ผมรีบล้วงมือเช็ค ก็เป็นตามคาดในกระเป๋ามีกุญแจที่เก็บรองเท้าสองชุด ซวยล่ะหว่า ภาพรีเพลย์วนกลับมาในหัวใหม่อีกรอบ ต้องเป็นของชายแก่ผู้นี่แน่นอน ผมก็ตรงเข้าไปขัดระหว่างบทสนทนาทันที โดยที่ไม่ตรวจสอบก่อนว่าดอกที่ให้ไปนั้นเป็นตู้รองเท้าผม

ตาลุงก็ขอบคุณใหญ่แล้วก็เดินไปที่ตู้รองเท้า ผมก็เช่นกันแต่เอ๊ะทำไมเบอรตู้กับกุญแจไม่ตรงกัน ผมรีบวิ่งไปหาลุงแล้วขอสลับอีกครั้งทันที 5555
หลังจากเรื่องวุ่นวายจบลงผมเดินออกมาด้านนอก ตัวผมอุ่นขึ้นแม้ว่าอากาศภายนอกจะหนาวเหน็บ เนื้อตัวรู้สึกถึงความสบายอย่างบอกไม่ถูก ฟินจริงๆ

IMG_1768-62

ร่างกายสบายพลังก็เพิ่มขึ้น ได้เวลาเดินชมเมือง เมืองอาริม่ามีคลองเล็กๆไหลผ่านกลาง ริมคลองมีทางเดินและสะพานซึ่งก็สวยไปอีกแบบ หากแดดร่มรมตกก็สามารถมานั่งเล่นชิวๆได้เลย แต่อากาศแบบนี้ถึงแดดจะออกก็ยังหนาวมากครับ ถ่ายรูปนิดหน่อยก็ได้เวลาอำลาเมืองเล็กๆน่ารักแห่งนี้

IMG_1786-66

หุ่นเหล็กแห่งเมืองโกเบ

ผมนั่งรถไฟย้อนกลับมาทางเดิมกลับมาเที่ยวย่านโกเบ แต่ขากลับก็ยังมิวายหลังทางนิดหน่อย มาติดแหงกในสถานีรถไฟร้างๆ ที่แทบไม่มีคน กะอากาศหนาวๆก่อนจะมองหาป้ายรถไฟแล้วเดินทางต่อได้

IMG_1791-68

นั่งรถไฟต่อมาจนถึงโกเบ โกเบเป็นเมืองท่าที่มีชื่อเสียงในเขตคันไซ จุดหมายแรกที่ผมจะไปคือ Wakamatsu Park สงสัยล่ะสิ ที่สวนแห่งนี้มีอะไร ที่สวนแห่งนี้มีคือ…………..เจ้าหุ่นเหล็กหมายเลข 28 (Tetsujin 28) การเดินทางมาหาเจ้าหุ่นนี่ สามารถลงที่สถานี Shinnagata  แล้วเดินวนมาหลังตึกก็จะเจอเจ้าหุ่นนี้ตั้งเด่นมากกก

เจ้าหุ่นเหล็กตัวนี้ในอดีตเป็นการ์ตูนที่เคยดังมากของนักเขียนการ์ตูนนามว่ามิตสึเทรุ โยโกยามา ซึ่งหลังจากเค้าเสียชีวิต จึงได้มีการสรา้งเจ้าหุ่นตัวนี้เพื่อเป็นเกียรติเค้า

IMG_1793-69

เจ้าหุ่นเหล็กตัวนี้จะตั้งอยู่ที่สวน วากามัตซึ อยู่หลังห้องอะไรสักอย่าง ขึ้นจากรถใต้ดินโกเบ Shinnagata  เดินอ้อมมาหลังห้างก็เจอและ

อ่าวโกเบที่ไม่เบ

หลังจากชื่นชมเจ้าหุ่นเหล็ก ท้องเริ่มหิวแต่ก็ไม่รู้จะกินอะไร บังเอิญเดินผ่านร้านขายผักและผลไม้สดเห็น สตอเบอร์รี่ลูกยักษ์  ใหญ่กว่าที่ไปกินเกาหลี ในราคาสามร้อยเยน เยน เยนนน เท่านั้นนนน(90บาท) ไม่รีรอเลือกแพคสวยๆ เดินเข้าไปจ่ายเงิน ก็ได้สตอเบอรี่มาชิมแต่เดี๋ยวเก็บไว้ก่อน ไว้ได้ที่เหมาะๆ ค่อยแกะกิน 555

IMG_1834-76

ผมกลับมาที่สถานีรถไฟใต้ดินโกเบ นั่งต่อไปอีกจนถึงสถานี Harborland  เดินต่ออีกหน่อยก็จะถึงบริเวณอ่าวโกเบ ไหนๆเรามาโกเบ เราต้องมาถ่ายรูปกับหอคอยโกเบด้วยไม่งั้นมาไม่ถึง ทางที่เดินไปยังบริเวณอ่าวจะมีจุดให้ถ่ายรูปมากมาย และบริเวณอ่าวเอง จะมี Kobe Anpanman Children’s Museum & Mall ทำให้เด็กๆเยอะมาก และชิงช้าสวรรค์สีแดงตั้งเด่นเป็นเอกลักษณ์ริมอ่าว

IMG_1813-2

บริเวณริมอ่าวนี้มีที่ให้นั่งเล่นเยอะมาก จึงมักจะเห็นคนญี่ปุ่นมานั่งเล่น ทำกิจกรรม ชิวๆกันที่นี่ ผมเลยถือโอกาสแกะสตอเบอรี่ชิม ท่ามกลางแดดที่ร้อนแรง แต่ยินดีที่จะนั่งตากแดดเพราะอากาศมันหนาวจริงๆ 5555

IMG_1816-75

pano kobe-2

บ่ายๆแก่ๆก็ได้เวลาเดินทางกลับโอซาก้า ผมนั่งรถไฟสาย Hanshin เพื่อกลับมายังย่านนัมบะ แต่ก่อนจะกลับเข้าที่พัก ผมใช้เวลาที่เหลือไปเดินเล่นย่าน Ebisuhigashi ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่แห่งนึงของโอซาก้า แต่เนื่องจากเวลาที่มาถึงยังไม่มืดจึงยังไม่เห็นร้านอะไรมากนัก แต่เมื่อกลางวันที่ผ่านมาผมมีเพียงสตอเบอรี่รองท้อง ทำให้ตอนนี้ผมหิวแล้วววววววววว

IMG_1843-2

ได้เวลาที่ผมจะหาอาหาร Local ทานอีกแล้ว ผมเดินลัดเลาะซอยนู้นซอยนี่ ก็มาเจอกับร้านอาหารญี่ปุ่นร้านนึง เข้าไปด้านในผมขอเมนูภาษาอังกฤษมา วันนี้อยากกินเนื้อครับ เลยสั่งข้าวเนื้อย่าง ซึ่งราคาก็อยู่ในเรทปกติคือ1000 เยน รสชาติอร่อยครับ อยากกินอีกแต่ท้องไม่รับและ นั่งพักให้หายหนาว ก็ออกมาด้านนอก พระอาทิตย์กำลังจะตกและ ได้เวลาเข้าไปใจกลางย่าน Ebisuhigashi ซึ่งจะมีหอคอย Tsutenkaku  ตั้งเด่นอยู่ใจกลางย่าน หอคอย Tsutenkaku เป็นหอคอยที่สร้างขึ้นมานานและ และเคยสูงที่สุดในเอเชียด้วยยยย

ผมเดินหาทางเข้าสักพัก พบว่าคิวยาวววมากกกก จึงต้องตัดใจ และออกมาเดินเล่นต่อ วันนี้ลุยมาเยอะ คงต้องกลับไปที่พักแล้ว โดยย่านนี้ห่างจากที่พัก 1 สถานีรถไฟใต้ดิน ผมจึงตั้งใจจะเดินกลับเรื่อยๆ  แต่ขากลับก็เกิดเหตุการณ์ขึ้น

ระหว่างที่เดินกลับ มีชายตัวใหญ่วัยกลางคนเดินเข้ามาคุย ทำท่าชี้มาที่ข้อมือจึงเข้าใจว่า มาถามเวลา เราจึงให้ดูเวลาไป แล้วเค้าก็ถามว่ามาจากไหน หลังจากนั้นก็บอกกับเราว่าเค้าป่วย พอจะมีเงินไหม แล้วก็ชี้ๆไปที่เข่าของเขา ผมเห็นท่าไม่ดี จึงบอกไปว่าผมไม่เข้าใจแล้วรีบเดินหนีเลย -_-”

เส้นทางเดินขากลับผมใช้เส้นทางเดิมผ่าน den den town ย่านของเล่นและเกมส์ ก็มีโอกาสแวะเข้าไปร้านของเล่นเพื่อเติมฝันในวัยเด็กอีกสักครึ่ง(เดินยั่งกิเลส 555)

กลับมาถึงที่พัก วันนี้มีเวลาพักผ่อนเยอะหน่อย  เนื่องจากเริ่มปวดเมื่อยร่างกายจากการเดินมาทั้งวัน จึงขอรีบอาบน้ำเข้านอน

คืนนี้เป็นคืนที่แขกเยอะ ทำให้ห้องพักมีเสียงตลอดเวลาจึงนอนไม่ค่อยหลับ แต่ก็ต้องพยายามพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ยังเหลืออีกวัน………..

วันสุดท้ายของการเก็บตก

วันสุดท้ายที่ญี่ปุ่น ผมตื่นมาด้วยร่างกายที่ค่อนข้างอ่อนล้าและเพลีย รวมถึงอากาศที่เย็นจับใจ ทำให้เหมือนจะมีอาการเป็นไข้ ปวดหัวเล็กน้อย โชคดีที่กินบาแล้วอาการดีขึ้น สำหรับแผนวันนี้ รู้ไหมผมจะไปเที่ยวไหนนนน ให้ทาย 555 น่าจะทายกันถูกเพราะตั้งแต่มาที่นี่แทบไม่ได้เที่ยวในเมืองโอซาก้าเลยยยยยยยยยย

วันสุดท้ายของเขตคันไซของผมจึงเป็นการเดินเที่ยวรอบๆโอซาก้านั้นเอง ผมเช็คเอ้าท์ออกจากที่พัก หอบสัมภาระรุงรัง ทันทีที่เดินออกมาสัมผัสกับลมของโอซาก้าวันสุดท้ายคือ หนาวเว้ยยยยยย

 

ผมเดินไปยังสถานีนัมบะ ญี่ปุ่นนี่ดีครับ มี locker ฝากของ ผมมีเวลาเดินเที่ยวที่โอซาก้าถึงหกโมงเย็นก่อนจะกลับมายังสถานีนัมบะโดยใช้ KTP และต้องมาขึ้นรถไฟที่สถานีนันไคนัมบะ ผมจึงเอาสัมภาระมาฝากที่ locker ที่สถานีนี้

สำหรับ locker ใช้งานไม่ยากมีให้เลือกหลายขนาด เปิดฝาใส่ของ หยอดเหรียญแล้วบิดกุญแจออก ก็ไปเดินตัวปลิวต่อได้เลย

หลังจากฝากกระเป๋าแล้วท้องก็หิว ที่นี่เป็นเขตช็อปปิ้งย่านกลางคืน หากจะหาของกินเช้าตรู่แบบนี้ค่อนข้างจะหายาก แต่ก็ไม่รอดสายตา ตอนขาที่เดินมา ผมเห็นร้านข้าวหน้าเนื้อที่มีสาขาอยู่มากมายยั่วเยี๊ยะในต่างประเทศ นั้นคือร้านโยชิโน ย่า ย่า ย่าาาาาา จึงไม่พลาดที่จะแวะลองชิม

อิ่มแล้ววว ก้ได้เวลาออกลุยยย ที่แรกที่จะไปซึ่งเป็น landmark ของโอซาก้าอีกแห่งนอกจากเจ้าป้ายกูลิโกะ ก็คือ ปราสาทททท โอซาก้าาา  สำหรับปราสาทโอซาก้า เป็นปราสาทเก่าแต่ของเมืองแต่ถูกทำลายและบูรณะขึ้นมาใหม่หลายครั้ง เนื่องจากปราสาทโอซาก้ามีบริเวณกว้างขวาง จึงสามารถเดินทางโดยรถไฟมาลงได้ถึงสองสถานี

ปราสาทโอกาซ่าาาา เอ๊ะต้องโอซาก้าสิ

ผมเองเดินทางมาลงสถานี Morinomiya  เมื่อขึ้นมาด้านบนจะเห็นบริการรถพ่วง ไปยังตัวปราสาท เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า เช้านี้เราต้องเดินไกลแน่นอนนน ผมเดินตามผู้คนมาเรื่อยๆ ผ่านเหมือนสวนรอบบริเวณปราสาท จนเริ่มเจอกำแพง ก็จะเจอบันไดด้วย กว่าจะเข้ามาถึงเหนื่อยเหมือนกัน

IMG_1857-82

ก่อนเข้าตัวปราสาท จะมีบริเวณรอบๆ จะพบกับผู้คนมาถ่ายรูปมากมายปราสาท และมีร้านเล็กๆ มากมาย แต่ยังไม่ถึงเวลากิน ขอถ่ายรูปสวยๆก่อน วันนี้ฟ้าใสกิ๊กเลย ไม่มีเมฆใดๆทั้งนั้น แดดแรงอีกต่างหาก แต่อากาศก็ยังโคตรหนาวเหมือนเดิม 5555

IMG_1890-93

ก่อนเข้าตัวปราสาท เราจะต้องซื้อตั๋วก่อน ซึ่งจะมีเครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติและเค้าเตอร์เจ้าหน้าที่ ที่เครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติคนส่วนใหญ่มาใช้บริการกันที่นี่ ซึ่งผมเองก็เช่นกัน ระหว่างที่อยู่ในคิวก็พยายามมองคนที่อยู่ที่เครื่องจำหน่ายตั๋วว่ามันกดยังไง จ่ายเงินยังไง  ต่อคิวมาสักพักพอถึงคิวตัวเอง พลันเหลือบไปเห็นป้าย สำหรับผู้ถือบัตร KTP รับส่วนลดติดต่อเค้าเตอร์จำหน่ายบัตร ผ่างงงงงงง

นี่ต่อมาตั้งนานเพื่อมาเจอป้ายนี้หรอเนี่ยยย รีบเดินออกมาเข้ามาที่เค้าเตอร์สอบถามยังเจ้าหน้าที่ โชบัตร KTP และชำระเงินในราคาพิเศษ 500 yen ก่อนเดินเข้าไปด้านใน

IMG_1871-86

พอเข้ามาด้านในปราสาท  ทำผมอะเมซิ่งมากครับ เพราะข้างในไม่เป็นแบบที่คิดเลยยย แทนที่จะได้เจอสถาปัตยกรรมโบราณ แต่นี่อาคารสมัยใหม่ชัดๆๆ จัดแสดงเหมือนพิพิธภัณฑ์ มีประมาณ 5 ชั้นจำไม่ได้ บางชั้นจะห้ามถ่ายรูป

ผมก็ผิดหวังเล็กๆ แต่ก็เดินชมนู้น นี่ นั้นไป   ภายในก็จะมีผังเดิมของปราสาท ภาพบรรยากาศสมัยนั้น เครื่องแต่งการ ประเพณีโบราณ

IMG_1899-95 IMG_1896-94

ขึ้นมาด้านบนสุด จะมีระเบียงออกมาด้านนอกเพื่อชมวิวมุมสูง ซึ่งสามารถมองเห็นเมืองได้รอบๆ วิวดีพร้อมลมเย็นๆ ทำเอาหายเหนื่อยไปได้บ้าง

IMG_1904-97

ชมปราสาทเสร็จ ก็กลับลงมาด้านล่าง แวะดื่มชาเขียวเย็นๆและนั่งพักหน่อย ด้านล่างคนยังเยอะเหมือนเดิม หากใครหิวสามารถซื้อของหวานของคาวทานได้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ยังไม่พ้น นักเรียนญี่ปุ่นตัวเล็กๆ กับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี

IMG_1920-99

ขากลับผมเลือกเดินกลับมาอีกฝั่ง ไม่ได้กลับไปยังสถานีเดิม เผื่อเจอมุมดีๆถ่ายรูปสวยๆ และก็จริงอย่างที่คิด เส้นทางกลับมาที่สถานี Tanimachiyonchome  จะมีมุมถ่ายรูปที่สวยกว่า เส้นทางแรก หากใครอยากได้รูปแนะนำมาทางสถานีนี้ดีกว่าครับ

IMG_1933-103

 

หนึ่งในชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่และเก่าแก่ของโลกกก

IMG_1937-104

จุดหมายต่อไป ที่เป็น Landmark อีก ชิงช้าสวรรค์ เท็มโปซาน ชิงช้าสวรรค์แห่งนี้มีสรา้งมานานและ และเคยขึ้นอันดับหนึ่งในเรื่องความสูงของโลก ใช้เวลาหมุนรอบนึงเกือบ 20 นาที หลายปีก่อนผมได้มีโอกาสขึ้นสิงคโปรไฟรเออมาแล้ว มาโอซาก้า ก็จะขอมาลิ้มลองด้วย

การเดินทาง สามารถเดินเท้าจากสถานีรถไฟ Osakako แถมบริเวณนี้ไม่ได้มีแค่ชิงช้าสวรรค์ ยังมีพิพิธภรรณ์สัตว์น้ำ ที่มีชื่อ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำอีกด้วย แต่ผมไม่ได้เข้าอ่ะ มานี่มาขึ้น ชิงช้าอย่างเดียว 55555

IMG_1951-105

เดินมาถึงรีบตรงไปยังคิวชิงช้า คิดว่าคนจะเยอะแต่ไม่เลยโล่งมากๆๆๆๆ ชิงช้าเท็มโปซานไม่เหมือนกับสิงค์โปร ของสิงค์โปรจะดูใหม่ๆไฮเทค ติดแอร์ แต่เท็มโปซานนี่ เป็นชิงช้าแบบดั้งเดิมจริงๆ กระเช้านึงบรรจุผู้โดยสารไม่ได้มาก ทีแรกนึกว่าจะได้ นั่งร่วมกับชาวต่างชาติด้านหน้าซึ่งเค้าก็มาคนเดียว แต่เพราะคิวน้อย ก็เลยได้นั่งคนเดียวครองกระเช้าไปเลยยย

วิวมุมสูงริมอ่าวแห่งนี้ สวยครับ มองได้รอบๆเลย เห็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำใกล้ๆ ด้วย หรือจะมองไกลๆ ก็เห็นอ่าวเห็นเรือขนส่งเหมือนกัน

หากถามว่าเสียวไหม เสียวครับ เสียวกว่าสิงคโปรนะ 555 เพราะมันเป็นแบบ ชิงช้าแบบดังเดิมเลย 555

IMG_1971-107

ผ่านไปเกือบ 20 นาทีก็กลับลงมาถึงพื้นล่าง เวลาที่แพลนไว้วันนี้เหลือค่อนข้างเยอะทีเดียว กว่าจะเย็น ผมเลยใช้เวลาที่เหลือ เดินเล่นที่นี่ด้วย เพราะด้านล่างมีห้างเล็กๆ ให้เดินดูของ อีกทั้งสวนสาธารณะ ซึ่งมีแต่ผู้คนนั่งจิ้มโทรศัพท์ไม่รุทำอะไรกันอยู่หรือว่าจะจับโปเกม่อน จนได้เวลาเที่ยง ท้องก็หิวเอาล่ะหาไรกินดี

IMG_1992-112

เดินกลับมาสถานีรถไฟ Osakako ตรงบริเวณทางขึ้นเห็นร้านทาโกะยากิ ซึ่งในไทยหากินได้ไม่ยากตลาดนัดแถวบ้านผมยังมี ฉไนเลยมาญี่ปุ่นจะไม่ลอง แถมร้านนี้คนเยอะด้วยยย ดูแล้วอะไร ราคาไม่แพง ถ้าจำไม่ผิด ชุดเล็ก 12 ลูก 600 เยนเท่านั้น

 

ผมสั่งชุดเล็ก 1 ชุด ลิ้มรสความอร่อย คำแรก บอกได้เลยว่า ร้อนนนนนมาก ทั้งลิ้นทั้งปากพองครับ -_-”  เอาล่ะ มาถึงรสชาติจริงๆอร่อยครับบอกเลย ใครมาพิพิธภัณฑ์หรือมาชิงช้า ลองซื้อชิมดูนะครับ 555

IMG_1994-113

พิพิธภัณฑ์บ้านและความเป็นอยู่ของชาวเมืองโอซาก้า

ตอนที่อยู่ที่ร้านทาโกะ ผมเปิดคู่มือ KTP ดูว่าเวลาที่เหลือก่อนจะหลับไปซื้อของฝากและนั่งรถไฟกลับสนามบิน ผมควรจะไปเที่ยวไหนดีกับ 1 ชมที่เหลือ ก็ไปเจอพิพิธภัณฑ์ความเป็นอยู่โอซาก้า เห็นในรูปสวยดีดูมีวัฒนธรรม ขอแวะไปดูสักหน่อย พอถึงสถานี Tenjimbashi-suji Rokuchome เดินออกมา เดินหาไม่เจอครับ เจนมาเจออป้ายถึงรู้ว่ามันอยู่ชั้นบนของตึกนี่นา เราก็นึกว่าอยู่บนพื้นปกติ

จึงเดินเข้าไปในลิฟท์ขึ้นไปด้านบน มีเจ้าหน้าที่มาสอบถามและอธิบาย จึงซื้อตั๋วเข้าชม พร้อมทั้งฝากกระเป๋าไว้ที่ locker ในนี้ส่วนใหญ่ถ่ายรูปได้ครับ ยกเว้ณบริเวณชงชาIMG_2001-114

ด้านในจะเป็นการจัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวโอซาก้าสมัยก่อน ที่นี่สามารถเช่าชุดเดินถ่ายรูปได้ แต่ผมว่านะ สถาที่ค่อนข้างเล็ก มีที่ถ่ายรูปน้อยและดูไม่ค่อยมีอะไร และที่นี่ก็เจอแต่นักท่องเที่ยวเกาหลีสวมยูกาตะ ถ่ายรูปเยอะแยะเลย 555 ไปไหนๆ ก็เจอยังกะมาเที่ยวเกาหลี

IMG_2017-118

 

ถ่ายรูปนิดหน่อยก็เบื่อและ ก่อนจากก็ขอสัมผัสเสื่อทากามิ เอ๊ะเรียกถูกไหม ได้ยินแต่ในการตูนบ่อยๆ ขอจับของจิงหน่อยเป็นบุญมือ เวอร์วังมาก 555  อืมมมมม คล้ายๆเสื่อกก บ้านเราแฮะแต่ ทอแบบแน่นๆ หนาๆ กว่าเยอะ อิอิ

IMG_2011-116

บ่ายแก่ๆแล้ว ได้เวลา เดินทางกลับมาบริเวณที่พักเพื่อจบภารกิจก่อนกลับไทย นั้นคือ ช๊อปปิ้ง ทั้งของตัวเองและของฝาก ซึ่งไม่ต้องไปไหนไกล เดินไล่มาตั้งแต่ Shinsaibashi ลงมา Dotonbori เลี้ยวขวาามาจบที่ Nippombashi

ภารกิจช๊อปปิ้งภารกิจปิดท้ายยย

ช่วงนี้ก็ไม่มีอะไรจะเล่ามาเพราะซื้อของอย่างเดียว  อ้อมีแนะนำของรองท้องอย่างนึง ตอนเดินผ่านร้าน ดองกี้ที่คนชอบมาซื้อของ มีร้านขายอาหารข้างๆ เค้ามีไก่บาบีคิวขาย อร่อยดีต้องลอง รองท้องได้ดี ส่วนร้านดองกี้หรอ เข้าไปแปปก็เดินออกและ คนเยอะของเยอะ บางอย่างก็แพงกว่าร้านอื่นนะ

ตอนที่ผมเดินกลับมาที่ย่าน Nippombhashi เนี่ยกะกลับมาหาซูชิที่วันก่อนกินไปคือ คือชุด Regular Sushi ราคาพันเยนนน เพื่อเป็นการส่งท้าย ระหว่างที่เดินในตลาด Kuromon Ichiba Market เนี่ยเดินผ่านร้านกระเป๋าเป้จึงแวะไปดูเผื่อมีใบถูกใจจะได้แวะเปลี่ยนกระเป๋าใบเดิมที่ เน่าๆ ขาดๆและ

ระหว่างกำลังเลือกนั้น ชายวัยกลางคนซึ่งท่าทางบ่งบอกว่าเจ้าของร้านแน่ๆ เข้ามาทัก

“ยูคัมฟอมไทแลนน”
“เยส”
“ผ้มพูดทายได้นิดน่อยย ผ้มมีเมียคนทาย”

หลังจากนั้นก็ยาวครับแกมาช่วยเลือกเอา คอเลคชั่นมาให้ดู  แถมแกก็กดมือถือต่อสายถึงเมียแกให้คุยอีกด้วย คือกะว่ามาดูเฉยๆ สงสัยจะได้กลับไปซักไปและ และก็มาจบยี่ห้อญี่ปุ่นดังที่กำลังนิยมในหมู่วัยรุ่นไทย (ผมก็ยังวัยรุ่นนะ) พร้อมกับส่วนลดมากมายเป็นที่น่าพอใจ แถมอมยิ้มอีกสองแท่ง 555 และได้ทำการย้ายของก่อนฝากกระเป๋าใบเก่าทิ้งด้วยนะครับ 55555

สะพายเป้ใบใหม่ออกจากร้าน กะเดินแวะร้านนาฬิกาก่อนกลับ แต่ร้านปิดแล้วผิดหวังกันไป เดินกันต่อวนกลับมาที่นัมบะ ยังเหลือเศษตังพอสมควรแวะ Family mart เพื่อเปลี่ยนเงินเป็นขนมยัดกระเป๋าเท่าที่จะยัดได้และไม่ลืมที่แวะล๊อคเกอร์เอากระเป๋าที่ฝากไว้

ตอนนี้สภาพผมถ้าเป็นหนังหุ่นยนต์ คือร่างประกอบร่างสุดยอดแล้วครับ 555 ของพะรุงพะรังมากกก เดินขึ้นไปสถานี นันไคนัมบะ เพื่อรอรถไฟกลับสนามบิน นับถอยหลังกลับบ้านแล้วสินะ เวลาผ่านไปรวดเร็ว ที่สถานีนันไคเนี่ย จะมีชานชลาเยอะมาก ยืนรอให้ถูกล่ะ อิอิ

หากยังจำกันได้ขามาจากสนามบินนั้น ผมนั่งเจ้าอัศวิน rapit แต่ขากลับนี้ผมนั่งสาย Express ซึ่งอยู่ในแพคเกต KTP แต่ถ้าหากครึ้มใจคุณจะนั่ง rapit ซึ่งเร็วกว่านิดหน่อย และมีการระบุที่นั่ง คุณสามารถเพิ่มเงินเพื่อนั่งสายนี้ได้ ส่วนผมหรอขอแบบไม่ต้องจ่ายเพิ่มละกัน

รถไฟเริ่มออกตัว เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ก็ถึงเวลาลาจาก โอซาก้า บ๊าย บาย การผจญภัยครั้งนี้ก็ถึงเวลาจบ ผ้าม่านถูกหย่อนลง ไฟดิมลดแสงสว่างลง พร้อมผู้ชมปรบมือ จบสักที 5555 เป็นอีกครั้งของการเที่ยวแบบฉายเดี่ยวเหงาๆ มากมายด้วยประสบการณ์ ไว้มีโอกาสมาถึงจะได้ลุยกันใหม่

อ๊ะ คิดว่าจบและอ่ะสิ อาจจะต้องขออภัยที่รอบนี้ไม่ค่อยจะบันเทิงเท่าไหร่ แต่ขอส่งท้ายด้วยสาระหน่อยละกานนนนน

วิธีดูป้ายยรถไฟจ้าาา (ฉบับเดาเองล้วนๆผิดแจ้งมาได้จ้า)

asegsg

โดยทั่วไปแล้ว เราจะเห็นตารางรถไฟแบบนี้อยู่ที่ชานชลา ของสถานี เจ้าป้ายนี้แหละจำทะให้คุณเดินทางได้อย่างถูกต้อง เริ่มจากแบ่งเป็นสามส่วน(กดซูมเอานะ)

ส่วนซ้ายสีเขียวๆฟ้าๆ คือ ตารางเวลาสำหรับวันธรรมดา สีชมพูด้านขวาคือวันหยุด
ในตารางทั้งสองจะแบ่งสองขาบนล่าง นั้นคือไปและกลับ และจะมีเวลาที่ออกจากสถานีนี้ หัวคอลัมภ์คือ ชม.  ค่าในตารางจะเป็นนาที สีของนาทีบอกว่าเป็นสายไหนExpress rapit semi หรือ local ซึ่งก็ต้องมาดูด้านลjาง ตารางที่สาม  ที่จะบอกว่า แต่ละสายนั้นจอดสถานีไหนบ้าง  ประมาณนั้นแล ไม่ยากใช่มะ อิอิ

ขอลาด้วยสาระไว้เพียงเท่านี้ อิอิ ไว้เจอกันใหม่โอกาสหน้าเมื่อถึงเวลาต้องออกเดินทางอีกครั้ง

ขอบคุณครับ

 

 

 

ลุยเฟี้ยวเที่ยวคันไซ (Part แรก)

logo

จุดเริ่มต้นของการเดินทาง
ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนมีนา 2016 ผมกับเพื่อนๆ คุยกันว่าปีหน้าเราจะไปไหนกันดี แล้วพวกเราก็ได้ทำการตกลงจับจองตั๋วโปร Thai air asia x เดินทางไปโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น แต่เวลาผ่านใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เพื่อนๆ ที่ร่วมจองตั๋วต่างติดภารกิจ จนสุดท้ายก็เหลือผมคนเดียวในการเดินทางทริปนี้ (ทิ้งตูด้ายยยยยยย)

ผมซึ่งค่อนข้างเสียดาย ไม่อยากทิ้งตั๋วจึงบอกกับตัวเองไม่เป็นไร ได้เวลาฉายเดี่ยวอีกครั้ง หลังจากที่ทริปฉายเดี่ยวรอบที่ไปเกาหลี  รอบนี้เนื่องจากจองข้ามปีเวลาทำการบ้านมีเยอะ แต่ผมละเลย 555 จนไฟลนก้นในเดือนสุดท้าย

 

ผมแทบไม่คอยได้อ่านรีวิวเลย ทั้งๆที่มีมากมาย ผมเพียงแต่หาว่าจะไปไหนดี เป้าหมายคงเป็นสถานที่ยอดฮิต แต่ก็อยากมีความแตกต่างจากคนอื่นบ้านทริปนี้จึง มั่วๆปนๆกันไป

Capture

เตรียมตัวเก็บกระเป๋า
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเดินทางมาญี่ปุ่นและต้องเที่ยวเองคือ ตั๋ว pass ต่างๆ หรือการนั่งรถไฟซึ่งเป็นขนส่งมวลชนที่นิยมในประเทศญี่ปุ่น แถมระบบพี่แกซับซ้อนมาก ผมนั่งอ่านนั่งหาข้อมูลพักใหญ่ จึงพอเข้าใจระบบรถไฟของญี่ปุ่น จนทำให้คลายความวิตกกังวลไปบ้าง

หลังจากเคลียร์เรื่องการเดินทางอีกเรื่องที่ต้องเตรียมตัวไม่แพ้กันคือที่พัก ที่พักผมมักจะเลือกราคาไม่แพง เดินทางสะดวก โดยผมมักจะจองผ่านAgoda Search แล้วเรียงตามราคาจากน้อยไปมาก ทีนี้ค่อยมาพิจารณา จำนวนคอมเม้นและเร้ทติ้งของที่พัก

จากครั้งก่อนนั้นผมเลือกที่พักเป็นแบบโฮสเทลทำให้ได้พบมิตรภาพใหม่มากมาย  มาในครั้งนี้ อยากจะลองที่พักอีกแบบที่เหมือนโฮสเทล แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เอาเป็นว่ามันคืออีกแขนงละกัน อีกทั้งที่พักประเภทนี้ก็นิยมในญี่ปุ่นด้วย นั้นคือที่พักแบบแคปซูล จิงๆไก็คล้ายโฮสเทลนะแต่ดูเป็นส่วนตัวกว่ามากกกก ไว้จะเล่าในช่วงต่อๆไป

Capture-

การเตรียมตัวอีกคือ ทำเส้นทางการเดินทาง ด้วยระบบรถไฟของญี่ปุ่นค่อนข้างซับซ้อน ถ้ามั่วๆไปไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ เครื่องมือที่คนที่เที่ยวญี่ปุ่นหรือแม้แต่คนญี่ปุ่นเองนิยมคือ Hyperdia  เจ้าเว็บนี่แหละ เราแค่ใส่ต้นทางปลายทาง เดี๋ยวมันจะจัดมาให้หมด  ไปทางไหนเร็ว ขึ้นอะไร  ต่ออะไร

ผมใช้ Hyperdia ในการวางแผนสถานที่ ที่จะไปคร่าวๆ พร้อมกับดูศึกษาแผนที่ เพื่อไม่ให้หลง

ออกเดินทาง
และก็ถึงวันออกเดินทางงงงงง  ผมเดินทางด้วยสายการบินแอร์เอเชียเอ็ก สายการบินต้นทุนต่ำยอดนิยม เที่ยวบินจะออกจากไทยประมาณบ่ายสองถึงสนามบินนานาชาติคันไซ สามทุ่มครึ่ง ซึ่งยังพอมีเวลาเดินทางเข้าเมือง เพื่อความไม่ประมาทผมได้จองตั๋วรถไฟไว้ล่วงหน้าแล้ว อันนี้ก็ขอติดไว้จะเล่าในช่วงต่อๆไป 5555

บ้านผมอยู่ใกล้สุวรรณภูมิ ไม่ชอบเลยที่ต้องมาขึ้นเครื่องที่ดอนเมือง เพราะมันเดินทางไม่สะดวกเอาซะเลย ดีที่ยังมี airport shuttle bus เชื่อมระหว่างสองสถานี แต่คนที่จะใช้บริการจะต้องมีเที่ยวบินที่จะต้องไปขึ้นปลายทาง ซึ่งต้องใช้เอกสารการจองในการลงทะเบียน  ซึ่ง!!! ขาไปอ่ะโอเคร ขากลับล่ะ กลับไม่ได้นะครับ เพราะผมไม่มีเที่ยวบินที่จะไปขึ้นสุวรรณภูมิ -_-”

บนรถ shuttle bus มีผู้คนหลากหลายสัญชาติมาก ระหว่างที่เดินทางออกจากสุวรรณภูมิสักพัก ก็มีเสียงนึงดังขึ้น
“โอ๊คคคคคค”  คนทั้งรถต่างหันมามองสาวชาวตะวันตกสวมเสื้อมีฮูดปิดบังใบหน้า อ้วกใส่ถุงอย่างไม่แคร์ว่าใครได้ยินแล้วแทบจะอยากอ๊วกเป็นเพื่อน เธอยังคงอ้วกเรื่องๆจนคนขับจอดหน้าห้องน้ำตรงทางขึ้นทางด่วน

คนในรถช่วยกันสอบถามอาการกับญาตินักท่องเที่ยวสาวคนนั้น แต่ญาติยังยืนยันว่าไม่เป็นไรเดินทางต่อเหอะ  คนขับจึงออกเดินทางต่อ

เสียงอ้วกยังคงมาเป็นระยะๆ ในใจคิดได้อย่างเดียว จะกลายร่างเป็นซอมบี้ไหม เราจะหนียังไง ทุบกระจกหนี แล้วอยู่บนทางด่วนจะลงจากทางด่วนยังไง บลาๆๆ ไร้สาระไปเรื่อย 555lll3

ถึงสนามบินก่อนเวลาประมาณสี่ ชม. ใช้เวลาที่มีจัดการซื้อซิม intetnet ที่จะไปใช้ที่ญี่ปุ่นนน ไม่ต้องซื้อซิมที่นู้นนน ไม่ต้องเช่าไวไฟ ซื้อมันที่นี่แหละราคาไม่แพง ซึ่งเจ้าซิมที่ว่านี่คือ ais sim2fly ถูกใจนักเดินทางแน่นอน เพราะราคาไม่แพง 399 3 GB ใช้งานได้ 8 วัน กับประเทศท่องเที่ยวยอดนิยมเช่นฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน อะไรแบบนี้ หากสนใจเพื่อนๆลงหาข้อมูลกันได้

หลังจากได้ซิมเวลายังเหลือ ขอไปนั่งกินAmazonทำใจ ชาร์ตแบตมือถือยาวๆ จนถึงเวลาเช็คอิน ทุกอย่าง เป็นไปได้สวย น่ำหนักกระเป๋าสี่กิโล จากที่ซื้อไว้ 20 -_-“(ก็เพื่อนนนมานนทิ้ง)

มาถึงด่าน ตม.แบบ autogate คนเยอะมากๆๆ พอคิวจึงได้รู้ว่า เครื่องมันไม่ค่อยอ่าน แถมพนักงานมีคนเดียว โอ้แม่เจ้า เสียเวลามากกกกกกก

และแล้วก็มาถึง gate เครื่องบินมาจอดอยู่นานและ นั่งเล่นไม่นานก็ได้ขึ้นเครื่อง โดยเครื่องบินใช้เวลาเกือบ 5 ชมจากเย็นยันค่ำ ดีนะที่สั่งอาหารไว้ไม่งั้นหิวแน่

กระเพราไก่ไข่เจียว อยากลองมานานและ กินบนฟ้ากระเพราจะอร่อยแค่ไหน 555 ผมพบว่าก็อร่อยดีแฮะ เสียอย่างได้น้อยมาก แค่ครึ่งท้อง ฮ่าๆๆๆ นอกจากอาหารแล้วผมยังโหลดนู้นนี่นั้นมาดูในโทรศัพท์เพื่อฆ่าเวลาด้วย เพราะน่าจะไม่ง่วงเท่าไหร่ แหงล่ะมันพึ่งบ่ายสองเอง 5555

 

พูดเรื่องเครื่องบินบ้าง วันนี้ผู้โดยสารโหลดไม่เต็ม ที่ข้างๆผมว่าง นั่งค่อนข้างสบายถึงแม้เบาะจะ คับแคบกว่า full service แต่ก็ดีที่ไม่มีคนนั่งข้าง 555

ก้าวแรกบนดินแดนอาทิตย์อุทัย
ผมถึงสนามบินนานาชาติคันไซค่อนข้างดึก จึงต้องเดินรีบๆเพื่อไปให้ทันรถไฟ ด่านแรกที่ต้องเจอคงไม่พ้น ตม. ผมผ่าน ตม. แบบไม่มีไรมาก นึกในใจสบายเลยไม่ต้องตอบอะไร แต่ผมคิดผิดพอรอรับกระเป๋าเข้าด่านศุลกากรเท่านั้นแหละ เจอถามเยอะแยก เออหน้าตาผมไม่น่าไว้ใจขนาดนั้นหรอครับ แถมผมยังไม่คล่องเรื่องภาษาเลยปล่อยๆผมไปซักคนนะ ได้แต่คิดในใจ มือพี่แกก็รื้อๆๆของออกมาจากกระเป๋าเกือยหมด  ส่วนปากพี่แกก็ถามๆไม่หยุด มากี่คน มากี่วัน มาทำไม มาครั้งแรกหรอ  -_-” กว่าจะผ่านมาได้ เล่นเอาซะหมดกระเป๋าเลย

รถไฟญี่ปุ่น

ผมแบ่งบริษัทรถไฟญี่ปุ่นออกเป็นสามประเภท
แบบแรก รถไฟค่าย JR ค่ายนี้เหมือนกับการรถไฟของญี่ปุ่น เป็นรัฐวิสาหกิจ(หากผิดแย้งได้นะครับ) ปกติรถ JR จะวิ่งรอบๆเมืองพวก loop line หรือระหว่างเมือง สถานีจะค่อนข้างห่างๆ สำหรับ JR นี้ใช้พวก JR Pass ได้ แบ่งตามภูมิภาคว่ากันไป สำหรับค่าย JR นี้ยังมีรถไฟความเร็วสูงให้บริการด้วย หรือที่เรารู้จักว่า ชินคันเซ็น ชินคันเซ็นนี้จะใช้เดินทางไกลๆระหว่างเมืองใหญ่เป็นหลัก

แบบต่อมาแบบที่สอง
รถไฟสารพัดเอกชน อันนี้ชื่อก็บอกของเอกชน มีหลากหลายสายหลายผู้ใหบริการ เส้นทางส่วนใหญ่คล้าย JR นะ แต่สถานีจะค่อนข้างถี่กว่า มักจะเป็นเส้นทางระหว่างเมือง ในแต่ละเส้นทางก็จะมีระบุขบวนว่า local จอดทุกสถานีหวานเย็นมาก หรือจะเป็นแบบ express อันนี้ไม่ค่อยจอด เพราะฉะนั้น ควรดูตารางเดินรถและขบวนดีๆๆ

แบบสุดถ้าย Subway ของแต่ละเมือง หรือนั่นก็ตือรถไฟใต้ดินประจำเมืองนั้นเองง วิ่งอยู่ในเมืองตามจุดสำคัญต่างๆ ของเมืองไม่ต้องไรอธิบายมาก

mm

ถึงเวลาเข้าเมืองงงง
กลับมาที่สนามบิน การเข้าเมืองโอซาก้าโดยรถไฟมีสองสายคือ ของJR และของเอกชนนามว่านันไค nankei เนื่องจากผมพักย่านนัมบะจึงเลือกนันไค สำหรับนันไคก็มีขบวนสองแบบคือ airport express กะ Rapi:t ตัว Rapi:t แพงกว่าเร็วกว่าแต่ออกไม่ถี่ แถมระบุที่นั่งด้วย  ผมจอง Rapi:t มาตั้งแต่อยู่ไทย เค้าจะไม่ระบุเวลา แต่ให้นำvoucher มาขอรับตั๋วที่เค้าเตอร์พร้อมเลือกเที่ยวได้เลย
จองได้ที่ >>> http://www1.nanka-e-tabi.com/NEREN/ItemDetail.aspx?tc=IB4AOSKIXWTT&sk=1

เค้าเตอร์ nankei หาไม่ยากจะถูกแบ่งชัดเจนกับ JR นอกจากจะนำ Voucher มาเปลี่ยนเป็นตั๋วแล้ว ผมตั้งใจจะมาซื้อตั๋ว KTP แบบสามวัน ที่นี่ด้วย

ktp

สำหรับตั๋ว KANSAI THRU PASS จะเป็นตั๋วที่ใช้นั่งรถไฟ ใต้ดินรถไฟเอกชน รวมถึงรถเมลในเขตคันไซ มีทั้งแบบสองวันและสามวัน โดยสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องวันติดกัน และเมื่อซื้อเสร็จจะได้แผนที่พร้อมไกด์บุคมา 1 เล่ม สามารถศึกษาเส้นทางเพิ่มเติมได้จากแผนที่
รายละเอียดเพิ่มเติม >> http://www.surutto.com/tickets/kansai_thru_english.html

กลับมาที่สถานี ผมเดินตามป้ายบอกทางเพื่อไปตามชานชลาตามที่ตั๋วระบุ  โดยตั๋วของเราจะระบุขบวน เลขที่ตู้รวมถึงที่นั่งอย่างละเอียด เพราะฉะนั้นเราต้องดูให้ดีเดี๋ยวจะขึ้นผิดเอา

IMG_1538-4

สำหรับเจ้ารถไฟ Rapi:t เนี่ยเค้าจะมีเอกลักษณ์ของเค้าคือหัวรถไฟจะหน้าตาคล้ายกับหมวกนักรบโรมัน แต่ผมว่าหน้าตามันค่อนข้างอุบาทๆนะ 555

โคตรหนาว
ไม่ต้องตกใจกับหัวข้อบทนี้ มันหนาวจริงๆอุณหภูมิแค่7-8 องศา ลมพัดก็ซะท้านน ผมรีบเดินออกจากสถานีนันไคนัมบะเพื่อมุ่งหน้าไป รร.ที่พัก ร้านค้าต่างปิดหมดแล้ว คนก็น้อย คลำๆทางจากแผนที่ไปให้ถูกทิศ บรรยากาศข้างนอกผู้คนไม่พลุพล่าน ผมเดินหาที่พัก ไม่นานจนมาถึง shell nell numba

ผมรีบทำการเช็คอิน หลังจากนั้นสตาฟได้สั่งสอนเอ้ย  ชี้แจงข้อแนะนำต่างๆ แล้วจึงให้กุญแจล๊อกเกอร์มา หนึ่งในคำแนะนำแจ้งว่า สตาฟจะไม่อยู่ที่เค้าเตอร์หลังเที่ยงคืน ถ้าจะเข้ากดอ้อดออดเอานะจ๊ะ นี่ก็ห้าทุ่มครึ่งและ กระเพราบนเครื่องไม่ถึงครึ่งท้องให้นอนสภาพนี้ไม่หลับแน่ๆ(ข้ออ้างครับแต่จริงๆง่วงมาก)

 

ข้างๆ ที่พักมี lawson ร้านสะดวกซื้อสัญชาติญี่ปุ่น ที่ร้านมีที่นั่งทานอาหารด้วย ผมเข้าไปในร้าน และมื้อแรกช่วงดึกของผมคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรานิชชิน เติมน้ำร้อนให้รอไม่นานก็ได้อิ่มท้องกัน รีบกินรีบอิ่มเพื่อที่จะเข้าที่พัก

page002

แคปซูลโฮเทลล
shell nell numba เป็นที่พักสไตล์ capsule hotel ซึ่งจะแตกต่างจาก Hostel ที่ผมเคยพักผ่านๆมา Hostel นั้น จะได้บรรยากาศ เหมือนการพักเพื่อหามิตรภาพมากกว่า ส่วน shell nell รูปแบบเหมือนกับพักใครพักมัน โดยเราจะได้รับ กุญแจ locker พร้อมกับ key tag เพื่อใช้ในการเข้าห้อง
ประตูจะถูกแบ่งแยกชายหญิงตั้งแต่ทางเข้า ผ่านประตูเข้าไปจะถึงห้อง locker โดยจะตรงกับตู้นอนของเรา สิ่งที่ผมแปลกใจอย่างมากคือ กระเป๋าชุดเครื่องอาบน้ำซึ่งทาง shell nell จะเตรียมไว้ในกระเป๋าให้เรียบร้อยอยู่ในห้องล๊อกเกอร์ ในกระเป๋าจะมีอุปกรณ์ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดผม แปรงสีฟันยาสีฟัน รองเท้าสลิปเปอร์ และสิ่งที่ทำให้แปลกใจคือชุดนอน เค้าเรียกว่า relax wear เป็นชุดนอนแบบตัดเย็บอย่างง่ายๆ ไม่แน่ใจว่าใช้งานครั้งเดียวหรือเปล่า ปักโลโก้ของที่พักด้วย เดินเข้าไปจึงเห็นแขกผู้มาพักใส่ชุดเหมือนๆกันหมดเลยฮ่าๆๆๆ อีกอย่างที่ทำให้พอใจคือ ทั้งผ้าเช็ดตัว สลิปเปอร์ รวมถึงชุดอาบน้ำทั้งหมด จะเปลี่ยนใหม่หมดทุกวันครับ ตรงนี้ปกติโฮสเทลจะไม่มีบริการ โฮสเทลจะให้บริการเฉพาะที่นอนอย่างเดียว

page003

ถัดจากห้อง locker ฝั่งซ้ายจะเป็นห้องน้ำ สะอาดใหม่ ดูดีครีมโฟมครบครัน มีทั้งโถส้วมและโถปัสสวะ ฝั่งซ้ายจากห้อง locker จะเป็นห้องอาบน้ำและแต่งตัว ซึ่งshell nell นี้ก็จัดเต็มเหมือนเดิมไม่ว่าจะครีม ที่โกนหนวด after shape ไดเป่าผม ทุกอย่างใช้ของคุณภาพดี

และหากเดินตรงจาก ห้อง locker เข้ามาจะเป็นส่วนห้องนอน เป็นตู้ๆ ด้านหน้าจะมีสวิตเปิดปิดระบบในห้องซึ่งเมื่อกดแล้วจะแสดงสถานะไฟด้วย บ่งบอกว่ามีคนอยู่นะ ไรแบบนี้ โดนหมายเลข capsule เราจะตรงกับตู้ locker ด้านในห้องจะมีระบบไฟสองชุด ชุดปกติ กับชุดที่ปรับหรี่ได้ หัวเตียงจะมี port usb ให้ 1 port ปลั๊กไฟอีก 1 ที่วางของเล็กๆ ด้านขวาจะเป็น นาฬิกากับแผงความคุมไฟ นาฬิกาสามารถตั้งปลุกได้ด้วย ด้านซ้ายจะมีจอทีวีเล็กๆพร้อมรีโมท แต่เท่าที่เห็นไม่ค่อยมีคนดูก่อน ส่วนใหญ่แขกที่มาพัก มักเป็นนักท่องเที่ยวที่กลับมาดึกและออกแต่เช้ากัน

page004

โดยรวมแล้วshell nell numba ถือว่าเหมาะกับขา backpacker มากเลยทีเดียว ด้วยราคาไม่แพง (1000บาทต่อคืน) เดินทางสะดวกไม่ไกลจากรถไฟฟ้า ห้องพักสะอาด ใกล้ตลาดมากของกินหาง่าย อุปกรณ์ครบครับ(ตูแบกชุดนอนผ้าเช็ดตัวจากไทยมาทำไมกันนน ไม่ได้ใช้เลยยยย)   แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลย ข้อเสียของที่นี่คือโครงสร้างตู้ทำจากเหล็กและไม้ทำให้ เสียงค่อนข้างดังไปยังห้องข้างเคียงเพียงแค่ขยับตัว -_-”

คืนแรกของผมที่นี้หลับสบายครับ อากาศข้างนอกหนาวข้างในอบอุ่น มีผ้าห่มหนาๆ ในห้องพักเงียบมากกกกกก เพียงแต่ว่าใกล้ๆเช้า  เสียงกรนจะมีให้ฟังกันเพลินๆ แต่โดยรวมหลับสบายครับ ฮ่าๆๆๆๆ

เยือนถิ่นเมืองเก่าเกียวโต
เช้าวันที่สองของผมมีแพลนที่จะไปเที่ยวเมืองเกียวโต ก็หาข้อมูลเลยที่ไหนมีที่น่าเที่ยวบ้าง ก็ทราบมาว่าวัดคิโยมิซึอยู่ที่นี่ จึงเลือกที่นี่เป็นสถานที่แรกที่จะเดินทางไป ถามว่าทำไมถึงอยากไป เพราะเคยมีคดีฆาตกรรมในโคนันครับ 5555 แถม pass แบบ kansai thru pass ซื้อมาก็แพงไปได้ไกล ไหนๆก็ไหนๆนั่งรถไฟให้คุ้ม 555

ผมเดินมาถึงสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อที่จะเดินทางไปต่อรถไฟเอกชนไปเกียวโต โดยรถไฟเอกชนไปเกียวโตมีสองเจ้าคือ Hankyu และ Keihan สามารถเลือกได้ตามความสะดวก โดยขาไปนี้ผมเลือกนั่ง สาย Hankyu โดยสิ่งที่เราจะต้องดูเพิ่มจาก จุดหมายปลายทางคือ ชนิดของขบวนรถ หากเป็นรถไฟใต้ดินในเมือง จะวิ่งใกล้ๆจอดทุกสถานี แต่หากเป็นรถไฟเอกชนวิ่งไปต่างเมือง ซึ่งจะผ่านสถานีรถไฟเยอะมาก เพราะฉะนั้นผมก็ต้องมาดูว่า สายนี้มีรถไฟชนิดไหน ปลายทางอยู่ที่สถานีไหน แล้วก็เลือกขบวนที่จอดน้อยๆ เช่นพวก express หรือ Limited นั้นเอง(แต่พวกขบวนด่วนก็นานๆมาทีนะ)

Capturekeh

นั่งรถไฟประมาณ 40 นาทีผมก็มาถึงเมืองเกียวโต ที่นี้อากาศก็หนาวเหมือนเดิม แต่เพิ่มมาอีกอย่างคือท้องหิว ก็ตั้งแต่ออกจาก รร. ยังไม่ได้กินไรเลย นี่ก็สายแล้วด้วย ผมเดินมุ่งหน้าไปทางวัดคิโยมิซึ ระหว่างทางเห็นร้านข้าวหน้าเนื้อ แปะราคา 600เยน เข้าเลยครับไม่รอ ก็จัดเลยข้าวแกงกระหรี่+ข้าวหน้าเนื้อในชุดเดียวราคา 700 เยน อิ่มอร่อย และคุ้มมากกกกก 5555

IMG_1543-6

IMG_1542-5

หลังจากเติมพลังแล้วก็ได้เวลาเดิน หากคนช่ำชองน่าจะสามารถนั่งรถเมลต่อได้ แต่ผมด้วยความที่ภาษาไม่ได้ ขอเดินละกัน โลนิดๆเอง แต่ขึ้นเขานี่สิ โดยระหว่างทางก็ชมบ้านเมืองเกียวโตไปด้วย แต่ส่วนใหญ่ร้านค้ายังไม่เปิดนะ

IMG_1553-9

บริเวณวัด จะเหมือนมีถนนคนเดินโบราณซึ่งบ้านเรือนสไตล์โบราณ ดูสวยงามมากครับ อีกทั้งสาวๆญี่ปุ่นรวมทั้งนักท่องเที่ยวมันจะเช่ากิโมโน ถ่ายรูปและเดินไปไหว้พระกัน ซึ่งที่นี้ผมชอบนะ ของกินก็เยอะ สาวๆก็น่ารัก ที่สักเกตุอีกอย่าง นักท่องเที่ยวเกาหลีเยอะมากกกกกกก

IMG_1556-10

เดินมาเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ถึงวัดครับมองจากด้านล่าง ก็เห็นชัดว่า วัดในส่วนอาคารหลักมีการปรับปรุงอยู่ อาจจะทำให้ผิดหวังเล็กน้อย แต่ผมก็พอทราบข่าวมาบ้างเหมือนกัน แต่ก็ยินดีที่จะมา

IMG_1563-12 IMG_1564-13 IMG_1571-16

ผมเข้าไปถ่ายรูปที่วัดไม่นานก็ลงมาด้านล่าง ซึ่งผมว่า จุดที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือถนนคนเดินโบราณนี่แหละ ผมประทับใจอันดับต้นๆ ของการเดินทางมาที่นี่เลยย

IMG_1584-18IMG_1583-17IMG_1609-23
ขากลับผมเลือกเดินอีกเส้นทางนึงที่ผ่านร้านค้ามากกว่า ผมเห็นของฝากที่นี่เหมือนจะเป็นขนมที่คล้ายๆกับทองม้วนสดบ้างเรา ผสมเกี๊ยวซ่า คือเป็นแป้งห่อใส้ประมาณนั้น แต่ก็ไม่ได้ชิมหรอกครับ ใครเคยชิมแล้วบอกกันบ้างว่ารสชาติเป็นยังไง ฮ่าๆๆ

IMG_1614-25 IMG_1621-28IMG_1616-26 IMG_1628-30

เดินวนมาจนถึงสถานีรถไฟ ผมนั่งรถไฟ จาก สถานี Kiyomizu-Gojo ไปยัง Fushimi-Inari เพื่อไปยังสถานที่เที่ยวที่ต่อไปของผม

ศาลเจ้าสุนัขจิ้งจอกกะเสาสีส้ม
555 ไม่ต้องแปลกใจกะชื่อหัวข้อ ที่ที่สองที่ผมมาคือศาลเจ้าสุนัขจิ้งจอก อินาริ ไม่แน่ใจว่าเค้าเรียกว่าอะไร บางคนก็เรียกศาลเจ้าเสาโทริอิสีแดงพันต้นไรแบบนั้น ที่นี่คนเยอะไม่แพ้วัดคิโยมิซึเลยครับ แต่สถานที่ค่อนข้างใหญ่ มีทางให้เดินชม ขึ้นเขาไปไกล บอกได้เลยเดินไม่หมดครับ วนรอบเล็กๆๆ ก็หอบและ 555 เดินไปถ่ายรูปไปก็จะเห็นเหมือนๆกับที่วัดคิโยมิซึคือมีคนใส่กิโมโนมาถ่ายรูป

IMG_1650-32 IMG_1686-37 IMG_1669-34IMG_1696-39

บรรยากาศที่นี่ก็จะเป็นทางเดินป่าเดินเขาที่มีเสาโทริอิสีส้มแดงตลอดทาง จำนวนมาก ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทักท่องเที่ยวก็จะเดินตามๆกัน ใกล้ๆทองออกคนจะเยอะหน่อย ลึกเข้าไปคนจะซาลง หากอยากถ่ายรูปแนะนำเดินไปลึกๆเลยนะ คนน้อยหน่อย ส่วนผม ขอเดินกลับ พอแค่นี้แหละ 5555
หน้าศาลเจ้าบริเวณทางเข้ามีการออกร้านขายอาหารเล็กๆ แบบที่เคยเห็นในการตูน ประจวบเหมาะกับเวลาล่วงเลยมาบ่ายกว่าแล้ว จึงแวะซุ้มนี้บ้างนู้นบ้างหมดเงินไปมากกว่าแวะกินข้าวจริงๆจังๆอีกนะเนี่ย

IMG_1641-31

 

เมื่อท้องอิ่มก็ได้เวลาเดินทางต่อ ผมเดินกลับมาที่สถานีรถไฟเพื่อมุ้งหน้ากลับโอซาก้า โดยผมใช้หลักการเดิมคือต้องหาสาย rapid หรือ express แต่เนื่องจาก สถานีที่ลงเป็นสถานีเล็กๆ จึงต้องไปเปลี่ยนขบวนที่สถานีใหญ่แล้วจึงนั่งยาวเข้าโอซาก้า

 

IMG_1697-40

ผมกลับมาถึงโอซาก้าช่วงบ่าย ทางเดินจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินไปยังที่พัก จะผ่านตลาด KUROMON จึงเดินดุ่มๆเข้าไปสำรวจก่อน แต่ถือว่าโชคดีผมพบขุมทรัพย์โลคอลย่อยๆแล้ว ในตลาดมีทั้งของสดของแห้ง ขนมขายเยอะแยะไปหมด ร้านแล่ปลาที่สามารถสั่งเป็นซาซิมิ หรือซูชิได้เลย โอ้นั้นปูยักษ์ หอยอะไรหน้าตาประหลาด แต่ด้วยที่ยังอิ่มอยู่จึงได้แต่เดินมองๆผ่านนน (มารู้ตอนหลังว่าตลาดนี้มีชื่อเสียงว่าเป็นครัวของโอซาก้าเลยทีเดียว)

page006

ผมกลับมาถึงที่พัก นอนเล่นสักพักก่อนจะออกไปลุยในตัวเมืองโอซาก้ารอบเย็น ที่พักช่วงกลางวันเงียบมาก แทบไม่มีแขกเลย ผมเลยถือโอกาส สำรวจและเก็บรูปเพิ่มเติมและเวลาแบบนี้ไม่พลาดที่จะอึ 5555 บรรยากาศเงียบสงบขออึสบายๆ ไม่ต้องห่วงว่ากลิ่นจะไปทำร้ายใคร 5555

Den Den town ย่านผู้ใหญ่หัวใจเด็ก
สี่โมงแล้วก็ได้เวลาออกจากที่พัก เย็นนี้ขอเดินเล่นบริเวณที่พักครับ ผมพักย่านที่เค้าเรียกว่า den den town น่าจะคล้ายๆ ย่านอากิฮาบาระที่โตเกียว คือมีแต่พวกร้านของเล่นเยอะมากกกกกกกกกกก โมเดล เครื่องเล่นเกมส์กันพลา ทามิยะ เยอะแยะไปหมด นี้ความฝันในวัยเด็กๆ ของผมชัดๆๆๆ เดินเข้าแทบทุก คือในหัวสมองก่อนมาญี่ปุ่น ไม่มีความคิดเลยว่าจะมาซื้อของเล่น 555 ไม่เคยคิดชอบด้วยเห็นแต่คนอื่นเค้าเล่นกัน

ร้านแรกที่แวะเป็นร้านกันพลา เอ๊ะ หลายคนคงสงสัยอะไรคือกันพลา คำๆนี้ผมได้ยินครั้งแรกจากการ์ตูนเจ้ากบเขียวเคโรโระ คือเราไม่มีความรู้อ่ะเนาะ รู้จักแต่กันดั้ม คือหุ่นยนต์ของญี่ปุ่นนะ ในการ์ตูนเคโรโระ คงใช้ชื่อเพื่อเลี่ยงลิขสิทธิ์หรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วกันพลา ย่อมาจาก กันดั้มพลาสติกโมเดล นั้นเอง อ้ออออ เลยผม เข้าร้านแรกข้างๆ โรงแรมน่ะแหละ โอ้ ตาลุกเป็นประกาย หุ่นเท่ๆๆ ทั้งนั้นไหนๆราคา 3000 เยนบ้าง 2000 เยนบ้าง เห้น พันเย็นก็มี นี่สามร้อยบาทไทยเองนะ ครับนั้นแหละเป็นจุดเริ่มต้นของผมเลย ตรงเค้าเตอร์ กันพลาลดราคา เห็นกล่องราคา 1000-2000 เยนเยอะมากๆ เอาตัวเท่ๆราคาสัก 1000 เย็นละกัน 5555

page005

ปัญหาต่อมาสำหรับคนที่ไม่เคยต่อกันพลาคือ เจ้าโมเดลเนี่ยที่มันมีหลายราคา นอกจากตัวละครแล้วยังมีสั่งอื่นนั้นคือ grade ของวัสดุ เช่น high grade จะถูกกว่า real grade ตามความเหมือนนั้นเอง ซึ่งหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในกูเกิ้ลลลลลล

ปัญหาสุดท้ายของมือใหม่คือโมเดลพวกนี้ต้องทำสีเพิ่มไหม ????? พลิกกล่องไปมาหลายๆ รอบ จะถามก็กลัวเค้าฟังไม่ออก 555 จนเจอกับรูป จึงพอมั่นใจว่าต่อได้เลยไม่ต้องทำสี 555555

ออกจากร้านแรกก็เสร็จไป 1000 เยน กะว่าจะเอากล่องกลับด้วยยยย ชอบและถูกใจ เวลาที่เหลือผมก็เดินแวะร้านนู้นเข้าร้านนี้มาเรื่อยๆ นอกจากกันพลาแล้วยังมีร้านรวมไข่โพเคปองให้หยอดเหรียญ ร้านที่ขายโมเดล จนฟ้าเริ่มมือจึงขอหยุดไว้เท่านี้ก่อน อ่อสิ่งนึงที่แถวนี้มีเยอะคือร้าน DVD AV ครับท่าน เยอะมาก ลองเดินเข้าไปชมแล้วแต่เค้าห้ามถ่ายรูป มีให้เลือกเยอะแยะ ส่วนใหญ่ราคาประมาณ 1000 เยน ถามว่าซื้อไหม ไม่ซื้อครับไม่ใช่อะไรไม่มีเครื่องเล่น 55555 โหลดเอาดีก่า

IMG_1700-41 IMG_1708-44

ผมเดินวนกลับมาทางโรงแรมเพื่อข้ามฝั่งไปเดินเล่นย่านที่เรียกว่าใจกลางการช๊อปปิ้งของโอซ้าก้านั้นคือ ดงทงโปริ เอ๊ะหลายคนคงสงสัยคือตรงไหน ง่ายๆ คือตรงป้ายกุริโกะน่ะแหละครับ ก็ไปแวะถ่ายรูปให้รู้ว่ามาถึงแล้วนะ แต่เห้ยยย ทำไมเค้าไม่เปิดไฟ เค้าประปรุงหรือเปล่าก็พลางถ่ายรูปพร้อมกับพกความสงสัยไว้ เดินกันต่อย่านนี้สมกับเป็นศูนย์กลางคนเยอะมากกกกกกกกก อารมณ์ก็ขายของมีแบรนด์ เยอะแยะไปหมด อาจจะถูกใจขาช็อปหลายๆคนแต่ไม่ถูกใจผม 5555 เดินรอบนึงกว่าจะฝ่าคนออกมา ของแบรนด์เสื้อผ้า ที่ตั้งใจมาดูคือถ้ามีเสื้อผ้า ผ้าพันคอ กระเป๋าเป้ ก็จะแวะสักหน่อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เลย สำหรับผ้าพันคอก็ทนหนาวกันต่อไป 5555

IMG_1716-47

ผมวนกลับมาถึงป้ายกุลิโกะ จึงได้เห็นว่าเค้าเปิดไฟแล้วก็จัดแจงถ่ายรูปอีกรอบ ก่อนตั้งใจว่าจะไปวนในตลาดเพื่อหาไรกิน จากที่ช่วงบ่ายที่แล้วผ่านแต่ยัดอะไรไม่ลง

พอมาถึงตลาดก็พบว่าขุมทรัพย์ของผมต่างปิดไปแล้ว ตลาดเงียบมากเหลือร้านอาหารเล็กๆ ผมเดินผ่านร้านซูชิ พบป้านหน้าร้าน มีชุด regular sushi ในราคา 1080 yen ราคารับได้ ก่อนเก้ๆกังๆตัดสินใจเข้าไปในร้าน
มื้อเย็นของผมวันนี้เป็นร้านโลคอลจริงๆ มีที่นั่งไม่เยอะ เป็นเค้าเตอร์ นั่งดูพ่อครัวทำซูชิ ผมก็สั่ง regular sushi มาที่นึงตามรูปก็อิ่มพอดีๆๆ จึงเดินทางกลับโรงแรม

คืนที่สองนี้ผมก็นอนหลับสบายเหมือนคืนแรกอากาศข้างนอกยังหนาวยะเยือกกับเสื้อหนาวบางๆของผมแบบเอาไม่ค่อยอยู่ แต่การได้กลับมาอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆของที่พักนี้มันดีจริงๆ 5555

แต่ก่อนจะนอนขอชื่นชมกันพลาตัวที่ได้มาจากร้านข้างๆที่พักก่อน 55555

IMG_1718-49จบสำหรับครึ่งแรกครับ ขอบคุณที่ติดตาม วันนี้ไม่ไหวและง่วงมากไว้ไปต่อกันครึ่งหลังนะครับ อิอิ

กาลครั้งหนึ่ง….เมื่อผมลองเดินป่า ณ ดอยหลวงตาก

pano01-3

…เมื่อความต้องการกระหายประสบการณ์ได้กำเนิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเตือนตัวเองว่าถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางอีกครั้ง แถมเดิมผมได้สัญญาไว้กับพี่คนนึงที่ออฟฟิต ว่าเราจะไปเดินป่าด้วยกัน ทำให้ทริปนี้กำเนิดขึ้น และเป็นครั้งแรกของการเดินป่าหรือ trekking นั้นเองงงงงงง (พร้อมเสียงดนตรี)

จุดหมายในครั้งนี้เราไปเดินป่ากันที่ดอยหลวงตาก จ.ตาก โดยใช้ระยะเวลา สองวันหนึ่งคืน กับระยะทาง 11 กิโลเมตรถึงยอดภู โดยเราจะนอนกางเต้นท์กันในป่า ก่อนจะกลับลงมาอีกวัน โดยผมได้ใช้บริการ trekkingthai  ที่ให้บริการครบวงจรตั้งแต่ รถจากกรุงเทพ ไกด์ อาหาร และอื่นๆ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังทีหลัง ผมใช้เวลาจองล่วงหน้าประมาณเดือนกว่าๆ ตั้งหน้าตั้งตารอจนเมื่อถึงวันนัดเราก็พร้อมมมม ที่จะออกเดินทาง……

คืนวันศุกร์ที่ใครๆหลายคนกำลังทานอาหารค่ำอย่างเอร็ดอร่อย หรือบางคนอาจจะอยู่ระหว่างทาง ผมแบกกระเป๋าสัมภาระเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ส่วนตัวอื่นๆ ใส่กระเป๋าขึ้น bts ลงสถานีสนามเป้า ประตูสาม เวลานัดของทัวร์คือ จะออก สี่ทุ่มครึ่งแต่เจ้าหน้าที่จะแนะนำใ้หเราถึงก่อน สัก ชม. เพื่อเตรียมตัว

สามทุ่มครึ่งผมถึงบีทีเอส สนามเป้าเจอกับน้องที่ผมนัดแล้ว ผมแวะเซเว่นด้านหน้าเพื่อซื้อของตุนนิดหน่อยระหว่างทางนั่งรถ แล้วขึ้นไปฝากกระเป๋าบนออฟฟิตแล้วมารอด้านล่าง

สมาชิกทีมผมมีสามท่านเท่านั้นคือผม พี่และน้อง อีกสองท่าน ส่วนสมาชิกทั้งหมด มีสามคันรถตู้ โดยแต่ละคันจะมีสตาฟประจำคอยดูแลหนึ่งท่าน

สี่ทุ่มครึ่ง รถตู้ได้ออกเดินทาง สตาฟคันผมแนะนำตัว ชื่อพี่มัท พีมัทเป็นผู้หญิงทะมัดทะแมง ชื่นชอบการท่องเที่ยว เฟรนลี่มากๆๆๆ คุยตลกๆ และเล่าเรื่องต่างๆให้เราฟัง คันผมจากเดิมเก้าคนแต่เหลือจริงๆ 7 คนเท่านั้น  ครั้งแรงที่มาก็คิดว่าคงจะมีแต่ผู้ชายที่ชอบการท่องเที่ยวที่ไม่ชิวแบบนี้ แต่ไหงเลยมาเจอจริงๆ กลับเจอทั้งสตาฟผู้หญิงและ นักท่องเที่ยวผู้หญิง ซึ่งหลังจากนับแล้ว มากกว่านักท่องเที่ยวผู้ชายถึงสองเท่า

IMG_7796-2

ตีห้า รถตู้มาจอดหน้า อบต อะไรสักอย่าง 555 จำชื่อไม่ได้ คนในรถยังไม่ตื่นกันแต่ด้วยความตื่นเช้าเราจึงตื่นก่อนใครเพื่อน จนเกือบหกโมงเริ่มตื่นและลงจากรถกัน สตาฟแนะนำให้ลูกทัวร์เตรียมตัว แต่งตัว จัดของก่อนจะลุยกัน โดยห้องน้ำอยู่ด้านหลัง พวกผมก็จัดการล้างหน้าล้างตา แต่น้ำไม่ได้อาบเจอแต่ห้องส้วม หาห้องอาบน้ำไม่เจอ จัดข้าวของโดยของที่จะนำขึ้นไปต้องมีเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนแต่ไม่อาบน้ำนะด้านบนไม่มีห้องน้ำ น้ำดื่มอย่างน้อยสามขวด ผมเอาไปสาม ถุงนอน อันนี้เป็นอุปสรรคเลยก็ว่าได้ มันเกะกะมากกกก ยาที่จำเป็น ทิชชู่เปียก และข้าวห่อคนละห่อ รวมๆ แล้วเป้หนักน่าจะสิบโลได้ 5555

จัดของล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย สตาฟเรียกให้ไปกินข้าวเช้า ร้านใกล้ๆ  เพื่อเติมพลังก่อนจะออกเดินทางกัน หลังจากอิ่มแล้วสตาฟเรียกรวมพล เพื่อชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ให้สมาชิกลูกทัวร์ได้ทราบ เช่นการเดินทาง แนะนำสตาฟ แนะนำเจ้าหน้าป่าไม้ และอื่นๆที่จำเป็น

IMG_7811-3

แปดโมงครึ่งได้เวลาออกเดินทาง ฟ้าฝนไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเต็มใจหรือไม่ อากาศขมุกขมัว เหมือนจะตกหรือไม่ตก มีลมพัดเย็นๆเป็นระยะๆ  สตาฟต้อนเราขึ้นรถขนวัว เพื่อจะนั่งรถไปยังจุดเริ่มต้น ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปอีก เรานั่งรถประมาณ 10 นาทีผ่านฟาร์มวัว ที่ชาวบ้านแถวนี้น่าจะเลี้ยงเป็นอาชีพหลัก

IMG_7822-4

เมื่อมาถึงจุดเริ่มต้น เราจะเจอกับป้ายที่บ่งบอกว่า นี่แหละจุดเริ่มต้นของเรา และ ระยะทางที่จะเดินอีก 11 กิโลเมตร พวกเราทุกคน ร่วมกันถ่ายรูปคู่กับป้าย ก่อนจะเริ่มออกเดินทางกันจริงๆจังๆ โดยสตาฟทั้งสามท่านได้แนะนำว่า ช่วงแรกทางมีหลายแยกให้เดินตามเจ้าหน้าที่หรือลูกหาบไป อย่าเดินคนเดียว และช่วงแรกนั้นจะเป็นป่าโปร่งทางจะไม่ชันมาก จนพอเริ่มขึ้นเขาทางจะชันและจะต้องผ่านป่าดิบก่อนถึงด้านบน

IMG_7831-5

วันนี้แดดไม่แรงมาก มีลมเรื่อยๆ การเดินทางช่วงแรกเราจึง ชิวๆ เริ่มจากเกาะกันเป็นกลุ่มใหญ่ ผ่านไปสักผักเริ่มกระจัดกระจาย มีการแวะพักเรื่อยๆ จุดพักแต่ละจุดก็จะมีลมเย็นๆ พัดมาให้ชื่นนนใจ

IMG_7834-6IMG_7843-2

เส้นทางศึกษาธรรมชาติดอยหลวงตากนี้ เดิมเคยมีน้ำตก และลำธารไหลผ่าน แต่ด้วยความแห้งแล้งทำให้ไม่มีน้ำ แม้เราจะมาเที่ยวช่วงฤดูฝนก็ตาม T T ซึ่งถ้ามีน้ำคงจะสวยมากๆแน่ ตอนนี้เหลือแต่ผืนทรายกับหิน

IMG_7884-7

เราเดินกันมาจุดชมวิวยอดเขา น่าจะประมาณ 1/5 ของเส้นทาง เจ้าหน้าที่ได้ชี้ให้เราดูจุดหมายปลายทางของเราวันนี้ ซึ่งบอกเลยยยย ช่างเป็นจุดหมายที่ไกลเหลือเกินนนนนนน 5555

IMG_7899-9

เกือบ 11 โมง เรายังเดินมาเรื่อยๆ เริ่มเหนื่อย กลุ่มเริ่มแตกเรื่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ ทางก็เริ่มชัน กลุ่มหน้าที่ผมเกาะมาด้วยแวะกินข้าวกันที่นี่ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งระยะทางไว้อีกประมาณ 3 กิโลเมตรก็ถึง แต่จะเหลือแต่ทางชันและป่าดิบแล้ว

เรากินข้าวห่อที่ทางสตาฟแจกให้เมื่อเช้ากันอย่างอร่อย น้ำสามขวดที่แบกมาเริ่มร่อยหรอ เหลือเพียงขวดเดียวกับระยะทางช่วงสุดท้าย

IMG_8214-48่อนที่จะเข้าสู่ป่าดิบเราจะเจอกันสันเขา ตรงนี้ผมว่าสวยดีนะ เดินยากด้วยจริงๆมันค่อนข้างชันเลยล่ะเล่นเอาเมื่อยเลยยย แต่รูปถ่ายวันกลับ วันขึ้นไม่ไหว หลังจากกินข้าวแล้วแทบไม่มีแรงยกกล้องเลยก็ว่าได้

IMG_7929-2

ก่อนจะขึ้นถึงยอดด้านบน จุดนี้ถือว่าชันมากๆ แทบปีนกันเลยทีเดียว กับกระเป๋าหนักๆ เนี่ยระวังจะหงายหลังเอา

IMG_7914-10

เดินต่อกันอีกนิด จะผ่านป่าดิบ เจ้าหน้าที่จะพาเราแวะจุดชมวิวอีกจุดนึง นั้นก็คือยอดที่เรามองเห็นจากด้านล่างอะแหละ บนนี้ลมแรงมาก ลมแรงแบบนี้ไม่กล้าไปยืนริมผาเลย กลัวจะโดนพัดตกเอา ที่นี่เราแวะพัก สูดอากาศสดชื่นๆให้หายเหนื่อย

IMG_7971 IMG_7995

เจ้าหน้าที่ชี้ให้ดูว่าเหลืออีกประมาณ สามสี่ร้อยเมตรจะถึงจุดตั้งแคมป์แล้ววว และเดินไปอีกนิดก็จะเป็นไฮไลท์ของการเดินป่าในครั้งนี้นั้นคือ ดอยหลวงตาก

พักได้ให้อิ่ม เราก็เดินทางกันต่อ ลูกหาบบางส่วนได้เดินทางไปยังจุดตั้งแคมป์แล้ว พวกผมไปถึงจุดตั้งแคมป์เป็นกลุ่มแรกๆ  เมื่อไปถึงแล้ว ทางสตาฟแนะนำให้ หยิบเต้นท์ไปหาทำเลกางได้เลย กางเต้นท์เรียบร้อยสมาชิกทัวร์เริ่มตามมา เต้นท์ส่วนกลางก็ ตั้งเรียบร้อย เต้นท์ส่วนกลางนี้จะเป็นศูนย์บัญชาการ เอ้ย ที่กินข้าว รวมถึงสตาฟจะ พักแรมกันที่นี่

IMG_8009IMG_8088-37

ระหว่างนั้นก็ได้ไปเยี่ยมชม กลุ่มลูกหาบและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ลูกหาบ เจ้าหน้าที่และลูกหาบซึ่งเป็นชาวบ้านแถวๆนี้ เค้าจะนอนกันโดยใช้เปลง่ายๆ พร้อมกับกางผ้าใบกันน้ำค้างด้านบน  ใกล้ๆกันจะมีเมหือนโรงครัว เป็นที่ประกอบอาหารสำหรับคนตั้งแคมป์

IMG_8086

เมื่อสมาชิก ต่างกางเต้นท์ของตนเองเรียบร้อย สตาฟของเราก็ไล่ขึ้นไปดูดอยหลวงตาก  ซึ่งเป็นจุดไฮไลท์ในทริปนี้ ส่วนสตาฟบางส่วนจะประกอบอาหารอยู่ด้านล่าง เมื่อสมาชิกลงมาก็พร้อมจะทานอาหารเย็นกัน

IMG_8014

เดินขึ้นจากจุดตั้งแคมป์ประมาณ สองร้อยเมตร เราก็จะถึง ดอยหลวงตาก เนินเขาสูงชันที่ปราศจากต้นไม้ เนื่องจาก ลมค่อนข้างแรงมากกกก จะมีเพียงทุ่งหญ้า เท่านั้น ซึ่ง สวยยมากกกกกกก หากเดินไปริมๆก็มีเสียวๆอีกต่างหาก ที่นี่วิวสวยจริงๆ เสียดายวันที่ขึ้นมาฟ้าสลัวๆ รูปที่ได้จึงไม่ค่อยสวย

pano3-51

ด้านบนยอดนอกจากเดินขึ้นมาแ้ว ยังสามารถเดินต่อได้อีก ไปชมวิวสวยๆ พวกเราทั้งหมดชื่นชมบรรยากาศ จนถึงเย็น ทนหนาวไม่ไหว ก็ลงมากัน คืนนี้ สตาฟมีอาหารให้เราได้อิ่มท้องกันสามสี่อย่าง อาหารอร่อยมาก

หลังจากทานอาหารแล้ว นั่งคุยที่มาที่ไปกันได้นิดหน่อยก็แยกตัวกันไปนอน เพราะเหนือ่ยกันมาทั้งวัน ความจริงแล้ว สตาฟอยากให้พวกเราแนะนำตัวทำความรู้จัก แต่ความเป็นจริงอิ่มแล้ว หายไปกันทีละคนสองคน 555 คงจะหมดแรงกัน ผมหรอ สองทุ่มครึ่งไม่ไหวและ หลับยาวยันตีห้า

pano02-2

เช้าวันที่สองบนดอยหลวงตาก สตาฟปลุกเราแต่เช้า บอกให้เราขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น เราเชื่อคนง่ายก็ปายย ฝ่าดงป่า ที่คล้ายๆต้นตาลไป วันนี้ เมฆยังเยอะแต่ก็ถือว่าน้อยกว่าเมื่อวาน ได้เห็นแสงแดดบ้าง ลมไม่แรงเท่าเมื่อวาน และ บรรยากาศสวยกว่าเมื่อวานอีกกกกก

IMG_8167-2

พูดถึงอากาศเมื่อคืน จะบอกว่ามานี่นึกว่ามาหน้าหนาว อากาศเย็นไปทางหนาวเลย สิบกว่าๆองศา จึงทำให้เมื่อคืนหลับสบาย ส่วนตอนเช้าที่ขึ้นมาที่ดอย ต้องใส่เสื้อหนาวมานะ หนาวจริงๆ บวกกับลมแรงๆ ฟินจริงๆ 55555

IMG_8182IMG_8186

หลังจากอิ่มกับบรรยากาศยามเช้า เมื่อเราลงมาถึงสตาฟก็เตรียมอาหารเช้าให้เราเรียบร้อย ยังอร่อยเหมือนเดิม พร้อมกับอาหารกลางวันสำหรับขาลงคนละถุง

IMG_8210

อ้อ ลืมเล่าถึงน้ำดื่ม ที่จุดนี้เป็นจุดตั้งแคมป์ได้ เพราะใกล้แหล่งน้ำซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพ น้ำที่นี่ได้จากตาน้ำใต้ดินผุดขึ้นมา ลูกหาบจะเดินไปกรอกใส่ขวดให้เราขึ้นมาแล้วเรานำมากรอกใส่ขวดเล็กๆของเราอีกทีสำหรับดื่มด้านบนและ ระหว่างการเดินทาง  น้ำสำหรับดื่มระหว่างทางก็กรอกไปประมาณสองขวด น้อยกว่าขาขึ้นขาขึ้นต้องใช้สาม เพราะระยะเวลาจะเร็วกว่าขาขึ้น

IMG_8213

น้ำจากธรรมชาติเนี่ย รสชาติหวาน ชื่นใจคล้ายน้ำฝน แถมสะอาดมากครับ

หลังจากอิ่มแล้ว เราก็เก็บเต้นท์และเดินทางลงกัน โดยขาลงใช้ระยะเวลาเพียงสามชั่วโมงเท่านั้น แต่ทำเอาขาสั่น แถมวันที่สองนี้อากาศร้อนกว่าเมื่อวานอีก ขาลงก็ไม่มีอะไรมาก มาทางไหนกลับทางนั้นแทบจะกลิ้งลงมา 5555

IMG_8209

ช่วงท้ายของทัวร์ไม่มีอะไรจะเล่ามาก เดินลง ปวดเมื่อย ถึงด้านล่าง 11 สตาฟเตรียมโค้กพร้อมน้ำแข็งดื่มให้ชื่นใจ หน้าตาแต่ละคนหมดแรงกันเป็นแถบ  นั่งรถขนวัวกลับมา อบต. จัดแจงอาบน้ำอาบท่า ซึ่ง เกิน 24 hr แล้วที่ไม่ได้อาบ เรียบร้อยก็ได้เวลานั่งชิวรอเตรียมเดินทางกลับ ระหว่างทางแวะกินข้าวเย็น นครสวรรค์ แล้วก็เก็บความทรงจำดีๆ ที่มีค่าใส่กระเป๋าไว้เมื่อมีโอกาส จะเปิดขึ้นมาดู และ หากมีโอกาสจะมาเดินป่าอีกครั้ง ……

สุดท้ายนี้ ลองกล้าที่จะออกไปดูโลก เพราะโลกมันกว้างกว่าที่เราคิดเยอะ  แล้วเจอกันทริปหน้า ขอบคุณครับ

ถึงไม่ใช่ติ่ง ก็เที่ยวรอบ Seoul ได้(Part จบ)

และแล้วก็มาถึงตอนจบสักที ตอนแรกกะว่าบันทึกการเดินทางนี้จะมีแค่สองตอน เอาไปเอามาเนื้อหาและภาพเยอะ(ถึงจะหาสาระไม่ได้ก็เหอะ 555) จนต้องขยายเป็นสามตอน

ความเดินจากตอนที่แล้ว  ผมเช็คเอ้าท์ออกจากโฮสเทล พวกเขาส่งผมด้วยมิตรภาพดีๆ ตอนนี้ผมมาอยู่รอปากซอยโฮสเทลแล้ว เผื่อว่าสตาฟบริษัททัวร์จะมองไม่เห็นผม ถ้าตกรอบนี้อีกรอบคงไม่ต้องไปไหนกัน

รวมตัว

เมื่อถึงเวลานัด มีเก๋งคันโตสีดำขนาดใหญ่ ขับมาจอดตรงหน้าแล้วเปิดกระจกถามผมว่าคุณที่จะไป DMZ ทัวร์ใช่ไหม ผมมาจาก …… มารับคุณ และคุณชื่อวิวาสส เพื่อความชัวร์เขาขอคอนเฟริมชื่อผมก่อนเรียกให้ผมขึ้นรถ

IMG_6856-100

ผมเช้ามาในรถ ทางสตาฟก็แนะนำตัวอีกครั้ง ผมจำชื่อไม่ได้ เขามาในชุดสูทดูดี เขาจะไปส่งผมที่ๆนึงเพื่อขึ้นรถคันอื่นต่อ นั่งเก๋งไฮโซมาไม่นาน เก๋งพามาจอดในซอยๆนึงตึกสูงล้อมรอบ สตาฟพูดอะไรกับผมสักอย่าง พอจับใจความได้แค่ว่าจะอยู่ในรถหรือออกไปข้างนอก ผมก็งงๆ ขออยู่ในรถดีกว่า เขาก็ติดเครื่องรถไว้ให้แล้วเดินไปในอาคารทิ้งผมไว้ให้งง

IMG_6859-101

เวลาผ่านไปสิบนาที สิบนาทีที่ครุ่นคิดว่า นี่เราถูกลักพาตัวปะเนี่ยโดยองค์กร ชายชุดดำใส่สูทในโคนัน 555 มั่วไปนั้น สตาฟก็มาเปิดประตูแล้วเชิญผมลง นาทีนั้นเองผมก็ไได้พบกับสมาชิกร่วมทัวร์ท่านอื่นๆ ประกอบด้วย คู่หูคนนึงเป็นคนญี่ปุ่นอีกคนเป็นชาติตะวันตกมาด้วยกันเป็นเพื่อนกัน แต่นั่งแยกกันตลอด ดูเหมือนนักธุรกิจทั้งคู่ คู่ที่สองเหมือนเป็นชาติตะวันตกและชาติทางเอเชีย แต่ดูเหมือนเป็นคู่รักกัน คนสุดท้ายหนุ่มชาวจีนตัดผมแนวๆ มาเดี่ยวๆ

IMG_6862-103

พวกเราได้พบกับไกด์ในทัวร์ครั้วนี้เขาชื่อ ……. อะไรหว่า จำไม่ได้ 5555 เป็นไกด์ที่พูดเก่งมาก พยายามเอ็นเตอร์เทรนตลอด ไม่ค่อยมีคนฟังเขาสักเท่าไหร่ ผมอยากฟังนะแต่ฟังไม่รู้เรื่อง

แล้วรถก็มารับเรา รถคันแรกเป็นรถตู้ มารับเราเพื่อเปลี่ยนเป็นรถบัสขนาดเล็ก ก็เริ่มออกเดินทางจริงๆๆสักที ระหว่างทาง ไกด์พยายามอธิบายกฎต่างๆ และชวนลูกทัวร์คุย รวมถึงขอรายละเอียดของลูกทัวร์

DMZ ทัวร์งงๆ กับคนเง็งๆ

ระยะเวลาในการเดินทางระหว่างโซลไปยัง  DMZ ต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมง รถวิ่งเลียบแม่น้ำฮันซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักตัดผ่านใจกลางโซล และที่สำคัญเป็นแม่น้ำที่ไหลมาจากทางเกาหลีเหนือ

IMG_6864-104

เมื่อออกจากเมืองมาได้สักพัก ตลอดทางเราจะเห็นรั่วลวดหนามและป้อมปราการณ์ถี่มากๆๆๆๆ คุณไกด์ก็อธิบายให้ฟังง่าไว้สำหรับป้องกันเกาหลีเหนือ ผมไม่แน่ใจนักว่าแต่ละป้อมมีทหารอยู่เวรยามหรือไม่ เพราะถ้ามีคงต้องใช้คนเยอะแน่ เพราะป้อมถี่มากกก แถบทุกๆ สองร้อยเมตรก็ว่าได้

IMG_6868-106

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ บ้านเรือนเริ่มลดลง รถบัสก็เลี้ยวเข้ามาถึง Imjingak Park

IMG_6912-115

ที่ Imjingak Park  จะเป็นสถานที่ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Imjing ในเขต paju สรา้งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับสงครามเกาหลี เพราะที่นี้ครั้งนึงเคยโดยระเบิดสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำในขณะที่เค้าประกาศสงคราม ทำให้มีชาวบ้านเสียชีวิตจำนวนมาก ด้านในจะมีอาคารที่มีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกและ ร้านกาแฟ ด้านบนจะสามารถชมวิวรอบๆ ได้ แะจะมองเห็นตัวสะพานที่ถูกระบบในครั้งนั้น รวมทั้ง สะพานใหม่ที่เค้าสร้างคู่ขนานไป

IMG_6907-113

IMG_6901-112

นอกจากนี้ ใกล้ๆกันยังมีการจัดแสดงรถไฟจริงๆที่โดนระเบิดเวลานั้น รวมถึงระฆังสันติภาพอีกด้วยด้านล่างเมื่อเดินไปจนสุด จะเห็น ผ้าที่ถูกเขียนด้วยภาษาเกาหลี ผูกอยู่เต็มไปหมดน่าจะหมายถึงอยากให้สันติภาพเกิดขึ้นและกลับมารวมกันอีกครั้ง

IMG_6879-109 IMG_6876-108 IMG_6894-111

บริเวณซากรถไฟขนาดใหญ่ที่ถูกระเบิดเวลานั้นเป็นที่น่าสนใจกับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก มีเด็กๆมาทัศนศึกษาด้วย

IMG_6886-110 IMG_6911-114

เดินชมครบแล้วผมก็กลับมายัง จุดนัดพบ ในแต่ละจุดผมพยายามฟังไกด์ เพราะกลัวตกรถถ้าฟังผิด หรือบริเวณไหนที่เค้าห้ามอะไร ผมต้องใช้สมาธิในการแปลเป็นพิเศษ

เนื่องจากทัวร์ DMZ นี้ไม่มีอาหารให้ เวลายังพอมีผมจึงเดินหาอะไรเพื่อรองท้อง ก่อนจะไปต่อ ก็ไปโดนไก่ย่างบาบีคิวไม้นึงเข้าให้ รสชาติใช้ได้เลย

IMG_6914-116

อิ่มแล้วก็กลับมารอจุดเดิม ตอนนี้ผมรู้แล้ว ว่าเรารออะไร เรารอขึ้นรถของทางการเกาหลีเองซึ่งไม่ใช่คันเดียวกับรถของทัวร์ เหมือนกับว่า ต้องเข้าไปด้วยทัวร์ที่จัดให้ซึ่งจะเป็นรอบๆเท่านั้น

ได้เวลารถออกรอบบ่ายสอง จะเป็นรถบัสขนาดใหญ่ มีนักท่องเที่ยวมากมาย แต่ไกด์ก็จะไปกับเราด้วยและคอยอธิบายเรื่องราวต่างๆเป็นภาษาอังกฤษให้ โดยจุดแรกที่จะผ่าน เป็นจุดตรวจpassport ตรงนี้ใครลืม passport จะเข้าไม่ได้ครับ จะมีทหารเกาหลีขึ้นมาบนรถและไล่ตรวจตราทีละคน ซึ่งไกด์บอกว่าห้ามถ่ายรูป จบคำบอกกล่าวปุ๊บหนุ่มจีน ควักโทรศัพท์มาถ่ายรูปจนไกด์ต้องเอามือคว้าเกือบไม่ทัน

หลังจากตรวจความเรียบร้อย แล้ว ตรงนี้เราได้ข้ามแม่น้ำ  Imjing มาแล้วซึ่งก็คือเขต DMZ zone ของเค้า ด้านในเป็นเหมือนเมืองๆนึง มีการทำการเกษตรปกติ มีบ้านเรือน แต่ก็ดูเงียบๆคนไม่พลุกพล่าน ถนนแปดเลนแต่ไม่มีรถวิ่ง เพราะเค้าไม่อนุญาตให้รถส่วนบุคคลเข้าไป มีค่ายทหารด้วย ฝั่งนี้ไกด์ของเราบอกห้ามถ่ายรูป

IMG_6921-117

แล้วรถก็เลี้ยวเข้ามายัง Dorasan Station สถานีรถไฟสุดท้ายก่อนจะข้ามไปเกาหลีเหนือ สถานีรถไฟนี้ถูกสรา้งขึ้นโดยหวังว่าวันนึงพวกเขาจะมีสัมพันที่ดีขึ้นและมีรถไฟวิ่งหากัน ซึ่งทางการเกาหลีใต้เตรียมสถานีนี้ไว้อย่างดีพร้อมเปิดตลอด เพราะจากที่ดูอุปกรณ์ครบครันจริงๆ ขาดก็แต่ผู้โดยสารนี่แหละ ทำให้ดูเป็นสถานีร้างไปเลย

IMG_6928-119

ไกด์พาซื้อตั๋วเพื่ออกมายังชานชลา เป็นชานชลาที่ใหญ่โตแต่ว่างเปล่า มีป้ายชี้ทิศทาของเปียงยางรวมทั้งแจ้งระยะทางเอาไว้ด้วย

IMG_6934-121 IMG_6935-122

ตาแว่นนี่แหละครับไกด์ของเรา เขาชวนถ่ายรูปอยู่เสมอพร้อมสรา้งสรรค์ท่าให้กับลูกทัวร์ 5555 เลยจากจุดนี้ไปไม่กี่ร้อยเมตรก็จะเป็นเกาหลีเหนือและ ยิ่งคิดยิ่งเสียใจที่ตกทัวร์ JSA IMG_6940-124

ไม่นานเราก็ต้องรีบกลับขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่อไป นั้นคือ จุดส่องเกาหลีเหนือ บนยอดเขาโดราเอมม่อน ซะเมื่อไหร่ โดราซาน

ส่องเกาหลีเหนือแล้วไปดูรูที่เขาขุด

IMG_6943-126

ระหว่างขึ้นเขามา เราเข้าเขตทหารจริงๆจังๆ ข้างทางขึ้นเขาจะมีลวดหนามกั้นไม่ให้ออกนอกเส้นทางพร้อมกับคำเตือนรูปหัวกะโหลกเขียนว่า MINE อ้อสงสัยมีการทำเหมือนแร่บริเวณนี้ จึงห้ามเข้าแน่เลย 55555

IMG_6946-127

มาถึงแล้วววว จุดนี้มีทหารเฝ้าสังเกตุการอยู่หลายท่านเลย  จุดนี้ เราจะสามารถมองเห็นเกาหลีเหนือและจะได้ยินเสียงตามสายบลัฟกันไปมาระหว่างเหนือกะใต้เหมือนที่เคยเป็นข่าว เนื่องจากทัวร์เค้าห้ามเลนส์ซูมระยะไกล จึงไม่มีรูปชุดๆ แต่ด้วยตาของผมเองจะเห็นหมู่บ้านใกล้ๆกันสองหมู่บ้าน ทัว้สองมีธงขนาดใหญ่และสูงมาก IMG_6950-128

อ้อ เค้ามีกล้องไว้ให้บริการด้วยนะ หยอดเหรียญแล้วส่องกันได้ตามใจชอบเลย 55555

IMG_6951-129

เลนส์ไวด์เห็นได้แค่นี้แหละ 5555

จุดต่อไปถือว่าเป็นไฮไลท์ของทัวร์ DMZ ก็ว่าได้ นั้นคือ พาไปดูรู รูที่ว่าไม่ใช่รูหนู รูแมวนะครับ คือรูที่เกาหลีเหนือเป็นคนขุด ได้ยินแบบนี้คงคิดว่ามันน่าดูตรงไหนรูเล็กๆเนี่ย

เจ้ารูนี้ มีชื่อเต็มๆว่า The 3rd Tunnel เป็น Tunnel ที่แปลว่าอุโมงค์น่ะแหละแต่ผมขอเรียกรู อิอิ รูนี้เป็นรูที่สาม เป็นรูที่เกาหลีเหนือขุดเพื่อส่งทหารลอบเข้ามายังฝั่งเกาหลีใต้ คิดว่าสั้นๆหรอครับ ปล่าวเลย ยาวกว่า 1.6 km แต่มีความสูงแค่สองเมตรเท่านั้น กว้างพอคนเดินได้สองคน ที่นี้เค้าห้ามถ่ายรูปด้านในเด็ดขาด เราจต้องฝากอุปกรณ์ แล้วสวมหมวกกันกระแทรกเพื่อลงไปสำรวจ

IMG_6955-130

เส้นทางสำรวจ สามารถไปได้สองทางคือ เดินหรือนั่ง monorail ซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่าในการลงไปด้านล่าง ส่วนด้านล่างเป็นยังไงก็ตามรูปข้างล่างครับ รูปจากเว็บการท่องเที่ยวเกาหลี สุดทาง จะมีผนังปูนสามชั้น มีช่องส่องเล็กๆ มองเข้าไปได้ครับ นั้นแหละประเทศเกาหลีเหนือ 55555

1922366_image2_1

http://english.visitkorea.or.kr/enu/ATR/SI_EN_3_1_1_1.jsp?cid=264488

สาระเพิ่มเติมสำหรับเจ้ารูนี้ รูนี่ถือเป็นรูที่สามครับ จากที่ค้นพบทั้งหมด ห้ารู ตลอดชายแดน ไม่รู้มีรูอื่นอีกไหม คือกะว่า ขุดแล้วโผล่ขึ้นมาบุกเกาหลีใต้ได้เลย 555 แต่เจ้ารูนี้ดังที่สุดเพราะห่างจากโซลศูนย์กลางเกาหลีใต้แค่ 44 โลเท่าน้านนนนนนนนน โอ้

IMG_6958-131

กลับออกมาด้านนอก ถ่ายรูปสักหน่อย ภาพด้านล่างเป็นสถานีสำหรับรอรถ monorail ลงไปด้านล่างครับ อุโมงค์เล็กๆนั้นแหละครับ ฮ่าๆๆๆ ไกด์พานั่งเพราะเวลาเราน้อยครับ  กลับขึ้นมาเรามีเวลาอีกหน่อย  เค้าพาเข้าห้องฟังประวัติครับ ประวัติแบบที่ผมเล่าไปแหละ รวมถึงวีธีการค้นพบด้วย แต่อันนี้ฟังไม่ออกจริงๆว่าเค้าเจอเจ้ารูนี่ได้ไง 5555

IMG_6960-132

คิดว่าหมดแล้วใช่ไหมครับ สำหรับทัวร์วันนี้ ป่าวเลย สิ่งที่ทัวร์ทุกทัวร์ต้องมีคือแวะร้านของฝาก หลักๆของฝาก DMZ จะเป็นพวกพวงกุญแจทหาร แต่ไม่สวยเลยยยยย อ้อ ของกินก็จะเป็นช็อกโกแลต ที่ผลิตโดยชาวบ้านที่อาศัยที่นี่ ไม่ได้กินเงินผมหรอก ยืนรอต่อปายยยย 5555

ตอนนี้ก็เย็นแล้ว รถจากบริษัททัวร์มารับเรากลับโซล ระหว่างทางซึ่งถือเป็นเย็นวันศุกร์ รถติดครับ ไม่ต่างจากกรุงเทพเลยยยยย ติดยาวมากๆๆๆๆ ง่วงด้วยเลยหลับๆตื่นๆไป ไม่ได้เก็บรูปเลย

แต่บรรยากาศริมน้ำฮัน ที่รถบัสขับเลียบกลับโซลนั้นสวยมากครับเค้าปรับปรุงเป็นที่พักผ่อนเหมือนสวนสาธรณะ มีคนมาเกงเต้นท์นอนด้วย มีห้องน้ำ มีสโลปสำหรับผู้พิการ มีคนวิ่ง มีคนปั่นจักรยาน อยากแวะจริงๆเลย

จนแล้วจนรอดจะหกโมงแล้วก็มาถึงโซล ไกด์พาเข้าร้านพลอยตามฉบับทัวร์อีกจุด แต่ผมไม่ได้เข้า สงสารไกด์เหมือนกันนะครับ ไม่มีใครสนใจ 555 ตลกตัวเองตอนแรกนึกว่าถึงแล้ว ตื่นมาตะลีตาเหลือกขนกระเป๋าเดินทางลงจากรถ อ่าววว ไหงลูกทัวร์คนอื่นมองแปลกๆ มองป้าย อ้อศูนย์พลอย ลืมเลยว่าจะต้องแวะ อายเอากระเป๋ากลับขึ้นรถ

ระหว่างรอท่านอื่นดูพลอยนั้น ก็เอากูเกิ้ลแมบมาเปิด เห้ยใกล้ๆนี่เองโฮสเทลสำหรับคืนสุดท้าย เลยส่งให้ไกด์ดูตอนที่ขึ้นรถมาแล้ว เค้าเลยปล่อยเราลงสักที่นึง กระเป๋าเดินทางหน้าหลัง หนักมาก เดินเตร็ดเตร่ในสวนแห่งหนึ่ง ไกด์บอกคุณนั่งแทกซี่ไปนะใกล้ๆนี่ แต่เราไม่ ขอsubway กับเดินเท่านั้น 555 ก็เดินเลยครับเดินไปหลงไป คนเลิกงานแล้ว  คนออกมาพักผ่อนริมแม่น้ำ ของกินก็มีอยากจะแวะ แต่ด้วยกระเป๋าสองใบหน้าหลัง มันทำให้ผมต้องไปยังโฮสเทลก่อน

IMG_6962-133

IMG_6966-134 IMG_6968-135

คลำทางนานสองนาน จนมาถึง Subway สักที ก็ขึ้นมาลงสถานี mapo ซึ่งใกล้เพียงแปดนาทีจากที่พักเท่านั้น ที่เหลือคือเดิน เดินออกมาปุ๊บเห็นถนน แทบจะเอามือกุมขมับ ชันมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก โอยยยชีวิตต้องสู้จริงๆ เดือนเกือบห้าร้อยเมตรเห็นจะได้กับทางชันๆๆ สุดๆไปเลย 5555

IMG_6971-136

Han River Residence & Guesthouse นี่สิเรียลลลลลล โฮสเทลบ้านพักเยาวชนของจริง

มาถึงจนได้โฮสเทล Han River Residence & Guesthouse นาทีแรก เฮ้ย คนนี้นี่สตาฟของ G Guesthome นิ มาทำไรที่นี่ ปล่าวจริงๆหน้าเขาเหมือนกัน เอ๊ะหรือผมแยกหน้าตาคนเกาหลีไม่ออก 555  ที่นี่ได้รับการต้อนรับจากสตาฟเหมือนเดิม และมารู้ทีหลังว่ามีบริการรับส่งนะได้วันละครั้งเท่านั้น แต่เราไม่ได้แจ้งเค้า พลาดเลย 555

ที่นี่เหมือนบ้านพักเยาวชนจริงๆครับ ไม่สะอาดเท่าที่แรก มีผ้าเช็ดตัวปลอกหมอนให้ ในห้องหกเตียงที่ผมจองไปมีห้องน้ำในตัว มีซิ้งค์ด้วย ใช้อะไรต้องล้างเองเหมือนเดิม ผ้าต่างๆเมื่อใช้เสร็จต้องเอาลงมาใส่ตระกร้าด้วย ขยะถ้าเต็มเหมือนจะต้องเอาไปทิ้งด้วยนะ บริการตนเองสุดๆ

ที่ไม่พลาดอีกอย่างคือเตียงบนอันแสนปีนลำบาก ซึ่งชะตาได้กำหนดมาแล้วเท่านั้น 5555 ปีนขึ้นไปเก็บข้าวของ ลงมาอาบน้ำ

20160520_164002

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ผมก็รีบขึ้นไปนั่งเล่นบริเวณชั้นดาดฟ้า ซึ่งเป็นจุดเด่นของที่นี่ที่ผมเลือกมาพัก แล้วก็จริงครับ สวยลมเย็นสบายๆ ชอบมากๆเลย มานั่งดูพระอาทิตย์ตกบนนี้ บรรยากาศสบายๆ แต่เอ๊ะ  ลืมอะไรหรือเปล่าอาหารเย็น 555 ครับ ผมยังไม่ได้กินไรเลยตั้งแต่ไก่ไม้นั้น ดียังมีเยลลี่ในกระเป๋าจึงพึ่งพาเจ้านี่แหละ เพราะตอนแรกกะออก ตอนนี้ไม่ไหวและ ขี้เกียจมากๆๆๆๆ คงเพราะ โฮสเทลนี้ไกลจริงๆ เอาเป็นว่าไม่ออกละกัน

IMG_6973-137 IMG_6975-138

วิวยามเย็นที่เห็นแม่น้ำฮันถึงจะมีตึกมาบัง  แต่ก็ของจริง ลมดีอากาศดี ฟินจริงๆ

IMG_6982-139

นั่งเล่นดูรูปบ้าง วางแผนบ้างจนเริ่มมืด มีหญิงวัยกลางคนจำชื่อไม่ได้  คนนึงเธอเป็นคนจีน เขามาทักและเห็นผมเปิดแผนที่จึงชวนผมคุย เธอเป็นชาวเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน พึ่งมาโซลเนี่ยแหละ เธอไปมาหลายประเทศแล้วแต่ยังไม่เคยไปไทย สำหรับไทยแล้วเชียงใหม่ดังมาก แต่เธอบอกว่า ข่าวโจรเยอะเธอเลยกลัวๆ ผมก็อายนะครับ ว่าบ้านเราอาจจะไม่ปลอดภัยเท่าที่นี่ แต่ก็ชวนให้เธอมาสักครั้ง ขอแค่ระวังตัวแค่นี่ก็เที่ยวสนุกแล้ว

IMG_6986-140

เธอชวนผมคุยไปเรื่อยเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในโซล ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง เหมือนเดิม  จนมืดแล้วเธอก็ขอตัวกลับลงไปยังห้องพัก และก็ถึงเวลาที่จะบอกลาคืนสุดท้ายในโซลของผมเช่นกัน ผมรีบเข้านอนก่อนพลังงานจากเยลลี่จะหมด อิอิ

หมดไปอีกวัน คืนสุดท้าย วันที่สามในโซล วันนี้เหนื่อยมาก คร๊อกกกกก zzzzzz

เช้าวันสุดท้ายยยยยยยย

วันนี้จะเป็นวันปิดทริปของผม วันสุดท้ายในโซล เมื่อคืนหลับสบายครับ ตื่นขึ้นมาก่อนคนอื่นเขาเหมือนเดิมอาบน้ำเตรียมเช็คเอ้า ลงมาด้านล่างเจอหญิงจีนคนนั้น ทักทายกันตามประสา อ้อผมเหลือมาม่าอีกป๋องจึงให้เธอไป เธอดีใจครับ ผมขอเมลเธอไว้ หากไปเซี่ยงไฮ้จะให้เธอพาเที่ยว เธอเช็คเอ้า และใช้บริการรถรับส่งก่อนผม สตาฟจึงไปส่งเธอก่อน

ผมใช้เวลานี้ในการ ยัดขนมปังทาแยมของโฮลเทลเพื่อขจัดความหิวที่มื้อเย็นเมื่อวานไม่ได้กินอะไรหนักๆ 555 ก็ได้เวลาร่ำลาที่พักอีกที่ ที่ให้ผมพักพิงกับวิวสวยๆบนชั้นดาดฟ้า สตาฟมาส่งผมถึงสถานี subway แต่วันนี้ผมจะเดินเที่ยวทั้งๆที่หอบกระเป๋าใหญ่ยักษ์มาด้วยก็กะไร จัดแจ้งหาตู้ฝากกระเป๋าที่ Seoul station

20160521_064711

ใช้งานไม่ยากครับ เช่าขนาดกลางตู้ริมๆน่ะแหละ สามชั่วโมงสามพันวอน  เอาของมาฝากไว้ จะได้ตัวปลิวไปเที่ยวได้อย่างสนุก แล้วเดี๋ยวค่อยมาแวะเอาก่อนไปสนามบิน

รำลึกถึงวีรชนคนกล้าพร้อมทั้งศึกษาประวัติศาตร์ล่าสุดของเกาหลีที่ War Memorial 

เมนูเช้าวันนี้ผมจะไปยัง War Memorial  โดยพื้นเพแล้วผมเป็นคนชอบอาวุธยุทโธปกรณ์ อยู่แล้วครับ จึงอยากมาในที่ที่ทัวร์ไม่พามานั้นคือ War Memorial  ขึ้นsubway มายังสถานี Samgakiji  ทางออก 12 เดินออกมาอีกนิดก็จะเห็นอาคารขนาดใหญ่ซ้ายมือ ที่นี่เปิด เก้าโมงซึ่งก็เป็นเวลาที่ผมมาถึงพอดี

IMG_6990-141

แดดวันส่งท้ายนี้ยังแรงเหมือนเดิม ผมไล่เลยละกัน ไล่เดินตั้งแต่ส่วนจัดแสดงอาวุธ ด้านนอกก่อน มีรถถังเครื่องบินปืนใหญ่ และอาวุธอื่นๆที่ร่วมในสงครามเกาหลีทั้งสองฝ่าย พร้อมคำบรรยาย ให้เราทราบ

IMG_7000-145 IMG_7005-146

ที่นี่เป็นสวรรค์ ของคนชอบอาวุธจริงๆครับ ในส่วนการแสดงด้านนอก มีมากมายจริงๆ รูปเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆ

IMG_7030-150 IMG_7034-152 IMG_7037-154 IMG_7039-155 IMG_7100-174 IMG_7093-171 IMG_7087-170 IMG_7055-161 IMG_7042-156

พอก่อนเดี๋ยวเปลืองแบนวิดท์ 555  แดดแรงๆแบบนี้ ทำให้ร้อนเหมือนเดิม จบจากการแสดงกลางแจ้ง ก็เข้าไปด้านใน  หลังจากนี้จะเป็นของเรื่องราวประวัติศาตร์เกาหลีที่พึ่งเกิดไม่นาน

เกี่ยวกับการจัดแสดงไฮไลท์ของที่นี้คือห้อจัดแสดง สงครามเกาหลี จำนวนสามห้อง ห้องจัดแสดงสงครามโบราณ ห้องจัดแสดงเกี่ยวกับทหารเกาหลีในยุคปัจจุบัน ที่นี่เข้าชมฟรีครับ IMG_7116-178

ผมเริ่มก่อนเลยเก็บเกี่ยวจากห้องสงครามเกาหลีทั้งสามห้อง  ทั้งสามห้องมีขนาดใหญ่ครับ  จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามเกาหลี  ซึ่งพึ่งเกิดเมื่อประมาณห้าสิบปีผ่านมานี่เอง ผมจะเล่าคร่าวๆ ประกอบรูปไปเรื่อยๆครับ

IMG_7121-179

เอาตามที่ผมเข้าใจนะ หลังจากยุคกษัตริย์ ญี่ปุ่นเข้าปกครองเกาหลีเป็นอาณานิคม จนมาถึงสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นแพ้ให้กับสัมพันธมิตร เมื่อญี่ปุ่นหมดอานาจ เกาหลีก็เป็นอิสระ แต่แล้วความเห็นของพวกเขาแตกต่าง ฝ่ายนึงเห็นกับคอมมิวนิส อีกฝ่ายเห็นกับประชาธิปไตย  IMG_7135-184

ผู้นำทั้งสองฝ่ายมีมหาอำนาจ ณ เวลานั้นหนุนหลัง คือ สหรัฐอเมริกา กับจีนและโซเวียต จะเรียกสงครามตัวแทนก้ได้ครับ

แรกเลย เกาหลีเหนือเกือบชนะเพราะว่า มีเพียงกองร้อยเล็กๆเท่านั้นของอเมริกาที่ประจำในโซลหลังจบสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ฝ่ายเกาหลีใต้โดนตี  ยันไปสุดที่ปูซานเกือบตกทะเล จน UN เข้ามาช่วยและประกาศร่วมสงคราม  ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีไทยเราด้วย จนตีคืนไปไต้ จนทหารเกาหลีเหนือเกือบหายไปจากประเทศเหมือนกัน จนจีนเข้าร่วมสงครามและผลักกันกลับมา

IMG_7139-185

สุดท้ายเหมือนเดิม มาจบตรงเส้นขนานที่ 38 ที่ผมไปมาเมื่อวานอ่ะแหละ แล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ลงนาม หยุดยิงที่ JSA หมู่บ้าน ปันมุมจุงไรนั้นแหละ ปัจจุบัน เค้ายังถือว่าอยู่ในสงครามนะ แค่หยุดยิงเท่านั้น

จบสาระของผม 555 พึ่งมาหาสาระในตอนท้ายนี่แหละ แต่ยอมรับจริงๆครับ เห็นรูปแล้ว สมัยนั้นเกาหลีใต้ไม่เหลืออะไร แต่ระยะเวลาห้าสิบปี เค้าแกร่งขึ้นมาขนาดนี้แซงหน้าเราไปแล้วววว

ในห้องสุดท้าย ผมมายืนอยู่ห้องจัดแสดง ประเทศที่เข้ามาช่วยเหลือเกาหลีใต้ หนึ่งในนั้นคือไทยครับ มันทำให้เราภูมิใจ และทำให้เราเข้าประเทศเค้าได้โดยไม่ต้องทำวีซ่า ขอบคุณทหารกล้าทุกท่านครับ จนเขายกย่องให้ฉายาเราว่า Little tiger

IMG_7159-192

หลังจากจบจากห้องสงครามเกาหลีแล้วผมก็เดินต่อเรื่อยๆทั้งห้องสงครามโบราณ และห้องทหารเกาหลีในปัจจุบัน รวมทั้งจุดไว้อาลัย เพื่อร่วมไว้อาลัยกับทหารที่เสียชีวิต

IMG_7147-187 IMG_7153-189 IMG_7167-195

หมดแล้ววว ใช้เวลาไปพอสมควรกับ war memotial สรุปว่าไม่ว่าใคร สามารถมาที่นี่ได้ครับมาศึกษาประวัติศาสตร์ ที่นี่เค้าทำดีจริงๆ มีห้องจำลองสี่มิติด้วย เอาเทคโนโลยี มาดัดแปลงให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์เค้ามากขึ้น ดีครับ

ทีนี้หลังจากเดินเกือบครึ่งวัน ขนมปังในท้องหมดลงไปแล้ววว ใกล้ๆกันมีศูนย์อาหาร ก็จัดสิครับเติมพลัง ชี้นู้นชี้นี้ จบจัดไป หนึ่งชุด อิอิ

IMG_7170-197

อิ่มแล้ววววว เวลายังเหลือ เทียวบินของผมคือตอนสองทุ่ม ผมจึงไปหาที่เดินเล่นต่อ

มรดกโลกกับ Changdeokgung Palace และหมู่บ้าน Bukchon hanok 

จุดสุดท้ายที่ผมจะพาไปเดินเล่น ก่อนที่จะกลับคือ พระราชวังชางด็อก ออกเสียงถูกไหมหว่า กับหมู่บ้านบุชน บริเวณที่ผมไปในวันที่สองนั้นแหละแต่ไม่ได้เดิน

พระราชวังชางด๊อกเดินค่อนข้างไกลจากสถานี เสียค่าเข้าสามพันเท่าเดิม ถ้าจะเข้าสวนลับพีวอนต้องเสียอีกห้าพันวอน แต่ผมมีเวลาไม่เยอะ จึงขอแค่พระราชวังชางด๊อกละกัน

IMG_7183-201 IMG_7197-204

เอาตามตรงสำหรับที่นี้ผมว่า ขนาดไม่ใหญ่ไม่ตื่นตากับที่ไปวันที่สอง พระราชวังเคียงบกครับ เหมือนพื้นที่จะน้อยกว่า แต่ไม่รู้ว่าจุดเด่นของเค้าคือสวนบีวอนหรือเปล่า เพราะไม่ได้เข้าไป สถาปัติยรรกมก็ยังคงคล้ายกันกับเคียงบก ไม่มีอะไรแตกต่างครับ

IMG_7205-205

วันนี้แดดยังคงแรงครับเผาผลาญได้ดีมาก แต่น้องๆในชุดฮันบกไม่ย้อท้อ มีมาเรื่อยๆๆ เดินได้พักนึงก็พักหาน้ำเย็นๆกิน ร้อนจริงๆ

IMG_7219-207

จบจากพระราชวังชางด๊อก ผมยังมีเวลาอีกหน่อย ก่อนจะนัดสมาชิกที่บินขามาพร้อมกัน เพื่อซื้อของฝากกลับออฟฟิต ที่ห้างล๊อตเต้ ตรง Seoul station ผมจึงเลือกขอเดินเล่นหมู่บ้านบุชนข้างๆวังนี่แหละ

IMG_7221-208

หมู่บ้านบุชนนี้ เป็นชุมชนที่ เค้ายังอนุรักษ์บ้านสไตล์ดั้งเดิมเอาไว้ แต่ก็ยังใช้เป็นที่อยู่อาศัยจริง สำหรับนักท่องเที่ยวท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชม ก็ต้องให้ความเคารพสถานที่ไม่ใช้เสียงดังจะรบกวนผู้คนในบ้าน

IMG_7233-211

ตลอดเส้นทางจะคล้ายๆเชียงคานบ้านผม คือเป็นบ้านเรือนเก่าให้เดินเล่น แล้วมีร้านค้าแนวๆมาเปิดขายของ มีหนม กาแฟก็มี วัยรุ่นเดินย่านนี้พอสมควรเลย แต่ในการเดินย่านนี้อาจจะต้องเตรียมแรงมาพอสมควร เพราะ บางจุดก็มีความชันต้องเดินขึ้นเนินตามระเบียบ

IMG_7240-214

บริเวณหมู่บ้านบุชนนี้ หากมาเดินตอนเย็นน่าจะดีกว่า จะได้ไม่เจอแดดร้อนๆ จะเดินได้ชิวกว่าครับ

จบทริปก็ได้เวลาเดินทางกลับ ขากลับแวะห้าง Lotte mart ห้างใหญ่สาขา Seoul station ใจกลางเมือง ที่นี่เหมือนบิ๊กซีโลตัสบ้านเรา ของกินของใช้เต็มไปหมด ตุนของเรียบร้อยก็ได้เวลา เดินทางกลับไปยังสนามบินอินชอนจุดเริ่มต้นของทริป ทริปนี้

IMG_7242-216

จุดสิ้นสุดคือจุดเริ่มต้น

หลังจากที่ช็อปปิ้งซื้อหนม นมเนย ของฝากเรียบร้อย ผมกลับมายังล๊อกเกอร์   แต่ดันเข้าผิดช่องต้องแตะบัตรออกมาอีกทางทำให้เสียเงินฟรีๆ มาถึงล๊อกเกอร์รับกระเป๋าเรียบร้อย การเดินทางกลับสนามบินผมยังใช้รถไฟฟ้า Subway เป็นพาหนะ

เมื่อมาถึงสถานี ผมเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปยังจุดเช็คอิน ก่อนจากโซลผมได้ทิ้งท้ายเสียงหัวเราะให้คนเกาหลีสองคนที่เดินตามผมมา ปกติบันไดเลื่อนที่เกาหลี ก่อนขึ้นหรือลงจะมี เสาตรงกลาง เพื่อกั้นไม่ให้คนเอารถเข็นผ่าน เนื่องด้วยผมสะพายกระเป๋าทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ประกอบกับมัวแต่มองหาเค้าเตอร์ไม่ได้มองด้านหน้า จึงเดินไหลไปปตามทาง ผ่านกลางเสาเข้าที่กลางเป้า เดินมาแล้วเดินมาเลย ข้ามไปเลยรอดหวุดหวิด ทำให้ชาวเกาหลีที่เดินตามมาฮาไปตามระเบียบ ส่วนผมอายสิครับ 555555 ถ้าสูงกว่านี้จุกหน้าเขียวแน่

IMG_7247-217

เช็คอินเรียบร้อย เกตที่ได้ ไกลสุดอีกแล้ว ต้องนั่งรถไฟใต้ดินไปอีกเทอมินอล นั่งรอมีที่ให้ชาร์ตแบต คนไม่เยอะมาก ขากลับเครื่องโหลดไม่เต็ม ที่โชคดีคือ แถวทั้งสามตัวเรานั่งคนเดียว สบายใจ

บ๊ายบายเกาหลี บ๊ายบายโซล ขอบคุณที่สร้างประสบการณ์ให้ ถ้ามีโอกาส จะกลับมาอีก อยากมาในหน้าหนาวบ้าง อยากเห็นหิมะ อิอิ

ขอบคุณที่อ่านกันจบครับไว้เจอกันทริปหน้า ไปไหนดี 55555……………………………..

IMG_7255-218

ถึงไม่ใช่ติ่ง ก็เที่ยวรอบ Seoul ได้(Part กลาง)

บันทึกการเดินทางในช่วงหลังยังน่าติดตามไม่แพ้ช่วงแรก เหตุการณ์ต่างๆที่ไม่ได้คาดคิดกำลังจะเกิดขึ้น กับวันเวลาที่เหลือในกรุงโซล สองวันครึ่งกะ สองคืน

ยุนจู สาวน้อยที่มาเป็นไกด์จำเป็น

ตามแพลนจริงๆแล้วของผมวันนี้ ผมจะไปเดินเล่นแถวๆหมู่บ้าน Bukchon Hanok ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ แต่หลังจากเมื่อคืนแพลนผมคือ ตามใจเพื่อนชาวเกาหลีที่จะพบกันวันนี้ เผื่อว่าเค้ามีสถานที่ดีๆ พาไป

IMG_6750-66

ชูยุนจู คือชื่อเกาหลีของเพื่อนใหม่คนนี้ เรานัดเจอกันที่สถานี Anguk ทางออก 2 ซึ่งห่างจากพระราชวังเคียงบกแค่ สถานีเดียว ผมมาถึงที่หมายก่อน จึงยืนรอบริเวณป้ายรถเมลที่คนเยอะๆเผื่อเกิดว่า ยุนจู คนแปลกหน้าคนนี้เกิดเป็นมิฉฉาชีพขึ้นมา(เข้าโหมดระวังภัยที่จะเกิดรอบด้าน 555) ยืนรอไม่ถึงสิบนาที ไลน์ก็เด้งเข้ามาถามว่าผมอยู่ไหน เค้าอยู่ตรงทางออกแล้ว

ผมเดินหาเพื่อนเกาหลีไม่นาน ก็เจอกับเด็กผู้หญิงคนนึง เธอเหมือนออกมาจากนิตยสารแฟชั่น จึงเดินเข้าไปทักทาย ยุนจูใช่ไหม ยินดีที่ได้รู้จัก ผมวิวาส (อันนี้แปลไทยแล้ว 555)

IMG_6753-67

เล่าถึงยุนจู ยุนจูถามผมว่าผมอายุเท่าไหร่แล้ว ผมบอกอายุผมไป เธอชมว่าจริงหรอเธอนึกว่ารุ่นเดียวกับเธอ คือ ประมาณ 25-26 ซะอีก ยุนจูเป็นเด็กที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย เธอต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ทำให้เธอไม่มีเวลาที่จะออกเดินทาง แต่เธอก็อยากจจะพบปะเพื่อนใหม่จึงได้มาสมัครเว็บ Couchsurfing และผมคือเพื่อนคนแรกของเธอ อ้ออีกอย่างเธอเรียกเอกภาษาอังกฤษ ทำให้เธอสื่อสารได้ดีมากๆๆๆๆๆ สำเนียงศัพท์ สุดยอด เป็นผมเองที่ดูคุยกะเธอไม่รู้เรื่อง จนบางครั้งจบลงด้วยหน้าเอ๋อๆ บวกกับยิ้มให้ เป็นอันว่ารู้กัน 5555

อาหารเกาหลีจริงๆจังๆมื้อแรกที่ Insa-dong

หลังจากทักทายกันได้ไม่นาน เนื่องจากแสงแดดที่แผดเผา จำเป็นต้องหาที่หลบแดดอยู่ ยุนจูดูเป็นคนที่ไม่กลัวแดด เธอพกพัดมาอันนึงแล้วก็เดินๆๆๆๆ ลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนมาถึงย่านที่ชื่อว่า อินซาดง ที่ที่เราจะมาหาของอร่อยราคาไม่แพงกินกันที่นี่ เพื่อเติมพลังก่อนที่จะเดินทางต่อ

IMG_6756-68

และก็มาถึงร้าน ร้านที่ยุนจูพาเข้ามาผมไม่รู้ชื่อร้านหรอก แต่รู้ว่า อยู่ข้างๆ กับShoppingmall ขายของที่เค้าทำสโลปขึ้นไปเรื่อยๆ ร้านตกแต่งสไตล์โบราณ เมนูอาหารหน้าร้าน แน่นอนเป็นอาหารเกาหลีแทบทั้งหมด

IMG_6763-69

ไกด์จำเป็นของเรา เริ่มแนะนำเมนูอาหาร รวมทั้งเทคแคร์ผมดีมาก ให้ลองนู้นลองนี่ ไอ้นี่เรียกอะไร คืออะไร พร้อมเขียนลงกระดาษให้เรารู้อีกด้วย

พูดถึงอาหารเกาหลี ผมให้เลยตั้งแต่ไปมา สิงค์โปร ฮ่องกง ไต้หวัน ผมให้อาหารเกาหลีเป็นอาหารนอกบ้านที่อร่อยที่สุด คงเพราะสามประเทศที่ผ่านมาอาหารเป็นสไตล์จีน จืดๆ เลี่ยนๆมั้ง อาหารเกาหลีมีรสเผ็ดบ้าง หวานบ้าง เค็มแบบกลมกล่อมบ้างถือว่าผ่านเลยล่ะสำหรับผม

IMG_6764-70

หลังจากอิ่มท้อง ยุนจูชวนเดินต่อ เธอพาเดินไป shoppingmall ข้างๆที่ทางเดินเป็นสโลป เธอก็ชี้นู้นนี้ ผมเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แล้วเธอก็ถามผมว่า ไม่ชอบช็อปปิ้งหรอ เลยตอบเธอไปว่าผมไม่ใช่สายช็อป ขอเดินดูเรื่อยๆ ดีกว่า แต่เธอไม่ต้องกังวล อยากพาไปไหนพาไปเลย ขอติดตามไปด้วยเท่านั้นเอง 555

IMG_6766-71

เดินดูร้านค้ามาเรื่อยๆ จนมาถึงชั้นบนของอาคาร ทีนี่มีคล้ายๆที่โซลทาวเวอร์ คือให้คู่รักมาเขียนแผ่นป้ายแล้วก็คล้องไว้ ด้านบนจึงเต็มไปด้วยแผ่นป้ายสีชมพูห้อยเต็มไปหมด

เดินกันต่อตามถนนในอินซาดง ยุนจูชี้ให้ดูร้านสตาร์บัค ที่ชื่อเป็นภาษาเกาหลี ซึ่งเป็นแห่งแรกแห่งเดียว ที่ใช้ชื่อสตาร์บัคเกาหลี

IMG_6775-73

ยังเดินกันต่อกับแดดร้อนๆ ผมมักเดินตามหลังเธอเสมอ ยุนจูเดินเร็วจริงๆ แถมอึดด้วย แดดไม่กลัว เรานี่ ทั้งร้อน ทั้งเมื่อย เดินเร็วไปไหน แต่ก็ได้ตามไปเรื่อยๆ ซึ่งน่าจะปกติของคนที่นี่ ซึ่งเน้นระบบขนส่งมวลชล ส่วนที่เหลือก็เดินเอา ประกอบด้วยอากาศที่นี้ไม่ได้ร้อนอ้าว แบบเมืองไทยจึงมีการฝึกฝนการเดินมาเป็นอย่างดี

IMG_6776-74

จนแล้วจนรอดเธอเห็นผมท่าทางไม่ดีและ จึงบอกว่าเราแวะร้านนี้หาอะไรเย็นๆกินสักหน่อยก่อนแล้วค่อยไปต่อ ผมก็ไม่รู้นะว่าเราจะไปไหนกัน แต่ตอนนี้หิวน้ำ……..

IMG_6777-75

พักยกเรียบร้อย กับน้ำกีวี่ปั่นเย็นๆ ชื่นใจ แล้วเธอพาเดินต่อ วันนี้มีแต่เดินจริงๆ ครับ กับแดดตรงหัวตอนบ่ายโมงกว่าเนี่ย เอ้า เดินหน้าเดิน

IMG_6781-77

National folk museum of Korea พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลี

หลังจากไกด์จำเป็นพาเดิน ตะลุยโซลจนเมื่อยแล้วเมื่อยอีก ก็มาถึง พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ตัวอาคาร ด้านนอก สร้างตามแบบฉบับของเกาหลีซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้พระราชวังเลย แต่ เอ๊ะ คุ้นๆ นะ เห้ยยย จริงด้วย นี่คืออาคารที่มองเห็นได้ตอนที่อยู่พระราชวังเคียงบก ที่แท้ เราเดินวนกลับมาที่เดิมนี่เอง ที่นี่เข้าชมฟรีครับ สามารถเดินเข้าได้เลย

IMG_6784-78

IMG_6787-80

ถึงแม้วันนี้จะเป็นวันพฤหัส แต่ผู้เข้าชมค่อนข้างเยอะ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ มาทัศนศึกษา ก็ดีครับครึ่กครื้นดี 5555

IMG_6788-81 IMG_6789-82

ด้านในประกอบด้วยห้องต่างๆมากมาย โดยจะจัดแสดงถึงความเป็นอยู่พื้นบ้าน ของคนเกาหลีในสมัยโบราณ อย่างภาพด้านบน ก็จะเป็นห้อง รวมถึงข้าวของที่เค้าใช้งานจริงๆ ยุนจูอธิบายต่างๆได้ดี แต่กลับเป็นตัวเราเองฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง

IMG_6792-83

ด้านบนเป็นการจำลองพิธีแต่งงานของคนเกาหลีในสมัยโบราณ ส่วนภาพด้านล่างนี้เป็น เกี้ยวแห่ศพของกษัตริย์โบราณ

IMG_6800-84

หลังจากอิ่มหนำกับพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลีแล้ว ยุนจูบอกว่า งั้นเราไปต่อกัน เค้าจะพาไปกินขนมหวานอร่อยๆ

IMG_6808-86 IMG_6810-87

เราเดินกลับออกมา อากาศยังคงร้อน และแดดก็ยังส่องแสงไม่หยุด แต่บ้านเรือนแถบนี้กลับมองไม่เบื่อเลย  ถ้าอากาศเย็นคงเดินชมบรรยากาศได้ดีกว่านี้

IMG_6813-88 IMG_6817-89

เดินกว่า 10 นาที ก็มาถึงร้านขนมหวาน ยุนจูให้ผมเลือก 1 ใน 2 ร้าน ผมเห็นว่าร้านด้านบน น่าจะนั่งชิวได้ดี จึงเลือกไป แต่ปรากฎว่า พอเดินเข้าไปยุนจูก็คุยกับคนขาย สักพักก็พาเดินออกมา สรุปร้านนั้นไม่มีไอซ์เฟรค เมนูที่ยุนจูอยากให้ลอง จึงเดินกลับมาอีกร้านนึงด้านล่าง

ตอนอยู่เค้าเตอร์ เจ้าเมนูไอซเฟรคอะไรเนี่ย เค้ามีให้เลือกสองรสคือถั่วแดงกะเบอร์รี่ ในใจเราเชียเบอรี่ๆๆๆๆๆๆๆ แต่ยุนจูเลือกถั่วแดง 5555 ซึ่งผมไม่ชอบกินนน น่าจะถามสักคำ 555

IMG_6818-90

มาแล้ววว ไอซ์เฟรค น้ำแข็งเหมือนนมปั่น ราดด้วยถั่วแดง ด้านบนเป็นแป้งต๊อก สำหรับรสชาตินั้น ส่วนที่เป็นน้ำแข็งอร่อยครับ หวานนิดและเป็นรสนม แต่ส่วนถั่วแดงด้วยทุนเดิมไม่ชอบอยู่แล้ว บวกกับรสค่อนข้างหวาน จึงเหลือครับ ยุนจูเองก็ไม่ค่อยทาน สรุปเหลือ ถั่วแดง 5555 อ้อ ไอ้บนๆ ที่เหมือนมังคุดนั้นคือ แป้งต๊อก ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มักจะอยู่ในอาหารเกาหลีหลายๆเมนู เป็นแป้งเหนียวๆ ประมาณนั้น

หลังจากพักเหนื่อยกับของหวานเย็นๆแล้ว ยุนจูแจ้งข่าวร้ายว่า ยุนจูไม่สามารถไปกับผมต่อได้แล้ว พอดีมีธุระกับแม่ของเธอ ซึ่งเธอจะไปส่งผมที่สถานี subway ตอนนี้บ่ายสี่โมงแล้ว แต่แดดยังกะ บ่ายสอง ถึงไงผมก็คงต้องหาที่ไปก่อนกลับเข้าโฮสเทล

คลอง Cheonggyecheon คลองใจกลางเมืองที่มีน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา เป็ด และ นก 5555

IMG_6819-91

ก่อนจาก ยุนจูยัง ทิ้งท้ายบอกลากับผมด้วย  ….. การเดินกลางแดดระยะไกล ยังกะเดินลาดตระเวณ รด.  ดูจากรูปเอานะครับ ทั้งไกลทั้งร้อน พี่แกพาเดินๆๆๆ โอ้…. กลับมาไทยไม่ให้หน้าไม่ดำได้ไง เดินไปแล้วเธอก็อธิบาย รูปปั้นของวีรชนของเกาหลีใต้ทั้งสองท่าน ที่หน้าพระราชวังเคียงบกให้ฟัง สำหรับท่านด้านบน ผมพอจับใจความได้ว่า เป็นคนที่ประดิษฐ์อักษรเกาหลี อีกท่านเหมือนจะรบชนะญี่ปุ่นนะ เสียดายไม่มีรูป จับใจความได้เท่านี้จริงๆๆ

ถึงสถานี ยุนจูพาขึ้น subway ขณะกำลังรอรถ มีคนไทยมาต่อด้านหลัง กำลังเมามันก็การเม้าเรื่องผลการแข่งขัน วอลเล่ย์บอลไทย  ญี่ปุ่น จนยุนจูถามว่า นั้นภาษาไทยใช่ไหม  ผมเลยอธิบายไปว่า เมื่อวานมีการแข่งวอลเล่บอล เค้าคุยกันเรื่องนั้นอยู่

IMG_6822-93

ยุนจูเดินมาส่งผมถึงคลองซึ่งก่อนหน้านี้เธอเตือนผมว่า อากาศมันร้อนนะ คุณยังจะมาหรือ มันไม่ค่อยมีอะไร ผมยืนยันว่าจะมาเดินเล่นอย่างน้อยก็ฆ่าเวลาน่ะนะ 55555

ถึงเวลาล่ำลายุนจู ขอบคุณมากๆที่ พาเดินเล่นที่โซล เธอขอโทษผมที่ไม่ได้พาเที่ยวจนหมดวัน เราบอกแค่นี้ก็เกรงใจจะแย่แล้ว เธอยังบอกอีกว่าถ้าพรุ่งนี้คุณมีเวลาฉันจะพาเที่ยวอีก แต่ผมติดทัวร์ที่เป็นเหมือนไฮไลท์ของการมาเที่ยวโซลในครั้งนี้ จึงปฏิเสธเธอไป

IMG_6828-95 IMG_6837-96

หลังจากนั้น ผมก็เดินเล่นให้แดดมันเผาหน้าเรื่อยๆตามทางเลียบริมคลอง มีชาวเกาหลี มาเดินเล่นบ้างออกกำลังกายบ้าง แต่ไม่เยอะ คงเพราะแดดยังเปรี๊ยงอยู่ นี่ขนาดจะห้าโมงแล้วนะ พูดถึงคลองกลางเมืองชองแกซองไรเนี่ย เค้าบอกว่า เดิมเป็นคลองน้ำเน่ามาก่อน เหมือนๆคลองแสนแสบ แต่เค้าปรับปรุงจนใสปิ้งงงงแบบที่เห็นเนี่ยแหละ

ผมชักอยากให้คลองบ้านเราใสสะอาดแบบนี้จังร้อนๆแบบนี้แทบอยากจะโดดน้ำเล่น 555 แต่เกรงใจชาวเกาหลีเค้า อิอิ

IMG_6847-97

เดินอยู่เกือบ ชม. ก็เหนื่อยและ เหงื่อเต็มตัว พระอาทิตย์เริ่มตกและ ได้เวลากลับที่พักแล้ว ผมเดินกลับขึ้นมาจากทางเดินเลียบริมคลองเพื่อไปยังสถานีรถไฟ ก็พบกับถนนคนเดินเล็กๆๆเมหือนจะขายของมือสอง เครื่องมือช่าง หนมนิดๆหน่อยๆ จับใจคความไม่ได้ว่าขายอะไรเป็นหลัก 55555

IMG_6855-99

หมดไปอีกวัน ถึงโฮสเทลยังไม่มีใครกลับมา รีบเตรียมแพคของเพื่อเช็คเอ้าท์แต่เช้าในวันพรุ่งนี้  เพราะคืนสุดท้ายผมจะไปนอนโฮสเทลอีกที่ ที่มีบรรยากาศริมแม่น้ำฮันบนชั้นดาดฟ้าที่สวยงาม สำหรับวันนี้อาหารเย็นเป็นมาม่า 5555 ติดมาด้วย กินไปกลิ่นโชยไปมีเพื่อนต่างชาติ มองด้วยความสงสัยแต่ไม่กล้าของเราชิม อิอิ

คืนนี้อากาศไม่เย็นมาก ที่ห้องยังคงไม่ได้เปิดแอร์ ออกร้อนนิดๆ จึงทำให้นอนหลับไม่สบายเท่าที่ควรนัก จริงๆน่าจะเปิดแอร์ได้นะ แต่ไม่กล้าง่ะ 5555

สิ่งที่ไม่คาดคิดคือการตกทัวร์

 

เช้าวันที่สาม ผมต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัว ออกเที่ยว การเที่ยววันนี้ทั้งวันผมจะไปทัวร์ครับ ผมซื้อทัวร์ไว้ แปลกใจใช่ไหม ปกติผมมักจะเลือกไปเอง แต่ครั้งนี้จุดหมายปลายทางที่ผมจะไปมันไม่สามารถไปเองได้ แล้วจุดหมายนี้คือ จุดประสงค์ในการมาโซลในครั้งนี้ นั้นคือ DMZ+JSA ทัวร์

เข้าสาระนิดนึง DMZ คือ เขตปลอดทหารบริเวณรอยต่อระหว่างเกาหลีเหนือ กับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นจุดที่เคยตรึงเครียดสุดๆ ในโลกจุดนึง ส่วน JSA หรือ Joint Security Area ตรงหมู่บ้าน ปันมันจุม กึ่งกลางระหว่่างเกาหลีเหนือและใต้ เป็นที่ที่ลงนามสัญญาหยุดยิง ซึ่งผมอยากไปสัมผัสมากๆ

โดยการทัวร์ JSA นี้จะอนุญาตเฉพาะบางสัญชาติเท่านั้น และจะต้องส่งชื่อให้กับ UN ก่อน 48 hr ด้วยแถมยังมีกฎค่อนข้างเข้มงวดเช่น ห้ามใส่ขาสั้น รองเท้าแตะ ห้ามชุดลายทหาร ห้ามเปิดเผยรอยสัก ห้ามใส่ยึนส์ขาด ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี และอื่นๆ อีกสารพัด

Capture

ทำไมการไปเที่ยวต้องเครียดขนาดนี้มันชักตื่นเต้นๆๆๆๆ ย้อนเวลากลับไปอาทิตย์ก่อน ผมทำการจองทัวร์ ส่งรายละเอียดพลาสปอตให้ทาง un ผ่านทัวร์เรียบร้อย รอทัวร์มารับที่โฮสเทลเลย

 

กลับมาเวลาปัจจุบัน ผมตื่นเต้นมากที่จะได้เดินทางไปเหยียบเศษเสี้ยวของเกาหลีเหนือ ผมเช็คเอ้าไม่รอทานอาหารเช้า เพื่อมารอรถตามจุดนัดผมหน้าโฮสเทลตอน 7 โมงเช้า

ติ๊กต๊อกๆๆๆๆๆ เห้ย 7 ครึ่งแล้วทำไมยังไม่มา เค้าย้ำว่าห้ามสายยยยยยย ทัวร์นี้รอไม่ได้ต้องไปที่นั้นตรงเวลา ผมคิดในใจเอาไงดี หรือว่าเค้าไปผิดที่ ไม่สิ ต้องถูกๆๆๆ จิตใจเริ่มร้อนรน ผมไม่มีโทรศัพท์ที่จะโทรตามเค้าได้ มีแต่เมลกะเน็ต ใช้เนตมันจะทันการณ์ไหม แย่ล่ะ เอาไงดีๆๆๆๆๆ

20160520_055925

พลันคิดไปว่าต้องขอความช่วยเหลือแล้วว จึงรีบไลน์หา ฟิโอน่าเจ้าของโฮสเทล และส่งรายละเอียดให้เค้าดู เค้ารีบโทรตามให้ปรากฎว่า………………

สตาฟไปรับผิดที่ ไปรับอีกโฮสเทลที่ชื่อเหมือนกัน T T เสียใจมากครับนาทีนั้น ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตดี ฟิโอน่าก็ปลอบใจเรา ตบหลังเราไม่เป็นไรๆๆๆ แล้วเค้าก็พยายามคุยกะทัวร์ให้ ว่าจะทำยังไง มารับก็ไม่ทันแล้ว ผมพูดภาษอังกฤษไม่ได้ด้วย ต้องขอบคุณฟิโอน่าจริงๆ นาทีนั้นเธอช่วยไว้เยอะ เธอคอมเพลนไปยังบริษัททัวร์ เค้าช่วยให้ได้แค่ว่า เหลือทัวร์ตอน 10:30 แต่เป็นทัวร์ DMZ อย่างเดียว ก็เลยตกลงไป

เอาวะ!!!  ไม่เป็นไร ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ จำไว้เป็นบทเรียน ระหว่างรอทัวร์ DMZ รอบต่อไป ฟิโอน่าชวนผมกลับเข้าไปทานอาหารเช้าก่อน ระหว่างนั่งรอเวลา จึงได้พบกับเพื่อนๆ จำนวนมาก ที่เริ่มตื่นนอน ออกมาทานอาหารเช้า

เดวิช ชายร่างสูงใหญ่ ที่เคยทักเราในวันแรก เขาอายุเพียงยี่สิบกว่าๆเท่านั้น มาจากฝรั่งเศษ ออกเที่ยวมาหลายเดือนแล้วววว เพื่อนฝูงเยอะมาก เขาทักทายคนทุกคน และพยายามผูกมิตรทุกคน เราพอสื่อสารได้บ้าง เห็นว่ามีแพลนจะเดินทางมาไทยด้วย จึงแลกเฟสบุ๊คไป

อีกคนโจนาทาน หนุ่มลาติน ชาวคอสตาริก้า เป็น developer ทำงาน IT เหมือนกันเลยยย คนนี้ยังไม่เคยเที่ยวไทย ก็ชวนมาเหมือนกัน

นาฬิกาบอกเวลา 10:25 ผมกลับไปรอที่เดิม แต่ที่รอบนี้แปลกกว่าเดิมคือ มิตรภาพของเพื่อนๆในโฮสเทล สตาฟชาวเกาหลี ช่วยหิ้วกระเป๋าออกมาให้และ ให้ของที่ระลึกเป็นที่ขั้นหนังสือมา ขอบคุณครับ ประทับใจจริงๆ ผมลาฟิโอน่าและไม่ลืมที่จะขอบคุณเธออีกครั้ง ขอบคุณจริงๆ ครับ แล้วก็หิ้วกระเป๋ามารอสตาฟจากทัวร์ที่จะมารับ ………….

 

จบตอนนน—— ตอนต่อไป DMZ จะเป็นแบบไหน วันสุดท้ายของโซลจะเป็นยังไง อะไรยังรอผมอยู่ ไว้ part สุดท้าย ขอบคุณที่อ่านครับ อิอิ ————–