จากเวียงจันทน์สู่หลวงพระบาง

ลาว ประเทศเพื่อนบ้านของไทย ที่ในสายตาผมมีความเหมือนทั้งทางด้านวัฒนธรรม ภาษาและความเป็นอยู่มากที่สุด ประกอบกับผมเติมโตมาในจังหวัดชายแดนประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว ทำให้ไม่ยากที่จะเข้าใจในเรื่องภาษาและวัฒนธรรม แต่ถึงแม้ผมจะอาศัยใกล้กับประเทศลาวมาตลอดเกือบ 20 ปี ผมก็ยังไม่เคยมาเยือนประเทศนี้สักครั้ง นี่เป็นครั้งแล้วที่ผมจะได้สัมผัสกับประเทศลาวจริงๆจังๆ สักที

การเดินทางไปลาวในครั้งนี้ผมได้แรงบันดาลใจจาก คุณบอลพาเที่ยว backpacker ที่เดินทางด้วน Concept ไม่มีเงินมากมายแต่มีความสุขมหาศาล เค้าได้เขียนลายแทงในการเดินทางจากเวียงจันทน์ ผ่านวังเวียง และไปสิ้นสุดที่หลวงพระบางขึ้น ซึ่งผมก็ได้หลังไมค์และได้รับคำแนะนำต่างๆจากคุณบอลเพื่อปรับเปลี่ยนแผนตามความเหมาะสมจนเกิดทริปนี้ขึ้น

ผมมีเวลาสี่วันสามคืนผมเริ่มต้นจากบินจากกรุงเทพสู่เวียงจันทน์ แล้วนั่งรถไปวังเวียง นอนสองคืนแล้วนั่งรถต่อไปยังหลวงพระบางพักผ่อนอีกคืนก่อนจะบินกลับกรุงเทพ ถ้าจะให้เล่าการเดินทางคร่าวๆของผมก็มีเท่านี้ 555 จบแล้วครับเจอกันใหม่ในทริปหน้า … สวัสดี

ใช่ที่ไหนกันครับ นี่แค่พึ่งเริ่ม งั้นเรามาเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่าาาา เช้าวันเสาร์วันหยุด หลายคนยังนอนหลับฝันหวาน ผมแบกเป้ขึ้นบ่า นั่งรถตู้ไปลงปากทางเพื่อที่จะต่อแทกซี่เข้าสนามบิน หลายคนคงสงสัยทำไมไม่นั่งแทกซี่จากบ้านเลย คำตอบคือมันแพงครับ ขาไปนี้ผมบินกับสายการบิน Bangkok Airway ที่เวลาค่อนข้างดี ออกสายๆถึงเที่ยง ผมจึงต้องมาขึ้นที่สุวรรณภูมิ สายการบิน Bangkok Airway ดีอย่างนึงตรงที่มีเล้าท์ให้นั่งระหว่างรอขึ้นเครื่องฟรี (ไม่ได้ค่าโฆษณานะ) ผมจึงมาฝากท้องมื้อเช้าที่นี้มีขนมเล็กๆน้อยๆให้ลองท้อง

วันที่ 19 มกราคม 2019 เวลา 9:45 ได้เวลาขึ้นเครื่อง เครื่องทะยานออกจากสนามบินสุวรรณภูมิมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่เวียงจันทน์ เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ใช้เวลาบินชั่วโมงนิดๆๆ ผมก็มาถึงสนามบินวัตไต ที่เมืองเวียงจันทน์ สนามบินวัตไตเป็นสนามบิน นานาชาติที่ขนาดไม่ใหญ่มาก จะเล็กกว่าสนามบินใหญ่ๆ ในต่างจังหวัดของไทยอีก สนามบินแห่งนี้ออกจะอยู่นอกเมืองสักหน่อย ที่ต้องไปต่อคือสถานีขนส่งสายเหนือเพื่อขึ้นรถตู้ประจำทางไปวังเวียง วังเวียงไม่มีสนามบินครับ การเดินทาไปจะต้องไปโดยรถเท่านั้น อาจจะเดินทางจากอุดรหนองคาย ก็ได้มีรถทัวร์ขนาดใหญ่นั่งสบาย หรือจะไปแบบผมนั่งรถตู้แบบ Local ฮ่าๆๆๆ

ที่นี่เรามุ่งตรงไปยังตู้จำหน่าย SIM และช่องแลกเงินก่อนเลย ทางที่ดีมาช่องแลกเงินก่อนเพื่อเอาเงินกีบไปซทชื้อซิม ราคา SIM ที่นี่ถือว่าไม่แพงเลย พนักงานน่ารักพูดไทยชัดแจ๋วจนต้องถามว่าน้องเป็นคนไทยหรือเปล่า หลังจากนั้นเราก็มองหารถที่จะพาเราไปยังสถานีขนส่งสายเหนือ

เราใช้บริการ Taxi สนาบินซึ่งมี rate ราคาอยู่แล้ว อาจจะแพงหน่อยพอๆกับนั่งเข้าเมือง ถ้าจำไม่ผิด 140,000 กีบ เจรจาต่อรองเรียบร้อยพอตอนขึ้นอย่าเผลอไปนั่งที่คนขับนะครับ ที่นี่พวงมาลัยซ้าย จากสนามบินไปขนส่งสายเหนือ ระยะทางประมาณ 10 กว่าโล เรายังมีเวลาผมลองต่อรองให้พาไปถ่ายรูปที่ประตูชัยสักหน่อย แต่เจอราคาเข้าไป งั้นขอมุ่งตรงไปขนส่งเลยดีกว่า

ขนส่งสายเหนือประจำเมืองเวียงจันทน์ มีขนาดกระทัดลัดเล็กพอๆกับขนส่งประจำจังหวัดบ้านเรา ด้านในมีช่องจำหน่ายตั๋วมากมายหลายที่ เราต้องไปที่คิวรถตู้ไปวังเวียงเพื่อรีบจองที่นั่งก่อน ก่อนจะค่อยหาอะไรรองท้องเข้าห้องน้ำแต่ก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

ค่าโดยสารสำหรับรถตู้เองจะอยู่ที่ 60000 กีบ เป็นยานพาหนะประจำของชาวบ้านอยู่แล้ว จึงไม่แปลกใจเลยที่ชาวบ้านก็อาศัยรถตู้สายนี้ในการเดินทางเช่นเดียวกัน ทำให้เราได้เห็นบรรยากาศแบบ Local อัดๆกันตามประสา เมื่อรถตู้เต็มก็ได้เวลาออก โชคดีที่มาเร็วทำให้ได้ที่นั่งหลังคนขับ ไม่อย่างนั้นต้องไปอัดเป็นปลากระป๋องด้านหลัง ซึ่งทั้งร้อนทั้งอัด ไม่รู้ฝรั่งคนนั้นทนได้ไง แถมระยะทางจากเวียงจันทน์ไปวังเวียงจริงๆ ก็ไม่ได้ไกล แต่ด้วยสภาพผิวจราจร และรถบรรทุกที่มีมากมายทำให้ใช้เวลาวิ่งถึง สี่ชั่วโมงทีเดียว

เส้นทางเริ่มจากผ่านหมู่บ้าน เหมือนกับหมู่บ้านในชนบทประเทศไทย จนเริ่มมีเข้าบ้างแต่ก็ไม่เยอะ ทางจะเป็นทางลาดยางไม่เกิน 50 เมตร สลับรุกรัง 50เมตร สลับเป็นฟันปลาอย่างนี้เรื่อยๆ ไม่แปลกใจเลยทำไมต้องใช้เวลานานขนาดนี้ นั่งๆ นอนๆ จนเมื่อยก้นเลยทีเดียว

สองชั่วโมงผ่านไปรถมาจอดแวะจุดพัก ก็ได้เวลาลงเข้าห้องน้ำยืดเส้นยืดสาย ข้าวเที่ยงยังไม่ได้ตกถึงท้องจริงๆจังๆ แต่ก็ไม่มั่นใจว่าถ้านั่งกินแล้วรถจะรอเราไหม เลยตัดใจยังไม่กินเก็บความหิวเอาไว้แล้วเดินทางต่อ

ถัดมาอีกสองชั่วโมง เราเริ่มเห็นทิวเขาหินปูนสลับซับซ้อน เพื่อเป็นสัญญาณบอกเราว่าเราก็มาถึง วังเวียงงงงงงงแล้ว รถตู้จอดส่งเราบริเวณริมถนนแต่เราต้องต่อรถเพื่อเข้าไปในหมู่บ้านต่อ เราใช้บริการสองแถวบริเวณนั้น ซึ่งราคาไม่แพง พาไปส่งที่พัก

ถึงที่พักจัดแจงเช็คอิน นั่งพักให้หายเมื่อย ค่อยลงมาติดต่อเช่ามอไซค์ไว้เดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้ แล้วก็ได้เวลาไปเดินเล่นริมแม่น้ำซองและที่สำคัญไปหาของกินเพราะเวลานี้หิวมากกกกกกกก

อากาศที่วังเวียงนี้กำลังสบายๆๆ เราเดินข้ามแม่น้ำมายังจุดที่มีร้านตั้งแคร่ขายอาหารริมน้ำ แล้วก็จัดที่นั่งริน้ำห้อยขา สั่งอาหารกินให้หายอยากเพราะถือว่านี่คือมื้อแรกจริงๆจังๆของเราที่ลาวว และไม่พ้นอาหาร Signature คือ ส้มตำ ฮ่าๆๆๆๆ

ร้านอาหารริมน้ำราคาค่อนข้างสูง แต่ร้านอาหารอื่นๆในเมืองก็เช่นกัน มือนึงต้องมี 20000 -30000 กีบ คงเพราะที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยว ทำให้บรรยากาศคล้ายกับพัทยาบ้านเรา ฝรั่ง เกาหลี จน เดินให้ขวักไขว่

หลังจากท้องอิ่มเราเดินกลับข้ามมาสะพาน ชมวิวชิวๆๆ ดูร้านนู้นร้านนี้ แล้วมาหยุดอยู่ร้านขาย tour เพื่อจอง tour คายัคสำหรับวันพรุ่งนี้ เมื่อจองทัวร์เรียบร้อย เราเดินมาอยู่ที่หน้าผับชื่อดังที่ใครมาต้อง recommend แต่เวลานี้พึ่งจะทุ่มนึงยังไม่เปิด รอไม่ไหว ด้วยอาการล้าที่เดินทางมาทั้งวันจึงทำให้ตัดสินใจได้ไม่ยากที่จะกลับที่พัก พักผ่อนเพื่อเก็บแรงสำหรับลุยวันพรุ่งนี้ดีกว่าพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

ช่วงกลางคืนเดือนปลายมกราคมแบบนี้ อากาศสบายๆ ไม่ถึงกับหนาว ทำให้คืนนี้หลับสบายยยยย ก่อนนอนก็ได้ทราบจากคนดูแล โรงแรมว่าพรุ่งนี้ตื่นเช้ามามีตลาดนัดของชาวบ้านตอนเช้า ถนนหน้าที่พักเนี่ยแหละ สบายล่ะไม่ต้องไปหาของกินที่ไหนไกล 555

เช้าวันที่สองของการเดินทาง ผมตื่นแต่เช้าประมาณ ตีห้าเห็นจะได้ เพราะได้ยินเสียง คนและรถ จึงแง้มประตูออกไปดู เห็นชาวบ้านมือนึงถือไฟฉายกำลังจัดแจงปูเสื่อ วางของขายริมถนน พอเริ่มฟ้าสางก็ได้เห็นชาวบ้านนำสินค้าทางการเกษตร คล้ายๆ ตลาดสดบ้านเรามาขายกันพอสมควร จึงได้เวลา หาขอกินเพื่อเติมพลังก่อนตะลุยในวันนี้ เพราะ ที่พักที่เราจองมาเป้นแบบ Guest house ไม่มีอาหารเช้าจึงต้องขนขวายเองแต่ก็เป็นข้อดี อาหารเช้าจะได้ไม่หยุดที่ไข่ดาวไส้กรอก 55555

หลังเดินชมตลาด เราได้อาหารเช้าแบบพื้นบ้านมาเพียบเลย อาหารที่นี่มีความคล้ายคลึงกับอาหารทางภาคอีสานของเรา อย่างข้าวเหนียวถือว่าเป็นอาหารหลักของที่นี่ กินได้กับทั้งแจ่ว ไส้กรอกที่เหมือนไส้กรอกอีสาน ปลาปิ้ง ไก่ปิ้ง หากใครชอบอาหารอีสานอยู่แล้วผมเชื่อว่าถูกปากแน่นอน

ช่วงสาย รถมอไซต์มาส่ง วันนี้เราเช่ามอไซต์ในการเดินทางซึ่ง มอไซต์ที่เช่า จะไม่มี น้ำมัน อย่าลืมเติมก่อนออกตะลุย ไม่ต้องเติมเยอะแต่เติมพอดีๆ นะ อ้อที่สำคัญผ้าปิดปากปิดจมูกสำคัญมากเพราะ ถนนที่นี่จะทำให้ผมสีดำของคุณเป็นสีแดงได้ในเวลาไม่ถึง 5 นาที 5555

เราเติมน้ำมันเรียบร้อยจุดหมายแรกที่จะไปคือ Blue lagoon แต่การที่จะไปต้องใช้เส้นทางที่ผ่านสะพานที่เค้าเก็บเงิน อาจจะเป็นเพราะเป็นสะพานเอกชนสรา้งจึงเก็บเงิน สะพานเป็นสะพานแขวที่สรา้งจากไม้ มีเลนเดียว รถยนต์ผ่านได้แต่ต้องรอให้ไม่มีรถสวน ส่วนเรามอไซต์ไปได้ชิวๆ ต้องผ่านสะพานที่มีสะน้ำสีฟ้าเขียวใสแจ๋วที่โด่งดัง นักท่องเที่ยว

Blue lagoon สถานที่ ที่ทำให้วังเวียงมีชื่อเสียง คงมาไม่ถึงถ้าไม่แวะมาที่นี่ ซึ่งจริงๆแล้วปัจจุบันมี Blue lagoon ถึงสามแห่ง ที่แรกที่มาแวะคือ Blue lagoon 1 Blue lagoon มีลักษณะเป็นสระน้ำสีฟ้าเขียว มีความใส น่ากระโดดยิ่งนั่ง ถึงแม้ว่าเรามาถึงที่ Blue lagoon กันแต่เช้าก็ยังมีนั่งท่องเที่ยวมากมาย แต่ด้วยอากาศตอนเช้ายังเย็น จึงยังไม่เห็นใครกระโดดลงน้ำรวมทั้งเราด้วย อ่อสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่วังเวียงมักจะเก็บค่าเข้าคนละ 10000 กีบ

มาต่อกันสถานที่ต่อมา เส้นทางจากหมู่บ้านไปยัง Blue lagoon 1 ทางยังคงมีรุกรังบ้างเล็กน้อย แต่ทางจาก Blue lagoon 1 มาผาหนามไซ นี่ไม่มีเลย ไม่มีทางรุกรัง เปล่าไม่มีทางลาดยาง ผ่างงง !!! 555 เล่นเองตบเอง ฝุ่นล่วนๆ ถามทางชาวบ้านมาเรื่อนจนมาหยุดอยู่ทางขึ้น จะมียายเก็บเงินค่าขึ้นก็จ่ายไป 10000 กีบเช่นเคย ระยะทางไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น ยายถามซื้อน้ำยายไหม ด้วยความที่ใกล้ๆไม่จำเป็นหรอก 55 เลยเดินตัวปลิวขึ้นไป

ผ่านสองร้อยเมตรแรก นรกมีจริง ทำไมมันโหดเช่นนี้ หลายคนยังยอมแพ้ไม่ไปต่อแต่ผมไหนๆมาถึงแล้วต้องลุยๆๆ หิวน้ำก็หิว จนนักท่องเที่ยวท่านอื่นพยายามแบ่งน้ำให้ ได้แต่ขอบคุณไม่เป็นไรผมมีส้ม 555 มีส้มพกมาลูกนึงจริงๆ อย่างน้อยก็ใช้เติมพลังตอนจะหมดหลอด อากาศจากที่เย