ขับรถเล่นกว่า 1500 km ตาก สุโขทัย อยุธยา ของแถมที่ได้คือประสบการณ์(Part หลัง)

การเดินทางยังคงดำเนินต่อ แต่หลังจากนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้น จะแตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง จนชักสงสัยว่า มันรวมเป็นทริปเดียวกันได้ยังไง O_O 5555

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559

0:35 น. หลับๆตื่นๆ
แสงจันทร์ในคืนข้างขึ้นกับลมพักเอื่อยๆ  บนยอดดอยแห่งนี้อากาศไม่หนาวมาก ดูเหมือนบรรยากาศชวนเงียบเหงา แต่ไม่เลย ผมยังคงได้ยินเสียง คร๊อกกกกกกก คร๊อกกกกก ตลอดทั้งคืน บางสิ่งบางอย่างทำให้ไม่อาจจะหลับสบายได้เหมือนอยู่ที่บ้าน ทั้งๆที่เมื่อคืนก็นอนน้อย ออกจากบ้านแต่เช้า แต่นี่ก็ดึกแล้ว ยังไม่ได้พักเต็มๆที่สักที มัวแต่หลับๆตื่นๆ คงไม่ใช่เพราะเสียงกรนของพี่ๆ ที่อยู่ในเต้นท์ที่ห่างออกไป แต่อาจจะเป็นพื้นแข็งๆ ตรงหลังของผมนี้แหละ เอ๊ะ เรากางเต้นท์บนหินหรือเปล่าเนี่ย หรือว่าตรงแข็งๆนูนๆนี่คือกระโหลกคน คิดไปนั้น นอนๆๆๆๆๆIMG_5426

4:30 น. เสียงสวดดังขึ้น
ขณะกำลังฝันหวาน อากาศเริ่มเย็นขึ้น ทันใดนั้นเอง เสียงสวดดังขึ้น เสียงจริงๆครับ ไม่ได้หลอน เป็นเสียงสวดที่ฟังแล้ว ไม่เหมือนภาษาไทยแน่ๆ คงมาจากหมู่บ้านชาวเมียร์ม่าด้านล่าง ความเงียบทำให้เสียงสวดดังก้องรอบๆบริเวณนั้น ฟังไปฟังมาก็เพลินดีครับ ฟังยันเช้าเลย จนพระอาทิตย์ขึ้นนู้นแหละครับถึงเงียบ

IMG_5435

6:30 น. เตรียมตัวออกเดินทาง
จริงๆ ตั้งแต่ตื่นตอนตีสี่ ผมก็นอนไม่ค่อยหลับครับ แพลนผมเช้านี้จะต้องกลับไปยังที่ทำการของอุทยาน และอาบน้ำอาบท่า ก่อนจะออกจากที่ทำการ ไม่เกิดแปดโมง เช้านี้อากาศดีครับไม่เย็นมาก(ณ เวลาที่เขียนบึกทึกอากาศที่บ้านที่สมุทรปราการยังหนาวซะกว่า) ลมเอื่อยๆ เมฆเยอะ หมอกแทบไม่มีให้เห็น แถมยังอยู่ไกลริบๆนู้นนนนนน -_-” พี่ๆนักตกปลาก็เริ่มตื่นแล้ว ผมเดินไปล้างหน้าล้างตาแปรงฟันเรียบร้อย มื้อเช้าของผมวันนี้คือ นมและหนมปังที่ซื้อจากเซเว่นเมื่อวาน ผมใช้เวลาในการเก็บเต้นท์ไม่นาน พี่นักตกปลาท่านนึงเดินมาคุยกับผมระหว่างผมเก็บข้าวของ จริงๆแล้วเมื่อวานพี่ๆนักตกปลาได้ชวนผมทานข้าวต้มตอนเช้า ผมได้แต่ขอบคุณสำหรับน้ำใจ แต่ผมต้องรีบเดินทางต่อ พร้อมกับกล่าวอำลาและขอบคุณพี่ๆอีกครั้ง

IMG_5446

7:30 น. การเดินทางของวันที่สองกำลังเริ่มต้น
เมื่อมาถึงตัวที่ทำการ ก็พบกับนักท่องเที่ยวบางส่วน ประมาณสามเต้นท์พักแรมกันที่นี่ ผมจัดแจง อาบน้ำอาบท่า อากาศก็ไม่ได้เย็นเท่าไหร่นะแต่น้ำนี่สิโคตรรรรรรรรรรรรรรร จะเย็นเลย แถมเป็นขัน สาดๆๆๆ จี๊ดดดไปถึงใจดุจโดนคาถาฟรอสเข้าใส่ 5555

โอเคพร้อม ออกเลย ขับรถมาเรื่อยๆ ใกล้จะถึงทางออกจะพบกับจุดชมวิวแม่น้ำเมย แม่น้ำเมยเป็นแม่น้ำที่แปลกครับไหลจากทิศใต้ไปเหนือ และเป็นแม่น้ำที่กั้นระหว่างประเทศไทยกับเมียร์ม่าอีกด้วย ไหนๆก็ผ่านและยังมีเวลาขึ้นมาชมสักหน่อยละกัน

IMG_5468

จุดชมวิวน๊้ทำให้ผมรู้ว่า ผมใกล้จะลงจอดบนโลกมนุษย์แล้ว หลังจากที่ไปใช้ชีวิตอยู่บนดาวอังคารมาคืนนึงเต็มๆ 5555 จุดหมายของผมในวันนี้ นั้นคือ อุทยานแห่งชาติสุโขทัย เห้ยมันใช่หรอ มันมีซะที่ไหนต้องอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งผมจะพาย้อนนนนนน เวลากลับไปสมัยพ่อขุนรามคำแหงกัน

8:30 น. หมู่บ้านผู้อพยพอีกครั้ง
ออกจากอุทยาน ผมใช้เส้นทางเดิมคือมุ่งหน้ากกลับมายังแม่สอด ระหว่างทางยังคงผ่านหมู่บ้านผู้อพยพลี้ภัยสงคราม จึงทำให้นึกถึงเรื่องที่ พี่ๆนักตกปลา เล่าให้ฟังว่า เมื่อวานพี่ๆเค้าเข้าไปเที่ยวมา เค้าให้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปครับ แต่ห้ามถ่ายรูป ด้านในมีสินค้าขาย บ้านบางหลัง มีถุงน้ำพลาสติกแขวนหลายสิบถุง แขวนตามชายหลังคา พี่เค้าจึงเข้าไปถามว่าน้ำอะไรขายเท่่าไหร่ ชาวบ้านก็หัวเราะและบอกกับพวกพี่ๆว่า ไม่ได้ขายนี้เอาไว้ดับไฟ เพราะบ้านที่นี้ทำจากใบไม้ทั้งนั้นไฟไหม้ได้ง่าย นี่แหละอุปกรณ์ดับไฟของพวกเขา เจอปุ๊บปาปั๊บ

ผมลืมเล่าไป อีกอย่างคือที่เส้นทางช่วงตากมาแม่สอด ด่านจะเยอะมากๆ ครับ บางด่านก็จะขอให้ลดกระจกลงมองหน้า อืม….. หน้าแมวๆ ไม่มีพิษมีภัย เชิญครับๆ เค้าก็จะปล่อยๆเราไป

 

12:15 น. สัญญาณเตือนภัย
หลังจากขับรถยาวมาตามทางหลวงหมายเลข 12 อีกไม่กี่กิโลผมจะถึงอุทยานแล้ว จากประสบการณ์ การหาข้าวกินแถวๆสถานที่ท่องเที่ยวนับว่าไม่ใช่ความคิดที่ดีนักสำหรับคนที่ต้องการประหยัดอย่างผม เอาล่ะก่อนเข้าอุทยานหาข้าวกินสักหน่อย ทันทีที่จอดรถ เท้าก้าวแรกที่ก้าว จี๊ดเลยครับ ความปวดเมื่อยแบบที่ไม่เคยพบเจอ มันมาเจอผมแล้วว เมื่อยมากๆๆๆ ปวดด้วย วันนี้ยังไม่ถึงไหนเลยต้องไปอีกไกล ร่างกายจะไม่ไหวแล้วรึ คงเพราะนอนทับหินเมื่อคืนแน่ๆ

หลังจากลงจากรถ ผมต้องยืดเส้นสายสักหน่อย ก่อนที่จะกินข้าว ซื้อน้ำท่า แล้วออกเดินทางเข้าสู่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยต่อ

IMG_5483

13:00 น. วัดศรีชุม
ผมขับรถมาตามทางเข้าเรื่อยๆ จนเลยวัดศรีชุมหนึ่งในจุดที่ผมตั้งใจจะเข้ามาดู คือนึกขึ้นได้อีกทีก็เลยซะแล้วววว จนต้องวนรถกลับมา  หากขับขี่รถบริเวณนี้ นอกจากจะสังเกตุเห็นเหล่านักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว เราจะสังเกตุเห็นนักท่องเที่ยวปั่นจักรยานกันเหงื่อซก ท่ามกลางอุณหภูมิเกือบ 40 องศา

IMG_5495

ทันทีที่จอดรถ ผมตรงไปที่จุดจำหน่ายตั๋ว วัดศรีชุมแห่งนี้ต้องเสียค่าเข้าชม สำหรับคนไทย สามสิบบาท ชาวต่างชาติก็ร้อยนึง เจ้าหน้าที่ประจำป้อมตรงนี้น่ารักมากครับ ยิ้มแย้มพูดคุยอัธยาศัยดี แนะนำสถานที่เที่ยวรอบๆ และเส้นทางแนะนำกับผม

วัดศรีชุมแห่งนี้ มีวิหารขนาดใหญ่ น่าตื่นตาตื่นใจมากสำหรับผม ภูมิใจนะครับบ้านเรายังมีอะไรดีๆ อารยธรรมสิ่งก่อสร้างแบบนี้ ทำให้นึกถึงอดีตว่าสุโขทัยต้องเจริญมากๆแน่ๆเลย

IMG_5490

ด้านในตัววิหาร มีพระพุทธองศ์ใหญ่มาก มีฝรั่งอยู่สองสามคน แต่ละคนล้วนแต่ให้เกียรติสถานที่ครับ ทุกคนเงียบและถอดรองเท้าเข้ามาในวิหาร ทั้งๆที่ไม่มีป้ายบอก

13:30 น. วัดสะพานหิน
หลังจากออกมาจากวิหาร ผมแวะคุยกับพี่เจ้าหน้าที่อีกครั้ง พี่เค้าแนะนำว่า “เดี๋ยวน้องขับรถย้อนกลับไปนะแล้วเลี้ยวซ้ายไปดูวัดสะพานหิน ที่นี้มีสะพานหินทอดยาวไปยังวิหาร สวยมากค่ะ” แน่นอนครับ ผมไปตามที่เจ้าหน้าที่บอก แวะชำระเงินค่าเข้าอีกสามสิบ ขับเข้าไปในทางเปลี่ยว จนมาถึง วัดสะพานหิน

IMG_5498

เห้ยมันสวยและแปลกอย่างที่เค้าบอกจริงๆ เป็นการเรียงหินทอดยาวไปถึงตัววิหาร ด้านบนมีพระพุทธรูปอยู่ ขณะเดินขึ้นได้เจอนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็ยิ้มทักทายกันตามประสา จนมาถึงด้านบน กับอากาศร้อนๆแบบนี้ เหงื่อแตกเต็มตัวครับ แต่ด้านบนก็จะมีวิวสวยๆ กับลมเย็นๆ ให้พอหายเหนื่อยได้บ้าง

IMG_5507

14:00 น. ใจกลางอารยธรรมกับอากาศที่ร้อนนนนนมากๆๆ
ออกจากวัดสะพานหิน ผมขับรถตามทางมากเรื่อย พบเจอนักท่องเที่ยวมากมาย ล้วนแต่เป็นชาวต่างชาติทั้งสิ้นพลันคิดว่า คนไทยไม่นิยมเที่ยวแบบนี้หรอ หรือว่าวันนี้เป็นวันธรรมดาหว่าา แต่ถ้าเป็นเราจะให้มาปั่นเที่ยวแบบนี้ขอมาตอนเย็นนะร้อนมากกกกก

เราสามารถเห็นสิ่งก่อสร้างมากมายตามทาง จนผ่านเข้ามาภายในกำแพงเมืองโบราณ จะพบกับศูนย์กลางความเจริญของที่นี่ ที่นี่ผมมาทราบทีหลังว่าเอารถเข้าได้แต่ผมหาทางเข้าไม่เจอ ด้านที่ผมจอดรถ เค้าอนุญาติให้เฉพาะจักรยาน ตอนนั้นก็ไม่เป็นไรเดินเอาก็ได้ 5555 ไหนๆก็ปวดตัวอยู่แล้วทนอีกหน่อยนะร่างกาย

IMG_5519

ชำระค่าตั๋วอีกรอบ เดินเข้ามาด้านใน ซ้ายมือคือวัดมหาธาตุ วัดที่จะสำคัญและใหญ่ที่สุดในสมัยสุโขไท ส่วนด้านขวามือผมคือวัดสระศรี ผมเดินเข้ามาในวัดมหาธาตุ ที่นี่คนไทยพอสมควร

“เร็วๆ เลยๆ น้องมายืนตรงนี้ อ้าวแม่ๆ ตรงนี้ๆ”  เสียงคนไทยกลุ่มนึงซึ่งกำลังจัดเตรียมจะถ่ายรูป ซึ่งดังมากครับ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังไม่เสียงดังขนาดนี้เลย ผมว่าไม่ดีเลยครับ น่าจะเคารพสถานที่สักหน่อย

IMG_5535

เดินมาต่อเรื่อยๆ ถ่ายรูปเรื่อย อากาศร้อน ไม่นานจึงต้องขอลาจากที่นี่ เพราะสู้อากาศไม่ไหว ผมแวะเข้าห้องน้ำภายในอุทยานแต่เหมือน ให้เอกชนทำสัมปทาน ค่าเข้า 5  บาท และห้องน้ำไม่สะอาดมากกกกกก แถมทางเข้าดูไม่สะอาดไม่น้อยกว่่าในห้องน้ำ  ในความคิดผมทุกอย่างในอุทยานนี้ดูดีหมดครับ ยกเว้นสุขาเนี่ยแหละ

ก่อนออกมาผมพบนักท่องเที่ยวเดิมมาถามทางผม เธอบอกว่าเธออยากทราบประวัติของแต่ละวัดที่นี่ หรือมิวเซี่ยมที่อธิบายประวัติศาสตร์ของที่นี่ ซึ่งเธอไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร แต่ผมนั้นไม่สามารถรับบทครูประวัติศาสตร์ได้จริงๆครับ แค่ภาษาอังกฤษทั่วไป ก็แทบจะคุยไม่รุเรื่องอยู่แล้ว

IMG_5528

ขณะกำลัง งกๆเงิ่นๆ มีฮีโร่หญิงชาวต่างชาติเดินเข้ามาช่วยอธิบายเส้นทางต่างๆ และข้อมูลที่เธอคนนั้นอยากได้ว่าอยู่ตรงไหนยังไง จนผมรู้สึกว่าเป็นส่วนเกินจึงขอตัวออกมา ทำให้มาคิดว่าสิ่งนึงที่ผมอยากให้มีเหมือนสถานที่เที่ยวหลายๆแห่งที่เคยไปเยือนคือ โบร์ชัวอธิบายครับ แปลกนะ ที่นี่ใหญ่ขนาดนี้กลับไม่มีเอกสารแนะนำนักท่องเที่ยวเลย มีแต่แผนที่และชื่อวัดเท่านั้น

15:00 น. ยิงยาววววววววว
อากาศร้อนๆ กับแดดเปรี้ยงๆ สุดท้ายผมก็กลับมาที่รถเพื่อ จะออกเดินทางไปจุดหมายต่อไป คืนนี้ ผมตั้งใจจะขับรถอีก สี่ชั่วโมงเพื่อจะกลับไปนอนที่เมืองเก่าของไทยอีกเมืองนั้นคือ “อยุธยา”

อยุธยา เป็นเมืองเก่าที่อยู่ใกล้กรุงเทพที่สุด ทำให้มีความคิดชั่ววูบมาว่า หรือเราจะกลับบ้านเลยดีไหม อีกแค่ ชม. นิดๆเอง อีกความคิดรีบเข้ามายับยั้ง ไม่ๆๆๆ ไหนๆก็ไหนๆ ต้องมาให้ถึงที่สุด ถึงแม้จะปวดเมื่อยตัว ปวดหัวที่เจออากาศร้อนๆไปบ้าง ต้องลุยจนจบทริป

19:00 น. Stockhome Hostel ครั้งแรกกับการนอน hostel แบบห้องรวม  !!!
ดวงอาทิตย์ร้อนๆของวันที่สองก็ตกไปเรียบร้อย ผมขับตาม GPS เรื่อยๆ จนมาถึงที่พักในคืนนี้ของผม นั้นคือ Stockhome Hostel ซึ่งผมเจอในอโกด้า ในราคา 250 บาทรวมอาหารเช้า ก่อนอื่นก็อยากจะเกริ่นนิดนึง Hostel แบบนอนรวมกับนักท่องเที่ยวคนอื่น ในต่างประเทศเป็นที่นิบมมานานพอสมควร ส่วนที่ไทยเองยังมีไม่เยอะ และลูกค้าส่วนใหญ่กว่า 90% จะเป็นชาวต่างชาติ เนื่องจาก คนไทยมักจะ กลัวนู้นนี้ คำถามเยอะแยะมากมายแบบที่คนรอบๆตัวถามผมเช่น “ไม่กลัวหรอนอนกับคนอื่น” หรือ”โรงแรมธรรมดาก็ไม่แพงต่ากัน”

มนต์สเน่ห์ของโฮสเทล จากที่เคยฟังหรืออ่านจากรีวิวคนอื่น ผมพึ่งได้มาสัมผัสก็คราวนี้แหละครับ ซึ่งไว้จะเล่าในตอนท้ายๆนะครับ

20160122_212527

กลับมาที่แวบแรกที่เห็นที่พัก ภายนอกมีเก้าอี้ตัวเล็กๆ  มีฝรั่งหัวทองนั่งคุยกันเต็มไปหมด ด้านในตกแต่งมีสไตล์ เปิดเพลงเบาๆ มีโต๊ะและเก้าอี้ รวมถึงหนังสือสำหรับนั่ง hang out ตามประสาเพื่อนๆ จะว่าไปก็คล้ายๆร้านเหล้าชิวๆ ชักกลัวเหมือนกันแฮะ เอาวะลุย ไหนๆก็มาแล้ว

เข้ามาด้านในพูดคุยกับ staff พอเป็นพิธี ได้ทราบว่าที่นี่ถ้าศุกร์เสาร์ ก็จะมีคนไทยมาพักบ้างนะ ไม่ใช่มีแต่ชาวต่างชาติอย่างเดียว อย่างเช่นวันนี้ก็มีสี่ห้าคน

IMG_5560

แล้ว staff ก็พาผมเดินขึ้นไปห้องพร้อมกับยื่นกุณแจ และ card สำหรับเข้า พร้อมกับแจ้งผมว่า เหลือแต่เตียงบนนะครับ ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ณ เวลานี้ไม่มีคนสักคน staff แนะนำเสร็จก็ขอตัวกลับมาด้านล่าง

ผมใช้เวลาในการมองสำรวจรอบๆ ที่นอนไหนมีเจ้าของแล้วเค้าจะปิดม่านไว้ หรือมีสัมภาระก็จะวางไว้บนที่นอน จริงๆ เค้ามีล๊อคเกอร์ให้ด้วยนะครับสำหรับเก็บของมีค่า ท้องเริ่มหิวและ ผมจึงรีบจัดแจงเก็บกระเป๋าตัวเอง  ซึ่งต้องใช้ความพยายามระดับหนึ่งที่จะปีนขึ้นไปเตียงบน ซึ่งสูงพอสมควรสำหรับไซต์คนไทยแบบผม

20:00  น. เพื่อนคนแรกในบ้านหลังเล็กๆแห่งนี้
ผมเดินออกมาข้างๆ ที่พักมีร้านอาหารเล็กๆริมถนนหน้าเซเว่น ผมใช้ที่นี่เป็นที่เติมพลังมื้อสุดท้ายของวัน พร้อมกับของหวานเพื่อเติมความกระชุ่มกระชวย ก่อนจะกลับเข้ามาที่ stockhome ที่นี่ชั้นล่างจะเป็นส่วนที่ไว้นั่งฟังเพลงชิวๆ พูดคุยกับเพื่อนๆต่างถิ่น ส่วนชั้นสองจะมีชุดโซฟา ทีวีจอยักษ์และหนังหลายๆเรื่องไว้บริการ ข้างๆจะมีคอมพิวเตอร์เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้งานอีกด้วย นับว่าเหมือนบ้านเล็กๆที่อบอุ่นหลังนึงเลยทีเดียว

ผมเดินผ่านชั้นสอง พบกับ ชางต่างชาติโซนเอเชียตัวเล็กๆ เปิดฟอเรสกั้มดูอยู่ จึงขอเข้าไปนั่งดูด้วยพร้อมกับเจอกลุ่มวัยรุ่นคนไทยที่ staff พูดถึงเดินสวนกันซึ่งเป็นที่แปลก เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

ดูได้สักพักผมก็กลับขึ้นไปที่ห้อง ณ เวลานี้ก็ยังไม่มีคนมา ผมปีนขึ้นไป พร้อมกับเปิด notebook ขึ้นเพื่อดูรูปที่ถ่ายจากทริปไปเรื่อยๆ

IMG_5567

“เฮโหลล” เสียงเปิดประตูพร้อมกับเสียงทักทายดังขึ้น ชาวต่างชาติรูปหล่อเข้ามาพร้อมกับคำทักทาย “ไฮ” ผมทักทายตามประสา ชาวต่างชาติเดินเข้ามาเตียงด้านล่างถัดจากเตียงผม ผมเปิดบทสนทนากับเพื่อนใหม่คนนี้ ซึ่งเค้าชื่อว่า “พิลิป” ชื่อเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้า 5555 เดินทางมาลำพังและผมเป็นเพื่อนคนแรกที่เขาเจอในโฮสเทลแห่งนี้ ผมก็เช่นกันเนื่องจากคนอื่นยังไม่กลับมา เราคุยกันไปเรื่อยตามประสาคนที่ชอบการท่องเที่ยว

หนุ่มตราเครื่องใช้ไฟฟ้าคนนี้ มาจากเยอรมัน มาคนเดียว ทริปนี้มาไทย 1 เดือน ลาว 1 เดือน กัมพูชา 1 เดือน ก่อนไปจบที่เวียดนาม โดยวันนี้เป็นวันที่สองของพิลิปที่อยุธยาแล้ว

“ลัมเพอ” “ลับพู” ฟิลิปพูดถึงจังหหวัดต่อไปที่เขาจะเดินทางไป
“ลำปาง ??” “Nooo”   “ลำพูน ??” “Noooo”  ฟิลิปพูดถึงจุดหมายในวันพรุ่งนี้ของเขา เหมือนเล่นเกมส์เดาสถานที่กับพิลิฟ พิลิปจึงบอกว่า ลัมพู ลับเพอไรเนี่ย อยู่ทางเหนือของอยุธยา

“ลพบุรี” “Yes!!” พิลิปดีใจเหมือนถูกหวย พรุ่งนี้พิลิปจะนั่งรถไฟไปลพบุรี ค้างหนึ่งวัน ก่อนจะไปต่อที่สุโขทัยและเชียงใหม่

ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน ฟิลิปถามถึง ที่นี่ ชี้ๆๆลงพื้น  “ยูเยีย or ยูยา” “อ้อ this town say อะยุดทะยา”  โนยูเยีย ออร์ ยูยา 555 ดูเหมือนฟิลิปจะมีปัญหาในการออกเสียงสักหน่อย

รูปอาจจะน้อยนะครับ เล่าอย่างเดียว 555 เพราะกำลังจะเข้านอน

20160122_210207

ผมนั่งเล่นคอมต่อสักพัก เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น เฮลโลลลลลล ตามมา เป็นฝรั่งสาว ผมทักทายกลับ เธอเข้ามาเก็บของและกลับลงไป สักพักมาอีกคน เฮลโลลลลล ฝรั่งสาวอีกคน ผมชักสงสัยฟิลิปว่าจะได้นอนไหมเนี่ย คนเข้าๆออกๆไม่ขาดแถมเข้ามาเหมือนเป็นธรรมเนียมต้องทักทายกันเหมือนเราอยู่บ้าน af เดียวกัน 5555

22:00 น. ได้เวลาเข้านอน
ผมกำลังจะเข้านอน มีคนเข้าๆออกๆห้องมาเรื่อยๆ เพื่อนเตียงล่างของผมเป็นสาวฝรั่งอีกเช่นเคย รวมๆแล้วห้องนี้นอกจากผม ฟิลิป แล้วก็น้องคนไทยที่มากับกลุ่มเพื่อนๆ นอกนั้นเป็นสาวฝรั่งทั้งสิ้น อ้อๆ ยังมีคนเอเชียที่เก็บตัวคนนั้นอีกคน สรุปแล้วคืนนี้ผมต้องนอนรวมกับสาวๆฝรั่งนับไม่ถ้วนหรือเนี่ย….

อีกสิ่งนึงที่ค่อนข้างงกังวลกับที่นี้คือช่องว่างด้านใน ที่ทะลุลงไปด้านล่าง สิ่งที่ผมกลัวคือผมชาร์ตแบตโทรศัพท์และ แทปเล็ตไว้ข้างๆตัว กลัวจะเผลอนอนดิ้น ตกไปใส่หัวฝรั่งสาวด้านล่างเอา 5555

ที่นอนที่นี่จัดว่าหลับสบายครับ แอร์กำลังดี คนเข้ามาหลังๆเห็นว่านอนๆกันแล้วเค้าก็จะปิดไฟ รู้สึกตัวอีกที ตีสามกว่า กลุ่มน้องๆคนไทยมาครับไม่รู้ไปไหนมากลับกันดึกๆ พยายามลดเสียงแต่ก็ยังได้ยิน ลูกค้าที่นี้ผมมองว่าน่ารักแทบทุกคนนะครับ นอนกันเงียบสนิท เสียงกรน เสียงตดไม่มีเลย ยังกะผมนอนคนเดียวยังไงยังงั้น และก็เผลอหลับไป

วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559 วันสุดท้ายของการเดินทาง

6:30 น. อรุณสวัสดิ์เช้าวันสุดท้ายที่อยุธยา
เมื่อคืนผมได้พักผ่อนจัดว่าเต็มที่ ตื่นมาด้วยความสดชื่น อาบน้ำอาบท่า พร้อมลุยหาของกิน ที่นี่  มีขนมปัง แยม กาแฟให้เป็นมื้อเช้า  แต่จะเริ่มตอนแปดโมงซึ่งท้องผมรอไม่ไหว ผมจึงออกไปเดินชมหน้าโฮสเทล กลับมาพร้อมกับเสบียงนิดๆหน่อย ก็พบกับ เพื่อนคนเดิม ฟิลิป ฟิลิปกำลังจะเดินทางไปสถานีรถไฟ เพื่อที่จะไปลพบุรี ตอนนี้เขารอเช็คเอ้า ผมจึงถามว่าเขาจะไปยังไง ฟิลิปบอกว่า คงนั่งรถตุ๊กๆไป ผมบอกไม่เป็นไร ไหนๆท้องผมก็อิ่มแล้ว ผมจะออกไปเที่ยวรอบๆเมืองสักหน่อยเดี๋ยวผมไปส่ง

20160123_071436

ระหว่างรอ staff check out พิลิป ได้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในอยุธยาให้กับผม 555ผมมาอยุธยาครั้งแรก ต้องมาให้ฝรั่งแนะนำสถานที่เที่ยว ที่ไม่น่าพลาดกับคนไทยแท้ๆอย่างผม 555 พิลิปแนะนำ วัดไชย กับพระราชวังโบราณมาบอกสองที่นี้สวย นอกนั้นธรรมดา ยูลองไปดู เขาเช่ามอไซค์ตะเวณมารอบแล้ว

7:30 น. ขับรถในอยุธยาโดยมีฝรั่งเป็นเนวิเกเตอร์
หลังจากพิลิปเช็คเอาท์เรียบร้อย ผมก็จัดแจงรถผมสักหน่อย  เนื่องจากรกมาก กระเป๋าพี่แกใบใหญ่แบบแบคแพคเกอร์  ผมก็เปิดหาแผนที่ตัวเมืองที่ได้จากเค้าเตอร์ เพื่อที่จะดูสถานีรถไฟ ฟิลิปบอก ไม่เป็นไรเดี๋ยวไอนำทางเอง ฟิลิปพูดอย่างมั่นใจเนื่องจากเค้าอยู่นี่แว้นไปทั่วแล้ววว

IMG_5477

พิลิป นำทางผมมาจนถึงสถานีรถไฟ  หลายคนอยากเห็นหน้าพิลิป แต่ผมไม่ได้ถ่ายรูปมาครับ 555   พิลิปขอบคุณผมหลายๆอย่าง เราล่ำลากันเป็นพิธี  พิลิปอวยพรให้ผม “Have a nice trip and Good luck” ผมตอบอย่างเต็มปากเต็มคำ “Me toooooo” 555 ตั้งใจจะตอบ You tooo แต่ดันตอบผมมาคิดอีกทีโคตรขำตัวเองเลย พิลิปคงงงเหมือนกัน

8:00 น. สิ่งที่ไ่ม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
หลังจากส่งฟิลิปเรียบร้อย ผมขับรถมุ่งหน้าสู่วัดไชยวัฒนาราม ตามคำแนะนำของฟิลิป มองเห็นแต่ไกล สวยมากจริงๆครับ ผมรีบจอดรถนักท่องเที่ยวยังไม่มี แน่สิครับมันพึ่งเปิดผมสะพายกล้องซื้อตั๋วในราคาสิบบาท เดินเข้าไป ก้าวแรกพร้อมกลับยกกล้อง กด “แชะ” “No memory card” เห้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ผมอุทานในใจแบบว่าดังมาก ตายห่า เมื่อคืนเอาการ์ดไปเสียบคอมเปิดดูรูป ลืมเอาใส่กลับ และคอมอยู่บนเตียงที่โฮสเทล

ไม่คิดว่าก้าวที่สองของการเข้ามาที่นี่คือ ก้าวเท้ากลับไปขึ้นรถรีบปึ่งกลับมาที่โฮสเทล ณ เวลานี้ทุกคนตื่นแล้ว ด้านล่างมีหนมปังไว้คอยบริการ ไม่ เดี๋ยวผมขึ้นไปก่อน แถมไหนๆแล้ว ขอเช็คเอ๊าท์ด้วยเลย ผมรีบตรงผ่านบรรดาสาวๆฝรั่งพร้อมกับเปิดห้อง “แกร๊ก” ภาพที่ผมเห็นเต็มตาคือ สาวฝรั่งที่นอนใกล้ๆประตู กำลังใส่เสื้อโดยที่เธอสวมชุดชั้นในอยู่ O_O เธอเห็นผมเธอก็เฉยๆ แต่ผมสิตกใจรีบคว้า กระเป๋ารีบลงมาด้านล่าง

ผมแวะมานั่งแคปเจอร์ความจำกินขนมปังสักพัก พอรองท้องได้ก็เก็บอาการเพื่อที่จะกลับไปยังวัดไชยวัฒนารามต่อ

9:00 น. วัดไชยวัฒนาราม
เหมือนดั่งเดจาวู ผมเหมือนเคยมาที่นี่แล้ว 555 ก็ใช่น่ะสิเอ็งอ่ะมาที่นี่แล้วเมื่อเช้า แต่เอ็งอันลืมการ์ดจึงต้องกลับไปเอา ที่นี่สวยครับ ยิ่งใหญ่อลังการ อยากให้อยู่ให้ลูกๆหลานๆได้เห็นและภูมิใจ เดินรอบๆ ผมได้เห็น ช่างกำลัง บูรณะบางส่วนไปเรื่อยๆ นึกถึงข่าวน้ำท่วมทีไร เป็นห่วงวัดนี้ทุกทีครับ มาดูสถานที่จริงแบบว่า ติดริมน้ำเลยแฮะ

IMG_5584

ข้อมูลจาก wiki บอกไว้ว่า วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. 2173 ขึ้นเพื่ออุทิศผลบุญนี้ให้กับพระราชมารดาของพระองค์ และอีกประการหนึ่งวัดนี้อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือเขมรด้วย จึงทำให้มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมส่วนหนึ่งมาจากปราสาทนครวัด

IMG_5589

เอาเป็นว่าไม่รู้จะบรรยายอะไรดูรูปแทนละกันครับ อิอิ

IMG_5603

10:00 น. จุดหมายสุดท้ายของการเดินทาง พระราชวังโบราณ
จบจากวัดไชยแล้ว ผมเดินทางกลับมาฝั่งเกาะเมืองต่อ ใจกลางเมืองแห่งนี้มีพระราชวังโบราณตั้งอยู่ ซึ่งก็เป็นอีกที่ ที่พิลิปแนะนำให้มา ผมจอดรถเดินผ่านบรรดาร้านขายขนมมากกมาย ชวนให้เสียเงิน แต่ทริปนี้เงินผมใกล้จะหมดและ จึงต้องยับยั้งใจก่อนที่จะเตลิดไปมากกว่านี้

ผมเดินผ่านวัดและวิหาร ซึ่งมาทราบในภายหลังว่า”วิหารพระมงคลบพิตร” ซึ่งด้านในมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากกกก เป็นวิหารที่ ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยแต่ได้รับการทำนุบำรุงรักษามาเรื่อยๆ IMG_5609

เดินเข้ามาเรื่อยๆ ผ่านป้ายแสดงความเป็นมรดกโลก เสียค่าเข้าชมอีกสิบบาท สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือ สถาปัตยกรรมโบราณ ที่สวยสดงดงามและยิ่งใหญ่ นั้นคือ พระราชวังโบราณ

IMG_5639

พระราชวังโบราณ แห่งนี้เคย เป็นที่ประทับของกษัตริย์หลายพระองค์ หากจะเล่าจะกลายเป็นวิชาประวัติศาสตร์ไป เอาเป็นว่าเดินถ่ายรูปท่ามกลางอากาศร้อนๆ แต่มีลมเย็นๆพัก และชื่นชมความอลังการของกรุงศรีอยุธยาในอดีตเรื่อยๆ

IMG_5635

11:00 น. ปิดทริป ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ดีๆ ตลอดสามวันสองคืน
ได้เวลาที่จะต้องเดินทางกลับแล้ว จบแล้วสำหรับทริปนี้ ผมออกเดินทางกลับกรุงเทพ ขับรถพร้อมกับนึกย้อนถึงประสบการ์ต่างๆ ที่ผ่านมาตลอดสามวันสองคืนนี้ ได้พบ ได้เจออะไรมากมาย ซึ่งถ้าหากผมไม่กล้าที่จะก้าวออกมา ก็คงไม่พบประสบการณ์ดีๆแบบนี้

ทำไมนะ หลังจากทริปนี้ผมก็นึกถึง Trip ต่อไปในอนาคตซะและ จะไปไหนดี ไปยังไงดี ?? รอเวลาที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ อีกครั้ง

สิ่งนึงที่ยังติดค้างไว้ตอนกลางคือ มนต์สเน่ห์ของการพักโฮสเทล นั้นคือ ที่นี่มักจะเป็นแหล่งรวมของนักเดินทาง ทำให้เราได้รู้จักคนมากขึ้น ได้เพื่อนใหม่ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางที่แต่ละคนประสบพบเจอมา บรรยากาศที่เหมือนบ้าน คุยกันสนุกสนาน นี่แหละครับที่โรงแรมไม่ว่าจะราคาแพงขนาดไหนก็ให้เราไม่ได้ครับ

IMG_5615

สุดท้ายการเดินทางของผมก็ต้องจบลง เพื่อที่จะรอโอกาสใหม่เริ่มต้นเดินทางอีกครั้ง ขอบคุณพี่ๆนักตกปลาที่เป็นเพื่อนกางเต้นท์ ลูกจ้างคนขายจักรยานชาวเมียร์ม่า ที่อุส่าพาแว้นมอไซค์ไปกดเงิน พี่ประจำจุดขายตั๋ววัดศรีชุมที่คอยแนะนำสถานที่เที่ยวในอุทยานสุโขทัยให้กับผม พิลิปเพื่อนที่โฮสเทลที่ได้คุยและแลกเปลี่ยนการท่องเที่ยว

ก่อนจบขอยกคำๆนึงจากรายการหนังพาไปนะครับเพราะชอบคำนี้มากๆ นั้นคือ “จุดหมายปลายทาง อาจไม่ใช่ที่สุดของความงดงาม” แล้วเจอกันทริปหน้า วะหะหะหะหะ

 

 

ขับรถเล่นกว่า 1500 km ตาก สุโขทัย อยุธยา ของแถมที่ได้คือประสบการณ์(Part แรก)

“บ้าไปแล้ว” คำที่คนรอบๆตัวเอ่ยเมื่อผมเล่าโปรเจคออกทริปลุยเดี่ยวของผมให้ฟัง  555 ก็บ้าจริงๆแหละครับ อยากลองดู ได้โอกาสลางานสองวันรวมเสาร์อาทิตย์ได้ 4 วัน เอาเป็นว่าเดินทางสักสามวันอีกวันพักละกัน วางแผนเสร็จสรรพ เริ่มที่บางบ่อ ไปยังแม่สอด แล้วขึ้นไปนอนแม่เมย วันที่สองลงมาสุโขทัย กลับมานอนอยุธยา แล้วถึงกลับบ้าน ถ้าสรุปแค่นี้ ก็เหมือนไม่มีอะไร แต่จริงแล้ว สุดยอดประสบการณ์กำลังจะเกิดขึ้น

23-1-2559 15-45-10

อ้อ ผมยังเล่าไม่หมด นอกจากการขับรถเล่นของผมในครั้งนี้ สิ่งที่ผมอยากทำอีกอย่างคือ ถ่ายรูปดาวครับ มือสมัครเล่นน่ะครับ หาบทความเอย ถามท่านผู้รู้เอยเพื่อที่จะลองถ่ายรูปด้วย แต่แล้ว ด้วยความพลาดของผมอย่างแรง ก่อนเดินทางได้สองวัน ผมเช็คปฏิทิน ข้างขึ้นข้างแรม พบว่า ขึ้น 14 ค่ำ โอ้ อีกวันเดียวก็จะเต็มดวงและ ไม่ต้องคิดต่อและดงดาว ไม่เห็นกันพอดี ดวงจันทร์สว่างซะขนาดนั้น

หลังจากที่ทราบเรื่องนี้ในใจก็คิดเนาะ เออ ไม่เป็นไรเที่ยวเอามันส์และกัน และการเดินทางก็กำลังจะเริ่มขึ้น หลากหลายอารมณ์หลากหลายประสบการณ์ จึงต้องการบันทึกไว้เป็นความทรงจำ ……..

 

วันพฤหัสบดีที่  21 มกราคม พ.ศ. 2559 (ขึ้น 14 ค่ำ T T)

3:00 น. เริ่มออกเดินทาง
เช้านี้ อากาศแจ่มใสไม่เหมือนกับ สองสามวันที่ผ่านมา ซึ่งฝนตกหนักทุกวันเลย ขับรถออกจากหมู่บ้าน ผ่าน รปภที่กำลังฝันหวาน รถบนถนน ไม่เยอะมาก มาเรื่อยๆ  ผ่านอยุธยา ชัยนาท สิงห์บุรี อุทัยธานี จนมาถึงนครสวรรค์ แวะเติมแกส เข้าห้องน้ำแล้วเดินทางต่อ ผ่านกำแพงเพชรซึ่งที่นี่ก็มีอุทยานประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นมรดกโลกอีกแห่ง แต่ไม่แวะครับ 555

IMG_5320

8:00 น. ถ้าเมารถคงมีอ๊วกกันบ้างแหละ
ผ่านกำแพงเพชรมา ดวงตะวันโผล่ขึ้นมาทักทาย ผมแวะปั้มอีกครั้งเพื่อเติมพลังทั้งคนทั้งรถ ก่อนจะเลี้ยวซ้าย เข้าไปยังแม่สอด การเดิมทางที่พึ่งเริ่มต้น แต่เหมือนจะหน้าเบื่อ  แต่หารู้ไหมว่า ความตื่นเต้น นั้นรออยู่ เส้นทางจากแยกเข้ามายังแม่สอด ต่างจาก ที่ขับมาทั้งคืน ทั้งชันและคดเคี้ยว แต่จุดพีทอยู่ที่ รถบรรทุกครับ ขับกันเร็วมาๆ(ขาลง) และช้าาาาามาก(ขาขึ้น) ถ้าข้ามฝากมาชนคงแบนแต๊ดแต๋แน่ หรือตอนเร่งเครื่องแซง ลุ้นกันเกร็งเลยทีเดียว

นอกจากบรรดารถบรรทุกแล้ว มีสิ่งนึงที่ผมพึ่งเคยเห็นครั้งแรกในชีวิตนั้นคือ ที่หยุดรถฉุกเฉิน มองภายนอกนึกว่าเนินจั้มฟ์ แบบที่อยู่ในเกมส์ 555 ถ้าคิดไม่ออกผมได้แคปหน้าจอจาก google street view มาให้ชม นี่เลย เนินจัมฟ์ในตำนาน 555

23-1-2559 15-58-00

ผมได้ลองหาข้อมูลดูพบว่าเจ้าที่หยุดรถเนี่ย เคยใช้งานจริงๆมาแล้วมากมายและได้ผลอย่างมาก โดยจะสร้างไว้เพื่อแก้ เวลารถขนาดใหญ่เบรกไม่อยู่ และจะสร้างบริเวณที่ ถนนมีความลาดชันมากกว่า 7% !!!

9:45 น. มิงกาละบาแม่สอด
เอ๊ะ ผมไม่ได้ข้ามไปเมียร์ม่านะ แต่ข้ามไม่ข้ามก็เหมือนกัน ที่นี่ชาวเมียร์ม่าเยอะมากกกก และที่นี่ก็เจริญมากด้วย มีทั้งสนามบิน มีห้างมากมกายรวมถึงโลบินสันแม่สอดครับ เจริญกว่าบ้านผมอีก 5555 มาถึงนี่ แต่จุดหมายของผมอยู่เลยไปอีกหน่อยนั้นคือ “คลัง 9” แหล่งรวมจักรยานนำเข้ามือสอง มากมายมาเป็นโกดัง

10:00 น. คลัง 9 แหล่งรวมจักรยานมือสองนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดในไทย
ที่นี่มีจักรยานเยอะมากครับ หลายร้านด้วย ทุกร้านมีคนขายเป็นชาวเมียร์ม่า ลองได้เต็มที่ มีหลากหลายสภาพหลากหลายราคา แต่เมื่อคุยเรื่องราคาต้องปวดหัวเพราะว่า ฟังพี่ๆคนขายแถบไม่รู้เรื่อง จริงครับ ครั้งแรกเลยที่ ซื้อของในประเทศตนเองแต่ฟังแทบไม่ออก แต่พวกพี่ๆเค้าใจดีนะครับ เสียดายสถานที่ห้ามถ่ายภาพบรรยากาศ จึงได้แต่ถามราคาและถ่ายรูปจักรยานมาให้ชมแทน

คันนี้เบสิคครับ มีเกียร์ โช๊คอัพ ล้อ 20 สภาพไปปั่นไปตลาดก็ถึง 555 ราคา 1500 เท่านั้น20160121_100338

จนมาถูกใจ สองคันนี้ครับ ยี่ห้อเชฟ คันแรกมีเกียร โช๊คอัพ ล้อ20 ราคา 3500 กับอีกคัน คันเล็ก ล้อ 16 ไม่มีโช๊คอัพ ราคา 1800 เดิมๆ ทั้งคู่เปลี่ยนเบาะหน่อย ขี่แว๊นได้เลย 5555

20160121_10314420160121_101620

ต่อรองราคาเสร็จสรรพ ควั๊กกระเป๋าตังมาจ่าย อ้าวววว ไม่มีเงิน ลืมกดเงินมาสิครับ
ผม:พี่ๆ แถวนี้มี ATM ตรงไหนครับ พอดีไม่ได้กดเงินมา
พี่คนขาย:มีๆ ด้าน้ะ(สำเนียงฟังยากๆ)
ผม:งั้นเดี๋ยวมาผมขอไปกดเงินก่อน
พี่คนขาย: มาๆๆ เดี๋ยะพาซ้องมอไซป่ะ

โห สุดยอด มีน้ำใจมาก เค้าพาผมซ้อนมาไซค์ไป หน้าปากซอยเพื่อกดเงินครับ จริงๆ พี่คนขายชาวเมียร์ม่าคนนี้จริงๆเค้าไม่ใช่เจ้าของร้าน แต่เป็นลูกจ้าง ให้กับเถ้าแก่ของเค้าอีกที ทั้งสองคนน่าจะเป็นคนเมียร์ม่า ที่มีเชื้าติทางเอเชียกลางนะ ผมรู้สึกว่าทั้งสองคนเหมือน คนอินเดียมากกว่า

แล้วผมก็ซ้อนมอไซค์ชาวเมียร์ม่าไป  เป็นครั้งแรกเลยครับ 555 แปลกดี แต่ก็ขอบคุณมากครับ ผมไม่ได้ถามชื่อพี่คนขายมาหรอก นอกจากนั้นเค้ายังพยายามเข้าไปเจรจาต่อรองราคากับเถ้าแก่ให้ จนสุดท้าย เค้ายังช่วยขี่จักรยาน มาส่งและพับขึ้นรถ

20160121_105259

ลืมบอก เวลาซื้อจักรยานที่นี่ ราคาเค้าจะบอกมารวมภาษีแล้วนะครับ ภาษีอะไรสักอย่าง เวลาซื้อคนขายเค้าจะ ปั่นจักรยานไปเอาเอกสารแสดงภาษี ไว้ยื่นให้เจ้าหน้าที่ดู

ตัดกลับมาที่รถ ตายล่ะ แค่ของแคมปิ้ง ด้านหลังก็แทบจะใส่อะไรเพิ่มไม่ได้ แล้วจักรยานสองคันนี้ล่ะ ซื้อมาแล้วยังไงต้องเอากลับ สุดท้ายก็ยัดลง  แต่ผมนี่สิเหงื่อท้วมตัว เสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยเปื้อน 555 IMG_5331

11:00 น. สุดประจิมที่ริมเมย
ออกรถย้อนกลับมาทางแม่สอด ตลาดริมเมย ตลาดขายของพื้นบ้าน ริมชายแดนเมียร์ม่า ในตลาดผมว่าก็เหมือนทั่วๆไป ขนม ถั่วต่างๆ แป้งเมียร์ม่า เสื้อผ้า เครื่องแกะสลัก ซึ่งผมเดินไม่นาน ก็ออกเดินทางต่อ

IMG_5322 IMG_5328 IMG_5330

13:00 น. เส้นทางไม่ได้โรยด้วยลาดยางเสมอไป
เพราะอาทิตย์ยังแผดเผาอากาศก็ร้อน ได้เวลาเดินทางต่อ หลังจากเติมซื้อเสบียง ไก่ย่างห้าดาวและข้าวเหนียว เพื่อเป็นมื้อเย็นบนดอยอันเดียวดาวของผมในคืนนี้ ออกจากแม่สอดมามุ่งหน้าไปยังอุทยานแห่งชาติแม่เมย แผนผมคืนนี้ผมจะไปนอนม่อนกิ่วลม เพื่อไปดูดาวในยามค่ำคืนและตื่นเช้ามาดูทะเลหมอก

IMG_5336

100 km แรกเส้นทางที่มุ่งเหนือไปยังแม่ฮ่องสอง เป็นทางราบปกติ  มีเขาบ้างนิดๆหน่อยๆ ผิดกับเส้นจากตากมายังแม่สอด แถมรถยังน้อยอีกด้วย ขับรถเพลินๆ จะสังเกตุเห็นหมู่บ้านที่ถูกล้อมรั่ว มีป้อมถี่ๆ เป็นจุดๆ มีเจ้าหน้าที่ใส่ชุดลายพรางประจำป้อม ผมแวะจอดรถเพื่อเข้าไปพูดคุยสอบถามกับเจ้าหน้าที่ ชุมชนนี้คือ ชุมชนผู้ลี้ภัยสงคราม ส่วนใหญ่ข้ามมาจากเมียร์ม่า ผู้อพยพที่นี่ไม่สามารถออกมาด้านนอกได้ แต่เค้ายังมีโอกาสอพยพไปประเทศที่สามเช่นอเมริกา ญี่ปุ่น หรือทางยุโรป หากเค้าผ่านการสัมภาษณ์

IMG_5474 หลังจากขอบคุณคุณเจ้าหน้าที่ผมก็เดินทางต่อ ขึ้นเหนือมาเรื่อยๆ ก็เจอทางเลี้ยวเข้าอุทยาน มีรถที่พึ่งลงมาจอดพัก คนบนรถมองด้วยสายตาแปลกๆ ประมาณว่า มึงจะไปจริงๆ หรอ ผมเก็บความสงสัยเอาไว้ มุ่งหน้าสู่ความลาดชันอันไกลโพ้น 555 อีก 7 กม. จะถึงที่ทำการแล้ว

ผ่านไปร้อยเมตรแรก สองร้อยเมตร สามร้อยยย ผมก็ค้นพบกับพื้นผิวดาวอังคาร ดาวอังคารแบบนรกด้วย ทั้งชัน ทั้งหลุม บางจุดพื้นหายไปครึ่งเลน ไม่เหมาะกับเก๋งติดกระโปรงอย่างยิ่ง

IMG_5337

15:00 น. ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่เมย
หลังจากผ่าน 6 km ผิวดาวอังคารและความชันแห่งมาเชี่ยนมาได้ ก็จะพบกับอุทยานนนนนนนน แห่งชาติแม่เมย อุทยานแห่งนี้มีจุดที่ให้ นักท่องเที่ยวอย่างเราๆท่านๆได้กางเต้นท์ตั้งหลายจุด ตั้งแต่ที่ ที่ทำการอุทยานเอง หรือจะไปกางตามม่อนต่างๆไม่ว่าจะ กิ่วลม ครูบาใส

IMG_5345

ผมเข้าไปทักทายและชำระเข้าธรรมเนียมตามปกติ และได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ เพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆ

ผม: ตรงไหนน่ากางเต้นท์บ้างครับ
เจ้าหน้าที่:กางตรงริมน้ำตกหรือ ด้านหลังตรงนี้ก็ได้ครับ
ผม:ตรงม่อนกิ่วลม สามารถกางเต้นท์ได้ไหมครับเห็นว่าสวย
เจ้าหน้าที่:ได้ครับ หรือจะกางที่ม่อนครูบาใสก็ได้ครับ ม่อนกิ่วลมไปอีก สิบกว่าโล ม่อนครูบาใส อีก 7 โล

ผม:ด้านบนมีห้องน้ำไหมครับ
เจ้าหน้าที่:มีครับแต่ไม่มีห้องงอาบน้ำ

ผม:ด้านบน ถ้ากางเต้นท์คนเดียวน่ากลัวไหมครับ เห็นว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ และผมมาคนเดียว
เจ้าหน้าที่:ไม่น่ากลัวครับ น้องเป็นคนแรกที่มาวันนี้ ยังไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลย

ทำเอาผมกังวลใจนิดๆว่าจะเอาไงดีวะ ไปกางคนเดียว จะหลอนไหมเนี่ย คิดต่างๆ นาๆ

เจ้าหน้าที่:ลองขึ้นไปดูก่อนก็ได้ครับ ถ้าไม่ไหวค่อยกลับมาด้านล่าง

เอาวะลองดู สุดท้าย ผมถามถึงทางที่จะขึ้นไป ได้คำตอบว่า เหมือนกับที่ขึ้นมาครับ -_-”

IMG_5344

ผมขนเสื้อผ้าลงจากรถ เพื่ออาบน้ำอาบท่า เผื่อที่จะนอนบนนั้นจริงๆ จะได้ไม่เสียเวลา ระหว่างที่อาบ น้ำที่สุดจะเย็น ในอุทยานที่เราเป็นนักท่องเที่ยวคนเดียว ก็คิดไปเรื่อยๆ  จน เอาไง เอากันไหนๆ ก็มาแล้ว

16:00 น. ลุ้น
เสร็จธุระส่วนตัว ผมออกเดินทางต่อ เพื่อไปเสี่ยงดวงเอาข้างหน้าว่า จะมีนักท่องเที่ยวกางเต้นท์ไหม ถ้ามีอย่างน้อยผมก็มีเพื่อน ไปกางเต้นท์ในที่เปลี่ยวๆ กลางค่ำกลางคืนคนเดียว ผมขับรถมาต่อ ทางขามาอุทยานเป็นไง ต่อจากนี้ก็เป็นอย่างนั้น ดางอังคารแห่งมาเชี่ยนไม่มีผิด 5555

IMG_5347

ใช้เวลาเกือบครึ่ง ชม. กับระยะทางเพียง 7 km จริงครับ ค่อยหยอดๆ ถึงอย่างนั้นก็สั่นไปทั้งกระเพาะ แถมยังต้องมาลุ้นอีกว่า จะมีคนอาศัยนอน บนม่อนครูบาใสไหม ที่จริงผมตัดสินใจจะไม่ไปม่อนกิ่วลมแต่แรกเพราะทางเนี่ยแหละครับ เหมือนจะใกล้ แต่ไกล 555 จนแล้วจนรอดผมก็มาถึง ม่อนครูบาใส

16:30 ความจริงปรากฎ
ภาพแรกที่ผมเห็นคือ ลานกว้างงงง สุดลานมีเต้นท์อยู่สามหลังพร้อมกะบะ มีชายฉกรรจ์กำลังเดินไปเดินมาท่าทางมีพิรุธ ผมทำใจดีสู้เสือ “พี่ครับ ขอกางเต้นท์นอนด้วยคนนะครับ”  “เชิญครับๆ” หนึ่งในกลุ่มนั้นตอบกลับ

IMG_5360

ผมจอดรถ เช็คสัญญาณมือถือก่อนเลย ไม่มีครับ AIS DTAC TRUE สักค่าย T T  พร้อมขนข้าวของยังกะย้ายบ้าง ลงจัดแจงกางเต้นท์ ซึ่งห่างจากกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 50 เมตร กลุ่มคนดังกล่าว ทักทายพูดคุยผมตามประสา มาคนเดียวหรือครับ มาจากไหน ยังไง อะไรประมาณนี้ พร้อมกับเริ่ม จุดกองไฟ ในใจ คงไม่ได้จะจับผมหั่นเป็นชิ้นๆ กินเป็นอาหารค่ำนะคร๊าบบบมื้อนี้

IMG_5369

ชายฉกรรจ์ 1 : พี่(เค้าเรียกผมว่าพี่)มาคนเดียวไม่กลัวหรอครับ กล้ามาเลยนะครับ
ผม : ครับเปลี่ยนบรรยากาศ (พร้อมกับหัวเราะกลบความกลัว)
ชายฉกรรจ์ 1 : นี่ถ้าไม่เจอพวกผมยังจะกาง คนเดียวไหมครับ
ผม: คงคิดดูก่อนนะครับ
ชายฉกรรจ์ 2 :พี่เค้ามาคนเดียวคงมีอะไรป้องกันตัวติดมาด้วยบ้างล่ะหน่า
ผม : แหะๆๆๆ ก็มีบ้างครับ (นี่ทำพูดดีไป … ในใจผมคิดว่าสติเนี่ยแหละครับ เครื่องป้องกันชั้นดีของผม)
ชายฉกรรจ์ 3:ในรถพี่เค้าทั้งปืนเอย ระเบิดเอย นี่รู้ไหมครับ แถวนี้พม่าเยอะ เกิดมันย่องมาตอนดึกฆ่าเราไม่ทันร้องเลย
ชายฉกรรจ์ 1 :หรือถ้าพวกผมเป็นคนร้ายเองจะทำยังไงครับ สัญญาณมือถือก็ไม่มี
ผม: งั้นผมกราบลาละครับ T T
ชายฉกรรจ์ 1:เดี๋ยวๆๆ ผมพูดเล่นน่ะครับ 55555
IMG_5401

หลังจากผูกมิตรเรียบร้อย พระอาทิตย์ยัง ไม่ตกไหนๆก็ไหน ซ้อมไว้หน่อยจักรยานที่ซื้อมา ว่างนัก ปั่นเล่นบนดอยแม่งเลย 5555 (ขออภัยหากดูเถื่อน มีไว้เพื่อป้องกันตัวครับ 555)

IMG_5379

หลังจากเตรียมแผนสำรอง หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะปั่นจักรยานลงเขาเนี่ยแหละ ก็ได้เวลาสำรวจรอบๆ ห้องน้ำครับ เพราะยังไงคงหนีที่นี่ไม่พ้น ห้องน้ำหรอครับ อย่าเรียกงั้นเลยครับ เป็นส้วมซึมที่ไม่มีน้ำ อึคงไม่ไหวถ้าข้าศึกไม่บุกจวนตัวจริงๆ แค่ฉี่ยังไม่ค่อยจะกล้าเลย  ห้องน้ำมีสองห้องอีกห้องปิดตายอยู่ ไม่รู้ว่าห้องงข้างๆ มีศพอยู่ไหม จินตนาการเข้าไป 5555 เอาเป็นว่า ถ้าดึกปวด บอกได้คำเดียว “อดทน”

IMG_5404

18:00 น. เมื่อความมืดเข้าครอบงำ
พระอาทิตย์ตกแล้วครับ หลังจากทำความคุ้นเคยกับกลุ่มชายฉกรรจ์ ผมขอเปลี่ยนชื่อพวกพี่ๆ เค้าเป็น นักตกปลานะครับ เพราะ จากการนั่งคุยกัน เนียนๆ ไปพบว่า พี่ๆเค้ามีอาชีพทำเรือตกปลาอยู่เกาะสีชัง ปีนึงจะมาเที่ยวกับเเพื่อนๆหนนึง ครั้งนี้พวกเขามีเวลา 1 อาทิตย์ วันนี้เป็นวันแรกของเขาและพรุ่งนี้เค้าจะไปต่อที่แม่ฮ่องสอน ว่าแล้ว พี่ๆกลุ่มนักตกปลา ก็ย่างปลาหมึกของดีของสีชังให้ผมได้ลิ้มลอง อร่อยมากครับ ขอบคุณมากๆ ทั้งปลาหมึก ทั้งเพื่อนกางเต้นท์ จริงๆแล้วผมถามชื่อมาแต่สุดท้ายก็จำชื่อไม่ได้ แต่ไม่ต้องห่วง ผมจำหน้าได้ครับ หากเจอที่สีชังผมจะเข้าไปทักแน่นอน

IMG_5409

20:00 น. ฝันดีราตรีสวัสดิ์
นั่งฟังพวกพี่ๆนักตกปลาคุยกัน ประสาเพื่อนสนุกสนาน เราก็ได้เวลาพักผ่อนถามว่าง่วงไหม ง่วงครับ  ดีที่คืนนี้เป็นคืนแรม แสงจันทร์สว่างมากมองไปทางไหนก็เห็นไม่มืดมาก แต่ความกังวลเล็กๆ ทำให้ผมถอยรถมาจอดข้างๆ เต้นท์เผื่อเกิดอะไรขึ้น

IMG_5417

ถึงคือนี้ดวงดาวจะน้อย แต่ก็ยังพอมีให้เห็น หลับๆตื่นๆ ฟังพี่ๆคุยกัน พร้อมกับเสียง โรงสีบ้างทำให้ไม่เงียบเหงาดีครับ คร๊อกกกกก คร๊อกกกก ทั้งคืนเลยยยยย

จบแล้วสำหรับ part แรกกับประสบการณ์เที่ยวคนเดียว พรุ่งนี้ ยังมีเรื่องต่างๆมากมายรอเราอยู่ เก็บแรง รับรองอีกรสชาติไม่แพ้วันนี้แน่นอน……

พาเที่ยวไต้หวัน มนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรม เทคโนโลยีและธรรมชาติที่ผสมกันอย่างลงตัว(ครึ่งหลัง)

เข้าสู่ครึ่งหลัง ตอนจบของบทความแล้ว เย้…… ผมหวังว่าท่านที่เข้ามาอ่านบันทึกการเดินทางฉบับนี้จะสนุกไปด้วยกันครับ ต่อกันเลยยยยย

  • เคนจิ ไกด์ชาวไต้หวันผู้ชื่นชอบนิยมประเทศไทย

เช้าวันที่สามของทริป เราต้องตื่นแต่เช้า เพราะเรานัดเคนจิ ซึ่งเป็นไกด์ชาวไต้หวันให้มารับเราที่ โรงแรมตอนเก้าโมง โรงแรม EFCA ที่เราพักมีอาหารเช้าให้ เราจึงฝากท้องที่นี่ อาหารเช้าที่นี่เป็นบุฟเฟ่แนวๆนานาชาติ วันแรกของเราที่โรงแรมของเรามีอาหารจีนเป็นหลัก บะหมี่เย็นญี่ปุ่น และหนมปังเนยแยม มีอย่างนึงที่เอ้ค่อนข้างประทับใจคือน้ำเต้าหู้ เอ๊ะหรือนมถั่วเหลืองคือ ไม่หวานมากครับ กำลังดีเลย

IMG_3010-1

สำหรับแพลนวันที่สามของเรา มีอัดแน่นหลายจุดซึ่ง หากเดินทางโดยรถสาธารณะอาจจะต้องใช้เวลามาก ทำให้ไม่ทัน และบางจุดไม่มีรถสาธารณะผ่าน จึงจำเป็นต้องเหมารถ โดยเราได้เคนจิมาขับรถให้เราโดยมีค่าใช้จ่าย 3000 NT ทั้งวัน โดยเรารู้จักเคนจิผ่าน Line ตั้งแต่ก่อนมาที่นี้ และเคนจิเป็นที่ปรึกษาค่อนข้างดี อ้อ แอบเช็คราคาTaxi ของ โรงแรม เดินทาง 3-4 คน 8 ชั่วโมง ราคา 4000 จึงเอาแหละถือว่าไม่แพง

ตึ๊ง..นึง… เสียงไลน์ดัง  เอาล่ะ เก้าโมงและถึงเวลานัด เคนจิตรงเวลามาจอดรอและไลน์มาหาเรา พวกเราเดินไปเพื่อพบกับเคนจิ แรกเลย พวกเราคิดต่างๆนานา ว่าเคนจิจะขับรถอะไรมารับเรา และเคนจิมีอาชีพอะไร เราก็ได้คำตอบเมื่อเจอเคนจิ

รถของเคนจิเป็น E-class รุ่นเก่า ซึ่งปกติแล้ว taxi ที่นี้จะเป็น toyota wish โอ้แปลกไม่เหมือนใคร อยู่ไทเปจนจบทริป รถเคนจิเนี่ยแหละแปลกสุด 555 และอยากบอกเพื่อนๆไว้อย่างคือ ที่นี้พวงมาลัยซ้ายนะครับ เดินขึ้นรถดูด้วยครับ เดี๋ยวเค้าจะนึกว่าเราขับเองแบบในคลิป ปล่อยไก่ตัวโต 555

พูดถึงเคนสักหน่อย จากการสัมภาษณ์  เคนเคยมาเรียนภาษาที่เชียงใหม่ ทำให้พูดภาษาไทยได้บ้าง และมาไทยแล้วประมาณ 5-6 ครั้ง ชอบเมืองไทย ชอบเพลงไทยเช่น “ฝากใจแลกเบอร์โทร” เคนบอกว่า สงกรานต์ไทยเปิดแต่เพลงนี้ ชอบเล่นมุขไทยๆเช่น เคนว่า เคนชื่อเคน หล่อเหมือนคนชื่อเคนที่ไทยคือคนนี้ พลางเปิดมือถือให้ดูเป็นรูปเคน ธีรเดช -_-” แต่ก็มีสิ่งที่เราต้องกังวลบ้างคือ ตอนเคนจินึกคำในภาษาไทย เคนจะใช้สมาธิอย่างสูง เคนๆๆๆๆ รถๆๆๆ หลายครั้งที่โดนบีบแตรใส่ ทำเอาเสียวๆเหมือนกัน หากมองมุมกลับกันเคนคงหนักใจไม่น้อยในการเรียกชื่อพวกเรา เอ เอ้ เต้ ชื่อเหมือนกันซะ 555

กลับมาที่การเดินทางของเรา เรานั่งรถเคนจิ ออกมานอกเมือง บรรยากาศรอบๆ ที่เป็นเมืองเริ่มหายไปแทนที่ด้วยภูเขา แถมเป็นภูเขาที่เขียวชะอุ่มด้วยซ้ำ บ้านเราจะหาภูเขาเขียวๆก็มีแต่อุทยานแห่งชาติ ที่อื่นหรอ โดนตัดต้นไม้ทำไร่ ทำสวนหมดแล้ว 5555

วิวประมาณไหนหรอ ดูจากรูปล่ะกัน แต่บอกไว้อย่าง ตาเห็นเองสวยกว่าในรูปเยอะ  ด้านซ้ายเป็นภูเขา หน้าผาที่สูงชัน ด้านขวาคือทะแลแปซิฟิก ที่กำลังคำรามมมมมมมมม แฮร่รรรรร

IMG_3031-1

IMG_3023-1

  • Yehliu geopark หินรูปเห็ดกับทะเลแปซิฟิก

เคนขับรถพาเรามาเรื่อยๆ จนมาถึงสถานที่นึง อ้าวเคนที่นี่ยังไม่ใช่ Yehliu นิ เคนบอกเราจะแวะที่นี้กันก่อน ดูจากในรถ สวยอย่างที่เคนบอก พอเปิดประตูรถบุ๊ป ปะทะเข้าที่หน้าเลยครับ ลมครับ ลมแรงมาก เพราะแถวนั้นมีเมฆฝนด้วย นี่นึกภาพไม่ออกเลยว่าตอนไต้ฝุ่นเข้าจะขนาดไหน นี่แค่ลม ลมจากทะเลแปซิฟิก คลื่นก็แรง ตกไปตายลูกเดียว

IMG_3039-1

มองด้านล่างว่าสวยแล้ว เราลงเดินตามฝูงชนไป บริเวณนั้น โอ้โห เป็นผา เอ๊ะหรือเป็นแหลมเนี่ย พื้นที่เรายืนอยู่มีลักษณะเหมือนทรายแข็งตัว เดินไปเรือยๆ สูงขึ้นๆ มีหน้าผา มองลงไปมีแต่หิน แต่ก็ยังเห็นคนท้องถิ่นตกปลาบ้าง แต่เรา เสียว เว้ยยยย ลมก็แทบจะปลิววววว กลัวมากจะโดนลมพัดตกทะเล 5555

ที่หน้าผาแห่งนี้ ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันชื่ออะไร แต่สามารถมองเห็น yehliu geopark ได้จากที่นี่ โดยที่เห็นไกลๆเป็นแหลมยื่นน่ะใช่เลย มองไปรอบๆคิดในใจ ลมก็แรง ฝนจะตกป่าวน้อออ ถ้าฟ้าใสก็คงดี ถ่ายรูปออกมาจะได้สวยๆ แต่เคนบอกว่า ถ้ามาหน้าหนาวจะไม่ค่อยหน้าเที่ยวเพราะจะหนาวมากเนื่องจากลมแรงงงงงงงงงง มากกกกกกกกกกกกก

panorama-1

IMG_3061-1 IMG_3066-1

หลังจากที่พวกเราเพลิดเพลินกับการถ่ายรูป เรากลับมาที่รถเคนเพื่อที่จะไปยังจุดหมายต่อไป จุดหมายต่อไปของเราคือ อุทยาน Yehliu

IMG_3103-1
เมื่อเปิดประตูรถ ก็ได้รับกลิ่นอาย แห่งหมู่บ้านประมง กลิ่นเหมือนๆ บ้านเพ อ่างศิลายังไงยังนั้น เพราะข้างๆทางเข้า จะมีตลาดขายอาหารทะเลแปรรูปพวกปลาแห้ง ปลาหมึกแห้งไว้บริการ ที่ทางเข้าก็พบกับฝูงทัวร์จีนบริมาณมากมาย ซื้อบัตรและชำระค่าธรรมเนียมจำนวน 80 NT ซึ่งนับว่าไม่แพงเลย เคยดูสารคดีท่องเที่ยว พวกอุทยานในต่างประเทศราคาค่อนข้างโหด เช่นจีน ค่าเข้าทีคิดเป็นเงินไทย 500 บาทขึ้น แต่ที่นี่ไม่แพงเลยครับ

IMG_3141-1

ด้านในอุทยาน Yehliu ต้องเดินจากจุดขายตั๋วเข้าไปประมาณ 400 เมตร ก็จะเห็นฝูงเห็ดหิน ให้มนุษย์โลกได้ถ่ายรูปกัน หินรูปเห็ดนี้เกิดจากธรรมชาติ ลม ฝน คลื่น จึงทำให้ลักษณะภูมิประเทศแถบนี้มีลักษณะแบบนี้ และหินที่ดูจะเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่คงหนีไม่พ้น เศียรราชินี หินรูปร่างคล้ายกับหญิงมีอายุสวมมงกุฎในการ์ตูนดิสนี่ย์ เราจึงเห็นผู้คนต่อคิวกันเพื่อจะถ่ายรูปกับหินก้อนนี้ ส่วนพวกเราหรอ เดินเล่นถ่ายรูปกับจุดอื่นๆ ก็ได้

IMG_3154-1

  • อาณาจักรของแมว Houtong Cat village

นาฬิกาบอกเราว่า ถึงเวลาที่เราต้องไปต่อแล้ว เรานัดแนะกับเคนไว้ให้มารับที่หน้าเซเว่น เพื่อเราจะได้เติมพลังก่อนเดินทางต่อ นั่งรถเคนต่อมาเรื่อยๆ ผ่านหุบเขา แม่น้ำที่สวยงาม จนเข้ามาถึงหมู่บ้าน อันเงียบสงบในหุบเขา ที่นี้ก็คือจุดต่อมาที่เราจะมากัน หมู่บ้านของแมวที่เกาะไต้หวัน หมู่บ้าน Houtong อ่านว่าอะไร ในกลุ่มไม่มีใครรู้ 5555 หมู่บ้านแห่งนี้แต่เดิมคงเงียบสงบ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวเยอะขึ้น เหมือนจะเยอะกว่าจำนวนแมวแล้ว หรือเพราะว่าเรามาวันอาทิตย์หว่า

IMG_3196-1

มาถึงนี่ก่อนอื่นได้เวลามื้อเที่ยง มื้อเที่ยงวันนี้เป็นก๋วยเตี๋ยวสไตล์จีนๆแต่ รสชาติใช้ได้นะครับ เนื้อนุ่ม อร่อยดีราคา 100 NT หากินได้บริเวณสถานี และเมื่อหนังท้องตึงหนังตาหย่อนได้เวลานอน ม่ายช่ายยยย ออกเดินสำรวจแมว อารมณ์ที่นี่เหมือนหมู่บ้านกลางหุบเขา ด้านหน้าอดีตเคยเป็นเหมืองถ่านหิน ปัจจุบันเลิกไปแล้ว แต่ยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงอยู่ ถัดมาเป็นแม่น้ำ ตรงกลางมีสถานีรถไฟ ด้านหลังเป็นภูเขาเล็กๆ โดยมีบ้านเรือนผู้คนอยู่บริเวณนี้

IMG_3182-1

เราเดินข้ามทางรถไฟเพื่อข้ามไปฝั่งหมู่บ้าน ช่วงแรกเราเจอแมวน้อยมากๆ จนเราพบว่า เราต้องสังเกตดีๆ เจ้าเหมียวเหล่านี้ ซ่อนตัวอยู่หลังป้ายบ้าง พุ่มหญ้าบ้าง บนหลังคาบ้าง แมวที่นี่ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคนดี เดินเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ วิวที่นี้ดีมาก ดูสงบ แมวบางตัวนั่งคุยกันบ้าง เล่นกัน หรือทะเลาะกันบ้างตามประสา แต่มีตัวนึงผมชอบเป็นพิเศษคือเจ้าตัวนี่

IMG_3240-1

ตูนี่แหละเจ้าป่า หง่าววววววววววววว

เจ้าตัวนี่นั่งนิ่งไม่กระดิกยังกะรูปปั้น แถมอยู่สูงซะประมาณว่า ตูเนี่ยแหละเจ้าป่า 555555 ไม่ว่าใครจะมาถ่ายรูปก็ยังนิ่งเฉย เท่เจรงๆ 5555 จริงๆ ขากลับผมได้แวะร้านขายของที่ระลึกของที่นี่ ไม่อยากบอกเลยมีแต่ของน่ารักๆๆๆ เต็มไปหมด หมดเงินกับร้านนี้ไปเกือบ 500 NT และที่แปลกสำหรับผมคือ postcard ถ้าบ้านเรา postcard จะนึกถึงประดาษที่ด้านหน้ามีรูปสวยๆ ซึ่งอาจจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ แต่.. postcard ที่นี้ จะมีหลากหลายมาก เช่น เป็นไม้แผ่น เป็นสังกะสี แล้วมีปากกาสีให้เราเขียน ผมซื้อมาเหมือนกันแต่ไม่กล้าเขียน กลัวส่งไม่ถึงไทยแล้วหาย 5555 เสียดาย ไว้ตอนท้ายจะเอาของฝากและ postcard ของหมู่บ้านแมวมาให้ดู

page01

ต่อๆๆๆ ที่นี่ยังมีที่เดินเล่นอีกมากมายนะเสียดายว่า เรามีเวลาไม่เยอะ เราก็ต้องไปกันต่อแล้ว โดยเคนจิ เดินนำไปที่จอดรถ ไอ้เราก็นึกว่าใกล้ๆ แต่เดินไกลพอสมควร เพราะที่จอดรถตรงหมู่บ้านน้อยและวันนี้คนค่อนข้างเยอะ เดินเป็นระยะทางไกลเลยแต่ก็ทำให้เราไม่เบื่อ บรรยากาศดี เพราะลักษณะภูมิประเทศ ตรงกลางเป็นแม่น้ำ ด้านบนเป็นหมู่บ้านของคนในพื้นที่ และมีส่วนที่ดูเก่าๆร้างๆด้วย ด้านข้างมีภูเขาอีก มีครบเลย แต่บรรยากาศกาคืนคงวังเวงพิกล 5555

IMG_3275-1

IMG_3286-1

เดินทางกันต่อ ก่อนที่จะไปกันที่จุดหมายสุดท้าย เคนจิพาเราแวะไปอีกที่ ที่ๆ ทัวร์ไม่พาไปนั้นคือ…. ที่ไหน ผมก็เรียกไม่ถูกเหมือนกัน 555

  • ดันเจียนลับที่เคนจิพาไป 

สถานที่แห่งนี้อยู่เลย jiufen มาอีกครับ ขับรถขึ้นเขาไปเรื่อยๆ สูงขึ้นๆ วิวรอบๆยิ่งสวย หมู่บ้านตั้งอยู่ริมผาวิวสวยงาม ไม่พ้นแม้แต่ หมู่บ้านของคนตาย นั้นก็คือฮวยซุ้ยยย นั้นเอง ระหว่างทางพบเห็นได้ทั่วเลยครับ เค้าสร้างซะสวย นอกจากหมู่บ้านคนตายแล้ว ถนนหนทางก็น่าสนใจไม่แพ้กันโค้งซ้ายโค้งขวาหน้าผา เสียวๆกันไป ประมาณ 20 นาทีจาก jiufen เคนจิก็พามาถึงดันเจี้ยนลับ บนยอดเขาแห่งนี้ แผนที่

 

IMG_3327-1

พวกเรารีบลงจากรถขนลุกเลยครับงานนี้ไม่ใช่ความสวยนะครับ ลมหนาวววว + ฝน ร่มกางแทบไม่ได้ เดินฝ่ากันมาที่ริมผาจุดชมวิว สวยครับ สวยจริงๆ ประเทศไทยหามุมอย่างนี้ไม่ได้ ที่คุณจะอยู่บนยอดเขาสูง มองลงมาด้านล่างเป็นทะเล ส่วนวิวอีกมุมเหมือนที่เคนจิให้ดูรูปตัวอย่างเลย ถนนบนสันเขา สวยครับ แต่ท้องฟ้านี้สิ ไม่เป็นใจกับพวกผมเอาซะเลย หนาว ลม ฝน เราอยู่ได้ไม่นานต้องเผ่น ก่อนขึ้นรถเราแวะซื้อมันครับ แถมโดนทักเป็นคนพิลิบปินด้วย จำได้เลย ครั้งที่ไปสิงคโปรตอนนั้นก็โดนทัก 555  ได้และมันรสเหมือนมันเทศบ้านเรา แต่เนื้อสีเหลือง ร้อนๆหวาน หอม แต่แอบแพงนะ หัวละ 50 NT แหนะ

IMG_3343-1

เส้นทางที่เราเดินทางนั้นมีจุดแวะพักริมทางเรื่อยๆ ก่อนถึง Jiufen เคนก็พาจอดแวะริมทาง ถ่ายรูปอีกรอบ ที่นี่ก็สวยครับแนวเดียวกันกับด้านบนเลย เขาสูงเสียดฟ้ากับน้ำทะเลสุดลูกหูลูกตา เสียดายรูปถ่ายถอดออกมาไม่สวยเท่าตาเห็นครับ อยากให้มาดูเองกันมากกว่าต่างจากรูปเยอะ

IMG_3345-1

  • ถึงสักที ที่หมายสุดท้ายของวัน jiufen เมืองโบราณ

ก่อนเลือกที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง ก็ได้อ่านเรื่องราวของหมู่บ้านโบราณแห่งนี้มาจากหลายๆที่ เป็นหมู่บ้านโบราณที่ได้รับอารยธรรมจากประเทศญี่ปุ่นมาพอสมควร ทำให้คนญี่ปุ่นชอบมาเที่ยวที่นี่ จุดเด่นของที่นี่คือ ถนนโบราณ ซึ่งเป็นถนนคนเดินกว้างไม่เกินสองเมตร สองข้างถนนเป็นร้านขายของที่ละลึกบ้าง ร้านขายขนมบ้าง ขายอาหารบ้าง

IMG_3417-1

เคนพาพวกเราเดินพร้อมกับชิมนู้น ชิมนี่ เต้ถามเคนว่า ให้เคนพาไปซิอะไรที่มานี่แล้วต้องลอง ห้ามพลาดดดด เคนก็เลยพาไปต่อแถวๆนึง แยกจากถนนหลัก มันก็คือ…. เค้าเรียกไรหว่า 5555 ประมาณว่า บัวลอยที่ทำจากเผือกและมัน มีทั้งเย็นและร้อน เราสั่งมาถ้วยเดียวเพื่อลอง เป็นแบบร้อนIMG_3410-1

จากจุดต่อคิวต้องเดินเข้าไปอีกถึงจะเป็นร้านนั่ง หาโต๊ะนั่งแล้วลองครับ คนลองคือผมกับเต้ ครับอร่อยใช้ได้ เหมือนบัวลอย แต่มีเครื่องและไม่มีกะทิ เต้ติดใจมาก นอกจาก เจ้าขนมที่ว่านี้ วิวจากร้านนี้ก็อร่อยไม่แพ้กัน 555 วิวสวยยยยย ได้ชิมของที่ขึ้นชื่อว่าเด็ด เดินออกจากร้านแถวยาวกว่าขาเรามาอีกนะเนี่ย

IMG_3439-1

จุดต่อๆมา เราขอให้เคนช่วยพาเราไปจุดถ่ายรูปสวยๆ เคนพาไปครับ ตามที่เห็นในเว็บเลย ถ่ายๆไป ฝนก็เริ่มปรอยๆ อีกแล้ว เราจึงกลับเข้ามาในตลาด นี่ก็เริ่มเย็นแล้ว อย่างที่บอกที่นี่มืดเร็วมาก ขากลับเราแวะซื้อของฝากคือพายสับปะรด รสชาติไม่ได้อร่อยมากแต่ที่แพงน่าจะคือ packaging ที่ดูดีมีชาติตระกูลเหมาะกับซื้อเป็ยของฝากครับ กับราคา 15 ชิ้น 375 NT

IMG_3473-1

และแล้วก็ได้ของฝากกันไป ผมกล่องเดียวฝากออฟฟิตพอและหนัก 555 ส่วนเพือนผมหรอซื้อจนร้านรวยเลยโดยเฉพาะเอ้ “เห้ยยย ซื้อขนาดนี้อย่าลืมนะขากลับน้ำหนักเราซื้อแค่ 5 โล”  “ญาติกูเยอะว่ะ”  555 ตามนั้น

IMG_3466-1

เดินออกมาถึงหน้าตลาดก็เย็นแล้วแต่คนก็ไม่ได้ลดจำนวนลงเลย แวะถ่ายรูปวิวก่อนที่จะขึ้นรถกลับ วันนี้ตะลุยมาหลายที่ถ้านั่งรถสาธารณะคงเก็บไม่ได้ขนาดนี้ ต้องขอบคุณเคนจิ เราจึงเก็บได้ครบทุกที่ตามที่ต้องการ

panorama-3-1

ขากลับรถ เข้าไทเปค่อนข้างหน้าแน่น ผลพวงจากการตะลุยมาทั้งวันก็เริ่มง่วง แต่แพลนวันนี้เรายังไม่จบแค่นี้ วันนี้เรามีนัดกับ….. บุฟเฟ่ชาบูชื่อดัง ที่อยู่ข้างๆโรงแรมเรา มีพบก็มีจาก ถึงว่าลาบอกลาเคนจิแล้วขอบคุณครับ พวกเราลงจากรถเค็นจิ หิ้วของฝากพะรุงพะรัง ขึ้นไปเก็บที่โรงแรม เพื่อให้พร้อมที่จะตะลุยราตรีกันต่อ

  • ชาบูไต้หวันได้มาต้องมาลองงงงงงงงง

ใช้เวลาไม่นานนักเราก็มาอยู่ที่หน้าร้านชาบู หม่าล่าแล้ว อ่านรีวิวมาเค้าว่าคนเยอะ ไม่เหมือนกับที่เขาว่าเลยมีนั่งหน้าร้าน สามถึงสี่คนเอง ด้วยความมั่นใจเดินเข้าไปเพื่อขอจองคิว พนักงานทำการจองคิวและแจ้งกลับมาว่า ได้คิวประมาณ 3 ชั่วโมงค่ะ ใช่ครับ สาม ชั่วโมงจริงๆ ฟังไม่ผิด ไม่น่าเชื่อว่าร้านนี้จะฮอตจริงๆ โชคดีที่ผมเตรียมร้านชาบูสำรองไว้อีกร้าน เป็นร้านแนะนำจากคุณ 1000 mile เหมือนกัน  ชั้นสองของโรงแรม just sleep ไกลหน่อยแต่ ไม่มีทางเลือกครับ พวกเราจึงรีบเดินไปกัน ไม่รู้ว่าเพราะความหิวหรือว่าต้องการรีบกินรีบไปซื้อของ ของเพื่อนผมกันนะ

IMG_3488-1

ชาบูที่เรามากินร้านนี้ ขอบอกว่ามีแต่คนไต้หวัน เยอะมากเดินกันขวักไขว่ ไปถึงพนักงานเอาเมนูมาให้ดูว่าบุพเฟ่ราคาเท่าไหร่ แต่พวกเราอ่านไม่ออก งงๆ แต่มาแล้วกินๆๆ yes yes yes ไป 555 พนักงานพาไปที่โต๊ะ ชาบูร้านนี้ จะเป็นหม้อเล็กๆหม้อใครหม้อมัน เลือกน้ำซุปได้ หลังจากนั้น เค้าก็จะเอาตะเกียบและกระบวยตักซุปมาให้ แล้ว เราสามารถเดินไปตักอาหารได้เลย

IMG_3489-1

อุปสรรคอีกอย่างที่ท้าทายเราก็คือ เตาไฟฟ้าภาษาจีนล้วน แล้วเราจะติดยังไงล่ะเนี่ยหรือเราต้องกินกันดิบๆ มั่วกันอยู่สักพักจนหม้อเริ่มร้อน 555 เดินสำรวจสิครับ สิ่งหนึ่งในเค้าเตอร์เครื่องดื่มที่น่าสนใจที่มีให้คือ Thai Milk Tea โอ้วววว มาไกลแฮะไหนลองชิม จริงๆมันก็คือชานมสีส้มๆบ้านเราแหละ แต่พอชิมเท่านั้นแหละ กลับมากินชานมบ้านเราดีกว่า รสมันออกหวานประแหล่มๆ ของบ้านเราอร่อยกว่าเยอะ (แต่ชาไข่มุกตามร้านรสชาติดีกว่าเรานะ 555 )

IMG_3486-1

นอกจากอุปสรรคของการควบคุมเตาภาษาจีน ยังมีน้ำจิ่มอีกครับ น้ำจิ่มชาบูต้องปรุงเองงงงง โอ้ววว พวกเราอาศัยข้อมูลในเน็ต ต้องมีซีอิ้วอย่างนี้ ใส่น้ำส้มอย่างนี้ ใส่อันนี้อย่างนี้ แต่ถ้วยไหนล่ะคือซีอิ้วตูอ่านไม่ออกกกกกก จึงใช้ทริกต่อไปคือ ลอก ยืนสักมาคนไต้หวันมายืน ตักๆๆ ใส่ๆๆ แต่ แต่ละคนใส่ไม่เหมือนกันเลย เอาวะไม่เป็นไร ใส่มั่วๆแหละ 555 ผมใส่นู้น ใส่นี้ จนมาถึงกา ที่มีตัวอักษรภาษาจีน ไม่มีอังกฤษกำกับ ก็จัดเลยครับ เทใส่ถ้วยน้ำจิ้ม แต่เอ๊ะ ทำไมมันใสๆหว่า คนที่นี่ก็มองผมแปลกๆ แล้วเค้าก็มาหยิบกานั้นไปเติมน้ำหม้อซุปที่โต๊ะตัวเอง ทำให้ผมทราบว่า กาเนี่ยคือน้ำซุป มันไม่ใช่ส่วนผสมของน้ำจิ้ม -_-”

เรื่องต่อมาคือน้ำซุป ขอบอกว่าที่นี้ ไม่มีช้อน ไม่มีส้อมให้นะครับ ทำให้คนไทยอย่างเราค่อนข้างลำบาก เต้จึงไปหยิบส้อมกับช้อนที่ใช้กินขนมหรือของหวาน มากินอาหารแทน อ่อแล้วมาถามผมว่า มึงกินน้ำซุปยังไง ผมก็คิด เออว่ะมองไปโต๊ะอื่นๆ เค้าก็ไม่มีช้อนซุปให้ โต๊ะตรงข้ามใช้กระบวยตัก นั้นแหละครับผมเอาบ้าง ใช้กระบวยนั้นแหละตักเข้าปาก 555 แต่หัวไปดูโต๊ะอื่นอีกทีเพื่อความชัวร์ เค้าใช้ถ้วยซดดแทน -_-”

กลับมาที่หม้อชาบู ชาบูร้านนี้ไม่ใช่เกรดฟรีเมี่ยมครับเพราะฉะนั้นกุ้งกับปูตัวใหญ่ๆ ไม่มี แต่พอมีอาหารทะเลบ้าง อาหารญี่ปุ่นก็มี ของหวานก็มี เนื้อ หมูแบบสไลด์มีหมด ถือว่าไม่ได้น่าเกลียดกับราคา 500 นิดๆ NT

อิ่มแล้วครับ ตอนจ่ายเงิน เอ้เพื่อนผม พยายามปล่อยเหรียญออกให้หมดเพราะ ที่นี่ แบงค์เริ่มต้นที่ 100 ต่ำกว่านั้น เหรียญหมด เราถึงกับยืนนับเหรียญเพื่อจ่ายเค้าทีเดียว พนักงานขำๆ แต่ก็เข้าใจครับ เค้าชอบด้วยมีเหรียญมาๆๆๆๆ 555 นอกจากจ่ายแล้ว เค้ายังถามอีกว่ามีเหรียญอีกไหมเค้าแลกแบงค์ให้ (ทั้งนี้ทั้งนั้นเราใช้สายตาและภาษามือคุยกันครับ เพราะต่างคนต่างใช้อังกฤษกันไม่คล่อง) ใจดีจัง

  • Ximen ในยามค่ำคืน

เดินออกมา ที่หมายสุดท้ายของวันนี้คือ โอนิซึก้าาาาาาาาาาาาาาาาาา ขอเพื่อนผม เดินหาร้านเจอร้านนึงข้างๆ โรงแรม แต่ของไม่เยอะ  พนักงานจึงแนะนำไปอีกสาขาคือด้านหลัง ผมไปปล่อยเอ้ไว้ที่นั้น แล้วผมขอตัวไปเดินถ่ายรูปต่อแถวใจกลางซีเหมือน

IMG_3520-1

เดินไปที่ตึกแดงวันเดียวกับที่เค้ามีสินค้าแฮนท์เมคมาขาย น่ารักๆหลายชิน แต่ดึกแล้วกำลังเก็บพอดี ถ่ายภาพตึกแดงสักหน่อยก็เดินหาของฝากบ้าง เดินหาเสื้อใส่วันพรุ่งนี้ด้วย จนได้เวลากลับโรงแรม

IMG_3515-1

ผมนัดเพื่อนไว้หน้าโรงแรม เอ้มาพร้อมกันโอนิไท จำนวนสามคู่คับ เต่หนึ่งคู่ เฮ้ยยยย ซื้อเยอะไปไหมวะ มึงจะหิ้วเข้าไทยยังไงไม่โดนศุลกากร เอ้จึงต้องทิ้งกล่อง เอารองเท้าใส่กระเป๋า เพื่อให้เค้ารู้ว่าเราไม่ได้ซื้อไปขาย คงไม่เจอภาษีแต่อย่างใด

IMG_3526-1

วันนี้ถือว่าเป็นวันที่เต็มที่กันอีกวันนึงพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายแล้ววววว เวลาผ่านไปเร็วใจหายเหมือนกัน คืนนี้เข้านอนหลับสนิท ……….

  • วัดที่เก่าแก่ที่สุดของไต้หวัน วัดหลงซาน

เช้าวันสุดท้าย เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว พวกเราต้องเก็บกระเป๋า ออกมา checkout แต่เช้า และขอฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อน  ขอบคุณที่ให้ที่พักผ่อนเราสองคืน เช้าวันนี้อาหารเเป็นบุพเฟ่นานาชาติที่เน้นอาหารจีนเหมือนเดิม มีหนมปัง น้ำเต้าหูเหมือนเดิม แต่มีบางเมนูแตกต่างจากวันแรก

IMG_3536-1

พวกเราฝากกระเป๋าเรียบร้อย วันนี้ เราจะใช้เจ้าบัตร Easy Card ที่ซื้อมาเนี่ยเที่ยวเองในเมืองไทเปโดยใช้รถไฟฟ้ากันทั้งวัน ที่แรกเลย เปรียบเหมือนศาลหลักเมืองของไทเป ศูนย์รวมของศรัทธามที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดนั้นคือ วัดหลงซาน

IMG_3548-1

วัดหลงซานเดินทางไม่ยากครับ  MRT Longshan Temple Station Exit 1 ครับ แล้วเลี้ยงขวาเดินตามทางมาเรื่อยๆก็จะเริ่มเห็นผู้คน การมาวัดนี้เหมาะกับมาเช้าๆนะครับ ตอนทัวร์ยังไม่ลง แต่ที่วัดนี้พบคนญี่ปุ่นมาไหว้เยอะครับ ไม่รู้ทำไม ตัววัดไม่ใหญ่มากครับ แต่ดูเก่าแก่จริงๆ เป็นวัดแรกของไต้หวันเลยก็ว่าได้ ด้านในอารมณ์วัดจีนทั่วไปครับ ควันธูปเต็มไปหมด

IMG_3561-1

หลังจากเพื่อนทั้งสองไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคลเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกเดินทางกันต่อ สถานีต่อไป…….

  • อนุสรณ์สถานณ์เจียงไครเช็ค Chiang Kai Shek Memorial Hall

คนไต้หวันไม่มีใครไม่รู้จักเจียงไครเช็ค เพราะท่านเปรียบเสมือนคนก่อตั้งประเทศครับ ผู็ซึ่งหอบผู้คนมายังเกาะแห่งนี้ อย่างที่ครึ่งแรกเคยเล่าไว้

อนุสรณ์สถานแห่งนี้จึงถูกก่อสรา้งขึ้นเพื่อรำลึกและให้เกียรติเจียงไครเช็ค  ผมเลือกเป็นหนึ่งในจุดหมายเพราะเห็นคนส่วนใหญ่ที่มาไต้หวันจะแวะมาครับ ดูรูปจากในเน็ตก็ไม่เท่าไหร่ อ่ะลองมาละกัน จริงๆมีอีกที่ ที่สไตล์เดียวกันครับคือ อนุสรณ์สถาน ดร.ซุน ยัตเซน ครับ แต่เรามีเวลาไม่พอจึงเลือกมาที่อนุสรณ์สถานณ์เจียงไครเช็ค ที่เดียว

IMG_3601-1

MRT Chiang Kai Shek station Exit 5 เดินออกมาผ่านกำแพงหนึ่งชั้น โอ้โห…………….. ผมถึงกับอ้าปากค้างในใจ(เอ๊ะมันเป็นยังไง) ทำไมมันดูยิ่งใหญ่ขนาดนี้ สองข้างเป็นโรงละครแห่งชาติก็ดูยิ่งใหญ่ ที่เคยเห็นจากในเน็ตจากในรูปนี้ ขี้ประติ๋วไปเลย 555 เห็นของจริงใหญ่อลังการงานสร้างจริงๆครับ พื้นที่ก็กว้างมากๆด้วย ไม่ใช่ผมคนเดียวนะที่ตื่นเต้น เอ้และเต้ก็เช่นกัน รีบคว้ามือถือมาถ่ายรูปกันใหญ่

IMG_3612-1

ด้านในของหอลำลึก จะมีทหารยามยืนนิ่งงงงงง นิ่งมาก ไม่กระดุกกระดิก อยู่สองฝั่ง ส่วนตรงกลางคือรูปปั้นท่านเจียงไครเช็คขนาดใหญ่มีสีหน้ายิ่มแย้มทักทายนักท่องเที่ยว

IMG_3627-1

นอกจากตัวสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่อลังการณ์แล้ว สิ่งที่หน้าสนใจอีกอย่างที่ ใครต่อใครที่เคยมาแนะนำให้เข้ามาดูคือพิธีสับเปลี่ยนเวรยาม จะมีทุกชั่วโมงครับ แนะนำมาก่อนสักสิบนาทีครับ จะได้มีมุมยืนดูไม่โดนบัง

IMG_3716-1 IMG_3717-1

จบการแสดงสลับเปลี่ยนเวรยาม เราก็ได้เวลาไปต่อแล้วครับ จุดต่อไปหากดูตาม แผน เราจะนั่งรถกระเช้าเหมาคง ขึ้นไปยอด เขาเพื่อไปจิบชาอุ่นๆ ชมวิวชิวๆ แต่เมื่อเช้าก่อนจะออกจากโรงแรม พอดีผมเข้าไป app ที่ใช้ดูเส้นทางและคำนวนค่าบริการ ปรากฎว่าตัว app ขึ้น daily maintenance จึงลองเข้าที่ เว็บก็ขึ้นเช่นเดียวกัน นับว่าบนความโชคร้ายยังมีโชคดีที่เข้ามาดูพอดีไม่งั้นไปเก้อแน่

  • ที่หมายสุดท้ายที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เอาเข้าจริง มันไม่ควรพลาดอย่างยิ่งงงงง Tamsui

ย้อนกลับไปเมื่อเช้าที่โรงแรม ระหว่าง หาที่ไป ว่าจะไปไหนดี กระเช้าปิด เราสามคนช่วยกันหาข้อมูล ตัวเลือกตอนแรกคือเป่ยโถ ซึ่งเป็น เมืองบ่อน้ำพุร้อนแบบออนเซ็น แต่ เอ๊ะ อากาศไม่เย็นเท่าไหร่ ไม่น่าไป แถมไม่ได้ไปอาบด้วย ผ่านๆๆๆๆ อีกตัวเลือกนึงที่ผุดขึ้นมาในหัวผมก็คือ ตันสุ่ย ตั้นสุ่ย ตำสุ่ย 555 ออกเสียงไงหว่า ด้วยความรวดเร็ว เอาหล่ะ เวลาสามชั่วโมงที่เหลือเราจะไปที่นี่ก่อน ทีนี้ก็ช่วยกันเลย หาข้อมูล อย่างน้อยมีถนนโบราณให้หาของกินกับ วิวริมตลิ่งสไตล์เมืองปากแม่น้ำ แถมรถไฟฟ้ายังไปถึง

IMG_3728-1
เรานั่งรถไฟฟ้าจากสถานีเจียงไครเช็คใช้เวลาค่อยข้างนานเลย เพราะ Tamsui อยู่สุดสายเลยครับ นั่งออกมาเรื่อยๆ วิวจากในอุโมงค์เปลี่ยนเป็น รถไฟลอยฟ้าเผยให้เห็นวิวทิวทัศน์ เลียนแม่น้ำ สวยครับ นั่งชมวิวเพลินๆ รถก็มาจอดสถานี Beitou ได้ยินแว่วๆ terminal station หันหาเพื่อน อ่าวเห้ยยย มันยังไม่ถึงเลยนะ ทำไมจอดและคนลงหมดแล้วเนี่ย ลองดูๆ ป้ายปรากฎว่า เราต้องเปลี่ยนขบวนไป tamsui ครับ

อารมณ์รถไฟฟ้าที่นี้น่าจะเหมือนรถเมล์บ้านเรา บางขบวนสุดสายไม่เหมือนกัน เราต้องเดินข้ามไปยืนรอขบวนถัดไป โดยสังเกตุที่ป้ายด้านข้างครับ ว่าแต่ละขบวนจะสุดสายที่ไหน เรานั่งรถไฟฟ้ากันต่อ จนถึงสถานีปลายทาง tamsui

IMG_3751-1

ถึงแล้วครับ Tamsui ที่นี่อากาศร้อนกว่าไทเปอีก แต่วิวใช้ได้ครับ สถานีรถไฟฟ้าอยู่ติดกับแม่น้ำเลย เดินตามผู้คนไปเรื่อยๆ ก็จะถึง ถนนคนเดินโบราณ ขนาดไม่ยาวนัก มีของขายเยอะแยะ อยากบอกว่าพวกกุญแจของฝากที่นี่ถูกกว่าที่ซีเหมินนะครับ มาซื้อที่นี่ได้ เดินสักพักได้เวลามื้อเที่ยงพอดี เราเข้าไปหาอะไรกินที่ร้านซึ่งอาหารหลักของไต้หวันก็คงไม่พ้นก๋วยเตี๋ยวเอย เกี๊ยวเอย
IMG_3752-1

หลังจากอิ่มเรียบร้อย ต่อไปของหวาน เอ้เห็นในเน็ตมา จะมีไอติมโคนที่ยาวววววว มาก มีหรือจะพลาด ลองครับ ผมไม่ชอบไอติมจึงขอผ่าน ส่วนรสชาติ หรอ เอ้บอกว่าไม่อร่อยเลย จืดๆ ไอติมจืดๆ 0_o

page04

เดินต่อมาเรื่อยๆ สุดถนนก็จะเป็น ร้านที่อยู่ฝั่งแม่น้ำแล้วครับ ตรงหัวมุมเราเจอกับร้าน บัวลอยยยยยยยย เจ้าเพื่อนยาก อีกแล้ววว เหมือนที่เคยเจอที่จิ่วเฟิ้นเลยยย เต้ติดใจจากที่นั้น เราจะขอกินอีกครั้งก่อนกลับ

IMG_3742-1

เดินเข้าร้าน พนักงานพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้เหมือนเดิมครับ แต่เค้าก็หาเมนูภาษาอังกฤษมาให้ Taro with 2 topping taro taro แล้วก็ taro มันคือไรวะ taro เนี่ย 555 พอถามเค้าก็ชื่อไปที่ มันกับเผือกต้ม เต้เริ่มงง อยากกินบัวลอยไม่อยากกินมันกะเผือกต้ม ผมหรอ ไม่รู้และสั่งๆไปเหอะ จัดเลยครับ taro with 2 topping โดยเลือก topping เป็นไข่ปลาสีส้มๆ กับสับปะรด พนักงานถามกลับแบบเย็นหรือร้อน ก็ตอบไปแบบเย็น อยากลองงงงง

IMG_3755-1
มาแล้วครับเจ้า taro ที่ว่าคือบัวลอยวันนั้นนั่นเองงง แถมแบบเย็นด้วย รสชาติอร่อยครับ ไม่หวานมากมีน้ำแข็งเย็น ด้านล่างรสชาติเป็นน้ำหวานไม่แน่ใจว่าน้ำตาลทรายแดงหรือน้ำลำใยคล้ายๆเต้าทึงบ้านเราหรือเปล่า แต่จุดพีคตรงนี้ครับ ไข่ปลาสีส้ม คำแรกที่เข้าปากหายสงสัยครับ มันคือไข่ปลาน้ำส้มม กัดปุ๊บแตกปั๊บเป็นน้ำส้มซันสคิวสส เลย อร่อยดีครับ เห็นเต้บอกว่าที่ไทยมีนะ แต่ผมไม่เคยกินอ่าาา สรุปtaro นี่อร่อยครับ ไม่เสียดายที่ได้มากิน ราคา 60 NT ครับลองๆๆๆ

IMG_3754-1

ตอนนี้ท้องแน่นมากครับ เราเดินกันต่อเลาะริมน้ำมา ตอนนี้แดดจัดครับ เลยไม่ได้เดินไปตรงริมน้ำ ถ้าเย็นๆ นี่คงดีอากาศก็ดี ร้านอาหารก็น่าจะเปิดเยอะมีของทะเลอีกต่างหาก แถมยัง เดินทางต่อไปชมที่อื่นๆได้อีกครับ ใครมีแพลนลองให้ tamsui เป็นหนึ่งในจุดหมายของคุณนะครับ มาเย็นหน่อยและให้เวลากับสถานที่นี้เยอะหน่อยไม่ผิดหวัง

IMG_3757-1

ก่อนกลับ มีอีกอย่างที่จะลอง ไส้กรอกครับ มีให้เลือกหลากหลาย ผมเลือกไส้กรอกกุ้ง เต้เลือกไส้กรอกไข่ปลาบิน ปลาบินจริงๆครับ 555 ไส้กรอกปลาหมึกสีดำไม่กล้ากิน แต่ละไม้ราคา 40 NT ครับ อร่อยดี รสเหมือนกุ้งแห้งหวานๆ หน่อยๆ 555

  • สิ้นสุดการเดินทาง ลาก่อนไต้หวัน

หมดเวลาสนุกแล้วครับ ต้องเดินทางกลับกันแล้ว จริงๆเรามีเวลาเหลือแต่ เวลาที่เหลือสำหรับของฝากครับ เรานั่ง รถไฟฟ้ามาที่ MRT Zhongxiao Fuxing Exit 2 จะเชื่อมกับชั้นใต้ดินห้าง Sogo Fuxing ผมพาเอ้มาตามลายแทง เค้าบอกชั้นเก้า แต่ดูจาก directory จริง อยู่ชั้นหก เรามาที่นี้เพราะ เอ้มีนัดกับ โอนิซึกะไทเกอร์อีกแล้ว คู่ที่ สี่ของทริปครับ ที่นี่ราคาเท่ากับซีเหมินเลย แต่…!!! ที่นี่ คืนภาษีได้ครับ ซื้อชั้น 6 ขึ้นลิฟท์ไปชั้น 9 ได้เงินคืนเลยยย เย้แล้ว ไอ้ที่ซื้อที่ซีเหมิน 3+1 คู่ของเต้ คืนไม่ได้ครับ ใครมาแนะนำ sogo นะครับคืนภาษีได้

ออกมาจากห้างเรากลับมาเดินเล่นที่ซีเหมินอีกเล็กน้อย ที่นี้เราไม่ได้ช๊อปปิ้งอะไรกันมากมาย พอ 16.00 ก็ได้เวลากลับมาที่โรงแรม เพื่อเอากระเป๋าและเดินทางไปสนามบิน

ที่โรงแรมมีตาชั่งให้ด้วยครับ เราก็ชั่งน้ำหนักกันผ่านทุกคน เอ้เฉียดๆ ร่ำลาพนักงานโรงแรม พวกเราก็หิ้วสัมภาระอันระเกะระกะมาตามทาง ขึ้น รถไฟฟ้ากลับมายังจุดเริ่มต้นของไทเปนั้นคือ Taipei Main station

 

Taipei Main station คือศูนย์รวมทุกสิ่งอย่างที่เคยกล่าวไว้ในครึ่งแรก ขากลับเราจะนั่งรถบัสกลับครับ เพราะไม่ไกลมากและราคาถูกกว่ารถไฟความเร็วสูงครับ Taipei main station ใหญ่พอควรทางเชื่อมนู้นนี่นั้นเยอะไปหมด กว่าจะหาทางออก z3 เจอ ออกมาแล้วอารมณ์คล้ายๆเอกมัยบ้านเรา เราต้องต่อคิวเพื่อซื้อตั๋วไปสนามบิน

ตรงเค้าเตอร์ขายตัวมีหลายบริษัทครับ จุดนี้ต้องระวังขึ้นสายให้ถูกนะครับ 1819 นะครับเป็น express ไปสนามบิน ราคา 125 NT พวกเราเกือบพลาดนั่งรถสายอื่นที่ไปสนามบินได้เหมือนกัน แต่จะแวะตามทางในเมืองก่อน ไม่ใช่ตรงไปสนามบินเลยแบบ 1819

ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็มาถึงสนามบินเถาหยวนครับ เรามาถึงก่อนสามชั่วโมงเค้าเตอร์ยังไม่เปิด เราจึงลงไปที่ food court เพื่อหามื้อเย็นกินกัน ราคาอาหารที่สนามบินราคาไม่แพงครับ 140 เหรียญนี่อย่างเยอะเลย

อิ่มแล้วก็ได้เวลา เราก็กลับขึ้นมา check in เข้ามาด้านในผ่าน ตม. ปั้มออกนอกประเทศ ด้านในมีดิวตี้ฟรี ขนาดไม่ใหญ่เหมือนบ้านเรา สนามบินคนไม่หนาแน่นมาก gate ที่เราได้เป็น bus gate เดินไกลพอสมควร

นั่งรอไม่นาน ก็ถึงเวลา borading บินกลับด้วยสายการบิน V air กลับถึงไทยโดยสวัสดิภาพเป็นอันจบทริปอันแสนมันส์

IMG_3775-1

  • บทสรุปส่งท้ายก่อนลาจาก

ก่อนอื่นต้องแสดงความยินดี ท่านอ่านมาจบแล้ว เย้ …….  บทนี้จะเป็นการกล่าวอำลา และสรุปค่าใช้จ่ายต่างๆครับ และอวดของฝากครับ เริ่มจากของฝากก่อน ของฝาก ผมส่วนใหญ่ได้จากหมูบ้านแมววว เพราะว่า น่ารักมากกกกกกกก ดูจากรูปด้านล่างนะครับ

20151023_212356

ไพ่รูปแมววว ขอบอกน่ารักมากกกกก ราคา 80 NT เป็นรูปแมวล้วนๆ เล่นได้จริง แต่เสียดายตัวไพ่เป็นกระดาษ อาจจะเหมาะสะสมมากกว่า ด้านหลังมีหลายลายให้เลือกด้วย ,กระเป๋าใส่ของเล็กๆน้อยๆ รูปแมวสีเหลือง ราคา 200 NT, ที่รองแก้วรูปแมวดำเหลืองราคา 50 NTและไปรษณียบัตรไม้ ลายแมว อ้าว ถ่ายมาไพ่บังหมด 5555 ราคา 100 NT

ยังมีของฝากอื่นๆ อีกที่ไม่ได้ถ่าย เช่น พายสับปะรดแพค 15 จาก จิ่วเฟ้นนน ดูรูปจากด้านบน ราคา 375 NT พวกกุญแจไม้ หาได้ทั่วไปราคา 100 NT อันนี้ผมว่าเค้าทำน่ารักมากครับ เหมาะกับเป็นของฝากจริงๆ

มาดูค่าใช้จ่ายกันบ้าง ด้านล่างเป็นค่าใช้จ่ายที่คำนวนไว้ต่อคนครับเงินสดที่ประมาณว่าจะเตรียมไปคือ 9,434 บาทแต่เอาเข้าจริงแลกไปเต็มๆ ที่ 10,000 บาท ได้ 8,800 NT แต่เหลือเงินกลับมาประมาณ 1,500 NT สรุปแล้ว ทริปนี้ ค่าใช้จ่ายรวมค่าของฝาก ทั้งสิ้น 15,800 บาทเท่านั้น!!!

23-10-2558 21-33-04

ผมเคยเห็นแพคเก็ตทัวร์ไต้หวัน คล้ายๆแบบที่ผมไป ราคาเกือบๆ 30,000 ขึ้นทั้งนั้น ผมแนะนำว่าไปเองสนุกกว่า ทำการบ้านสักหน่อย สิ่งที่ได้มากกว่าไปทัวร์แน่นอน นั้นคือประสบการณ์ที่มีค่ามากเมื่อเที่ยบกับเงินเท่านี้

หลายท่านคงได้คำตอบแล้วว่า ทำไมผมถึงตั้งชื่อการท่องเที่ยวไต้หวันว่า “มนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรม เทคโนโลยีและธรรมชาติที่ผสมกันอย่างลงตัว”  เพราะไต้หวันมีสามสิ่ง ที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสได้ ตัวแทนของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นวัดหลงซาน โรงละครแห่งชาติ ล้วนสะท้อนถึงวัฒนธรรมของที่นี่ ตัวแทนของเทคโนโลยีผมยกให้ การคมนาคม และตึกไทเป 101 สุดท้าย ธรรมชาติ ภูเขา ทะเล ทะเลสาบ เส้นทางเดินป่า ทางปั่นจักรยาน เยอะมากกกกกกกก ชอบครับ

ในมุมมองของผมไต้หวันจึงเป็นประเทศท่องเที่ยวที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม และคงได้คำตอบแล้วว่า ไต้หวันมีอะไร ทำไมต้องไปเที่ยว สุดท้ายนี้ขอบคุณครับ แล้วเจอกันทริปหน้า 555555

 

 

 

 

พาเที่ยวไต้หวัน มนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรม เทคโนโลยีและธรรมชาติที่ผสมกันอย่างลงตัว(ครึ่งแรก)

IMG_2926-w

ก่อนที่จะเริ่มการเดินทาง ผมขอเพ้ออะไรเล็กน้อยเพื่อให้ทราบที่มาที่ไปของประเทศนี้ ไต้หวันมีอะไร ทำไมต้องไปไต้หวัน บทความพาเที่ยวนี้จะตอบคำถามในตัวมันเอง  ก่อนอื่นเราจะเริ่มย้อนกลับไปศึกษาประวัติของประเทศนี้กันก่อนเพื่อให้รู้พื้นเพของประเทศแห่งนี้

  • ประวัติ ความเป็นมา

ถ้าถามถึงไต้หวัน หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จักหรือเข้าใจว่าเป็นเมืองหนึ่งของประเทศจีน แต่จริงแล้ว ไต้หวันไม่ใช่จีนซะทีเดียว จากที่ได้อ่านข้อมูลมา ก่อนจะเป็นไต้หวันปัจจุบัน
ในอดีตเกาะแห่งนี้ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองญี่ปุ่นเคยยึดมาจากจีนและเข้ามาปกครองเกือบร้อยปี จนถึงญี่ปุ่นแพ้สงครามจึงคืนเกาะให้กับจีน หลังจากนั้นจีนเกิดขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์การปกครอง ระหว่างเจียงไครเช็คและเหมาเจ๋อตุง เจียงไครเช็คเป็นพรรคประชาธิปไตย พ่ายให้กับเหมาเจ๋อตุงพรรคคอมมิวนิส เจียงไครเช็คจึงย้ายผู้คนและทรัพย์สินเงินทองจากพระราชวัง มาที่เกาะไต้หวัน และก่อตั้งรัฐบาลที่นี่

หลังจากนั้นไต้หวันได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา แต่สุดท้าย จีนแผ่นดินใหญ่ที่ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสได้ดำเนินนโยบายจีนเดียว ซึ่งหากใครคบค้ากับจีนแผ่นดินใหญ่ห้ามนับ จีนไต้หวันเป็นประเทศ ด้วยอิทธิผลของจีนแผ่นดินใหญ่ทำให้ในเวทีสหประชาชาติ ไม่มีไต้หวันเป็นประเทศสมาชิก แต่ไต้หวันเองก็พยายามผลักดันตัวเองให้อยู่ในเวทีโลก และพัฒนาประเทศจนอยู่อันดับต้นๆของเอเชีย

IMG_3664-1

ปัจจุบันไต้หวันและจีน มีการคบค้าสมาคมไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยวซึ่งต้องพึ่งพากัน และในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอื่นๆ ไต้หวัน จะเข้าไปตั้งศูนย์เศรษฐกิจไทเป แทนที่จะตั้งสถานฑูต แต่ก็หน้าที่เหมือนกัน หากเราจะขอวีซ่าก็ต้องมาที่นี่เช่นเดียวกัน

จากความเป็นมาด้านบนไต้หวันจึงมีจุดแข็งหลายๆ อย่างเช่น ความมีระเบียบวินัยและความเป็นมิตร จากญี่ปุ่น ภาษาจีนซึ่งคนส่วนใหญ่บนโลกใช้กัน ทองคำที่เจียงไคเช็ค นำมาตั้งตัวและทำได้ดีด้วย อุตสาหกรรมเจริญเติมโต มีแบรนด์เป็นของตัวเองที่เป็นที่รู้จักเช่น ACER ASUS HTC เป็นต้น

อื่นๆ สำหรับประเทศนี้ที่ได้ยินมาคือ เวลาคนไทย ไปทางยุโรป คนที่นั้นมักเข้าใจว่าไทยกับไต้หวันเป็นประเทศเดียวกันไม่รู้ทำไม และหากถามว่าคนไต้หวันเป็นคนจีนใช่ไหม คนจะบอกว่าเขาเองเป็นคนไต้หวันไม่ใช่คนจีน แยกแยะด้วยๆ 555

ซึ่งสรุปย่อๆเลย ไต้หวันคือจีนที่มีระเบียบวินัย มารยาท ความเป็นมิตรแบบญี่ปุ่นนั้นเอง

  • เป้าหมายในการเดินทาง

สำหรับทริปนี้ประกอบด้วยแก๊งเดิมแก๊งเดียวกับที่ไปสิงคโปร์ เอ เอ้ เต้  ก่อนการเดินทาง พวกเราได้กำหนดทีหมายในรอบนี้มุ่งมั่นว่า ไต้หวันนี้แหละคือจุดหมายปลายทาง

การไปต่างประเทศของพวกเรารอบนี้ น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับพวกเราอย่างมาก อย่างครั้งก่อนเราเดินทางเองวางแผนเองจัดว่ามันส์แล้ว รอบนี้ เราไม่ได้อยู่แค่เมืองหลวง เราจะออกต่างจังหวัด เราจะนั่งรถไฟความเร็วสูง นั่งรถเมล์ นั่งเรือ ปีนเขา ไหว้พระ เที่ยวย่านใจกลางเมือง ชมเมืองที่สงบในขุนเขา ยืนเกร็งบนหน้าผา ท่ามกลางกระแสลมแรงของทะเลแปซิฟิก เดินตลาดกลางคืน หลากหลายรสชาติจริงๆ 5555

  • สายการบินและโรงแรม

เรารอสายการบินออกโปรโมชั่น ซึ่งทางเลือกสายการบิน low cost มี VAIR แล Tiger (ปัจจุบันมี นกสกูตแล้ววว) ซึ่ง VAIR เวลาดีกว่าและโปรออกบ่อยมาก

พวกเราได้จอง VAIR สายการบินสไตล์น่ารักมีมาสคอตเป็นหมี ซึ่งน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไต้หวัน กับโปรราคา 3300 กว่าๆเท่านั้น และซื้อสัมภาระขากลับเพิ่มคนละ 5 kg สำหรับซื้อของฝาก

14-10-2558 12-35-06

สำหรับ VAIR เป็นสายการบิน low cost สายการบินลูกของ transasia บินด้วยเครื่อง airbus a320 รุ่นยอดนิยมจัดที่นั่ง 3-3 ซึ่งวันที่เราเดินทางคือ 01:15 ของวันศุกร์ ถึงไต้หวันเวลา เช้าพอดีประหยัด เวลาและ รร. 1 คืน ส่วนวันกลับเที่ยวทั้งวันค่อยกลับ แต่ข้อเสียคือ เวลากลับถึงไทยดึก ต้องออกจากดอนเมือง ด้วยแทกซี่หรือรถส่วนตัวเท่านั้น

สำหรับการจองที่พัก ที่พึ่งอันดับต่อมาของเราคือ agoda เจ้าเดิม คราวนี้แปลกกว่าครั้งที่แล้ว เพราะเราจะไปนอน ตจว. 1 คืนและนอนไทเปเมืองหลวงอีกสองคืน เราจึงต้องจองไปสองที่ ต้องตรวจสอบว่าไกลจากป้ายรสเมล์มากแค่ไหน มีอาหารเช้าหรือเปล่า ดูรีวิวต่างๆ คะแนนความนิยม สำหรับที่พักสองโณงแรมสามคืน เราจ่ายไปเพียง 3300 บาท รวมอาหารเช้า

14-10-2558 12-36-42

  • แผนการเดินทาง

ครั้งนี้ผมเตรียมแผนการเดินทางรวมถึงทำการบ้านอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็น pantip google หรือจะเป็นน้องสายรหัสของเอ้นามว่าวิว รวมถึงไกด์ชาวไต้หวันที่นิยมชมชอบประเทศไทยพูดไทยได้นิดหน่อยอย่างเคนจิ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของทริปที่ทำให้จบด้วยดี  จึงได้แผนคร่าวๆ ออกมา และอัตราแลกเปลี่ยนที่เราเดินทาง 1.135 NT = 1 บาทไทยซึ่งไม่ต่างเท่าไหร่ครับ

สำหรับท่านที่สนใจแผน ผมได้แนบไฟล์ไว้ให้คลิก Plan หรือข้อมูลอย่างระเอียดติดต่อขอรอบนอกได้ครับ

  • VISA

สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับไต้หวันคือ วีซ่า วีซ่าสามารถยื่นเองหรือให้ตัวแทนไปยื่นก็ได้ จากประสบการณ์ของเต้ ผู้ไปยื่นวีซ่าไปถึง 9 นิดๆ รอคิวยื่นบ่ายโมงครึ่ง ส่วนเอ้ผู้ไปรับวีซ่าไปถึงบ่ายโมง รอคิวถึงบ่ายสามโมง ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมวีซ่าอยู่ที่ 1500 บาท แต่ถ้าให้แนะนำจ้างยื่นสะดวกดีครับเห็นค่าบริการต่อคนตกประมาณ 500 บาท ส่วนเอกสารต้องใช้อะไรบ้างทำอย่างไร หาได้ตาม google ครับ 5555

Link เพิ่มเติม :http://www.taiwanembassy.org/TH/ct.asp?xItem=642122&ctNode=1813&mp=232

  • ดอนเมืองจุดเริ่มต้นของนักเดินทางกลุ่มนี้

เราสามคนนัดเจอกันที่สนามบินดอนเมืองตอนสี่ทุ่มครึ่ง ผมซึ่งบ้านอยู่ไกลมาก จำเป็นต้องไปที่สุวรรณภูมิก่อนและต่อรถ shuttle bus ฟรีเพียงแสดงเอกสารเที่ยวบินที่สนามบินดอนเมือง ผมมาทัน shuttle bus รอบ สามทุ่ม บนรถมีผู้โดยสารเพียงสองคนรวมผม รถถึงเวลาออกเป๊ะ 4 ทุ่ม ก็มาถึงดอนเมือง นั่งคุยกันสักพักเราก็ทำการ check in เพื่อเข้าไปด้านใน ตอนที่ตรวจตราวัตถุต้องสงสัย ก็เกิดเหตุการณ์ขึ้น

เอ้ต้องแสกนกระเป๋าถึงสามรอบเนื่องจากมีวัตถุต้องสงสัย นั้นคือครีมนีเวีย ขนาด 130 Ml. ซึ่งมันพลาดครับไม่ได้ดูขนาดมาขนาดเกิน 100 จึงจำเป็นต้องทิ้งทั้งๆที่ซื้อมาใหม่ 5555

ด้านในระหว่างรอเครื่อง เราก็พลางชาร์ตแบตพลางคุยกันเรื่อยเปือย และจำเป็นต้องซื้อน้ำเปล่าด้านใน ในราคาเกือบ สามสิบบาทเผื่อกระหาย เวลาผ่านไปรวดเร็วเครื่องบินของเราก็มา มีประกาศขึ้นเครื่องและ take off ในเวลาไม่นาน ไม่ดีเลย์แถมเร็วกว่าเวลา 15 นาที

  • เถาหยวนนนนนนนนน อินเตอร์เนชั่นนแนลล แอร์พอร์ตตต

และแล้วจากการนั่งเครื่องอันยาวนานเกือบ 4 ชั่วโมงมีงีบนิดๆแต่หลับไม่สบาย แถมเมื่อยก้นหน่อยๆ เราก็มาถึง แท่นแท้นนนนน ญี่ปุ่นนนนนน ใช่ที่ไหน ไต้หวัน ไต้หวันมีสองสนามบิน เก่าและใหม่หรือ ของเก่ามีขนาดเล็กอยู่ในตัวเมืองคล้ายกับดอนเมือง ของใหม่อยู่เมืองเถาหยวนจึงต้องชื่อเถาหยวน สนามบินแห่งนี้มีขนาดใหญ่พอควรแต่ไม่เท่าสุวรรณภูมิบ้านเรา

 

เราลงจากเครื่องขึ้นรถบัสเพื่อเข้ามาที่ terminal 1 ผ่าน ตม. คนไม่เยอะแบบเขาว่า ไม่นานก็ผ่านออกมา ตามแผนของเราจะต้องรอศูนย์บริการมือถือเปิดตอน 8.00 เพื่อซื้อซิมการ์ด เนื่องจากหาข้อมูลพบว่า ซื้อซิมข้างนอกค่อนข้างลำบากกว่า

IMG_2067-1

สนามบินที่นี้มีจุดบริการชาร์ตอุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่ทั่วไป

ระหว่างนั่งพักรอ เราเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน ผมเดินสำรวจสนามบินทันที ผมเดินหาร้านขายของกิน เมื่อลงมาชั้น B1 พบกับร้าน Hi life ด้านหน้ามีคนต่อคิว 3-4 คิว เอ๊ะ นั้นเค้าทำอะไร อ้าววว นั้นเค้ากำลังบริการซิมมือถือนิ ผมรีบขึ้นไปตามเพื่อนทั้งสอง ลงมาโดยพลัน เพราะถ้าหากเราเสร็จตรงนี้เร็วเราจะได้ไม่ต้องรอนาน

  • Hi Life สะดวกซื้อร้านแรกที่เข้า
ด้ายซ้ายคือบูท Chunghwa Telecom

ด้ายซ้ายคือบูท Chunghwa Telecom

hi life เป็นร้านสะดวกซื้อารมณ์ประมาณเซเว่น และมีของกินมากมาย เมื่อเราทำการเปลี่ยนซิมเสร็จ อ้อ ซิมราคา 300 NT เล่น net ได้ 5 วัน แถมเงิน 50 NT สำหรับใช้โทร จากที่อ่านมา โทรกลับไทยนาทีละ 11 NT ซึ่งได้ไม่นาน เงินตัวนี้จึงเหมาะกับโทรหากันในไต้หวันมากกว่า พนักงานที่มาตั้งบูทชั่วคราวอำนวยความสะดวกทุกอย่าง จะมีบาร์โค๊ดให้ไปจ่ายเงินในร้าน ซึ่งตรงนี้ในเน็ตไม่ได้มีบอกไว้

Link : https://www.twgate.net/prepaidcard/product_en.html

IMG_2087-1

มื้อเช้าแรกของเราฝากท้องที่นี้ ผมตั้งใจจะลองโอเด้งแต่อาหารหมดอยู่ระหว่างการปรุง จึงต้องลองอาหารกล่องอย่างอื่นแทน มื้อนี้หมดไปเพียง 49 NT เท่านั้นประหยัดจริงๆ

ถุงใส่อาหารกล่องของเราจะเป็นแบบตาข่าย สวยดี อ้ออีกอย่างที่นี้ตามร้านจะไม่ให้ถุงพลาสติกนะครับ ต้องซื้อเพิ่ม  ระหว่างที่เราเติมพลังคนไปเติมพลังโทรศัพท์ไป ที่สนามบินนี้ข้อดีคือมีที่ชาร์ตแบตให้เยอะมากๆๆๆๆๆ ทั้งเป็นปลั๊กและ USB รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ น้ำร้อน น้ำเย็น น้ำอุ่น แถม รปภ ยังเดินไปมาตลอดหรือเห็นว่าพวกเราน่าสงสัยนะ 555

IMG_2097-1

  • รถไฟฟ้าความเร็วสู๊งงงสูงงง THSR

ที่นี้มีรถไฟความเร็วสูงครับ โดยทอดยาวจากทางเหนือลงใต้ของฝั่งตะวันตกของเกาะ ซึ่งมีประชากรหนาแน่นกว่าตะวันออก (ฝั่งตะวันออกมีที่ราบน้อยกว่าด้วย แต่ผมว่าสวยนะฝั่งตะวันออกน่ะ)

IMG_2104-1

คนพร้อม มือถือพร้อม ออกเดินทาง แต่จะไปไหนล่ะ จากที่ทำการบ้าน สถานีรถไฟความเร็วสูงอยู่ห่างจากสนามบินประมาณ 20 นาทีเราจึงต้องไปซื้อตั๋วรถเมล์ Ubus สาย 705 เพื่อเดินทางไปยัง THSR Station (Taiwan Hi Speed Rail) รถไฟความเร็งสูงซึ่งสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 300 Km/hr ครั้งแรกสำหรับผมที่ได้นั่งรถไฟความเร็วสูง แถมที่ไต้หวันราคาไม่แพงอีกด้วย

IMG_2113-1

สถานีรถไฟความเร็วสูงใหญ่โตพอสมควร ต่อคิวซื้อตั๋วแต่ เหตุการณ์นอกแผนก็เกิดขึ้นอีกแล้ว ก่อนมาเราทราบกันว่า ช่วงที่เรามาเป็นวันหยุดยาวของคนที่นี้เป็นช่วงวันชาติเขาคนไต้หวัน แถมวันนี้ยังเป็นวันหยุดชดเชย คนจึงเยอะพอสมควร ไม่แน่ใจเหมือนบ้านเราหรือเปล่า ที่คนต่างจังหวัดเดินทางกลับบ้านในวันหยุด

IMG_2140-1

เราสามคนจองได้แต่ต้องเสียเวลารอรถอีกพักนึง แถมที่นั่งของเราทั้งสามกระจายครับ เราใช้เวลาช่วงที่มีถ่ายรูปในสถานีบ้าง เข้าห้องน้ำซื้อขนมบ้าง เดินลงไปรอรถไฟชั้นใต้ดิน รถที่เรานั่งต้องรออีกสามขวบน เวลาก็ประมาณ ครึ่งชั่วโมง  ใช่ครับ รถไฟมาถี่มากครับ ตก 10-15 นาทีคันนึงเอง ยะกะรถ BTS  บ้านเรา

IMG_2126-1

ตั๋วรถไฟความเร็วสูงจะระบุ ตู้(Car) และ ที่นั่ง(seat) ซึ่งต้องนั่งให้ถูก และแล้วรถไฟขบวนของเราก็มาเราสามคนแยกย้ายกันตามทาง 555 ผมได้นั่งระหว่างหญิงสาวชาวไต้หวันสองคน ก็เกร็งๆกันไป

อีกเรื่องที่ผมมองว่าดีคือความปลอดภัยครับ ไต้หวันเป็นประเทศที่ปลอดภัยอันดับต้นๆครับ ผมสังเกตจากคนนั่งข้างๆผม เธอชาร์ตแบตกับ power bank ทิ้งไว้แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำหน้าตาเฉย นี้ถ้าเป็นบ้านเราผมคงไม่กล้าวางทิ้งไว้แบบนี้แน่

กลับมาที่รถไฟ รถไฟที่ใช้ในไต้หวันจะเป็น series 700T เป็นแบบเดียวกับชินกังเซ็น series 700 ของญี่ปุ่น  บนรถจะมีแผนผังบอกข้อมูลต่างๆเช่นห้องน้ำ ตู้เสบียง ด้านบนมีบอกพยากรณ์อากาศ ตลอดเวลา ความเร็วที่รถไฟกำลังเดินทาง เกือบ 50 นาทีที่อยู่บนรถไฟที่ดูไฮโซที่สุดเท่าที่เคยนั่งมา ก็มาถึงไถ่จง Taichung ซึ่งหลังจากนี้เราจะต้องนั่งรถบัสกันต่อ

IMG_2169-1

  • Taichung – Nantou ความสวยงามไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางเสมอไป

ถึงแล้ว THSR Taichung Station  สถานี้ใหญ่ครับ เมืองนี้ใหญ่ใช้ได้เลย เอาเดินออกตามป้ายเรื่อยๆ จนมาถึง Exit 5

IMG_2184-1

ที่นี่เราสามารถซื้อตั๋วรถไป Sun moon lake(SML)   จะมีเค้าเตอร์ nantou bus ให้บริการอยู่ จากที่ดูแล้ว ซื้อเป็นแพกเกตจะคุ้มค่าที่สุด เราต่อคิวซื้อแพกเก็ตชี้นู้นนี้ ตามการบ้านที่ทำมาราคา 570 NT ซึ่งประกอบด้วย
– ค่ารถไป-กลับ Taichung-SML
– ค่าเรือรอบทะเลสาบ SML
– ค่าเช่าจักรยาน 1-2 hr แล้วแต่ยี่ห้อ
– ค่ารถไปกลับ xiangshan

IMG_2188-1

ข้อสังเกตของ Nantou Bus จะไม่มีตัวเลขบอกครับเป็นภาษาจีนหมดเลย แต่ขอเพียงเราเดินไปต่อคิวให้ถูกจุดก็จะขึ้นรถไม่ผิดคัน  รอไม่นานรถบัสก็มารับเรา รถบัสนี้จะผ่านเมือง  Nantou ก่อนไป puli แล้วถึงจะเข้า SML แต่แล้วสิ่งที่ไม่คิดเกิดขึ้นอีกนั้นคือ รถติดครับ รถติดตั้งแต่ขึ้น freeway เลย จากที่ไม่ได้นอนเมื่อคืนผมจึงเผลอหลับไป….

ตื่นมาอีกทีอยู่นอกเมืองซะแล้ว วิวทิวทัศน์ที่แปลกหูแปลกตา ถนนที่นี่เหมือนมีทางยกระดับ ตลอดทาง ผ่านบ้านเมือง ทุ่งนาภูเขาแม่น้ำ ข้อสังเกตุอย่างนึงคือ ถนนมักจะตัดผ่านทุกอย่างหากเป็นแม่น้ำก็จะเป็นทางยกระดับหากเป็นภูเขาก็จะเจาะทะลุไป เหมือนเป็นทางด่วนท่ามกลางหุบเหวและขุนเขา จุดแรกๆที่รถมาจอดคือ puli จุดนี้ทำผมลังเลนิดหน่อยเพราะคนลงพอสมควร เป็นเหมือนท่ารถ จอดสักพักรถถึงเดินทางต่อ

IMG_2208-1

  • ทะเลสาบสีมรกตแห่งเกาะไต้หวัน Sun moon Lake 

ไม่นานจาก puli เราก็มาถึง ทะเลสาบสุริยันจันทรา ทะเลสาบน้ำสีเขียวมรกตที่มีความสวยงามอย่างมาก เป็นทะเลสายที่อยู่บนเขาสูงงงงง แถมติดสถานที่พักต่างอากาศของคนไต้หวันอันดับต้นๆ มีเส้นทางปั่นจักรยานรอบๆสำหรับคนรักสุขภาพ ซึ่งคอนเฟริมสวยมากและอากาศดีมากครับ

IMG_2213-1

รถบัสจะมาจอดที่ท่าเรือ Shueishe (เต้มันเรียกว่าซูสี 555)  ซึ่งเป็น 1 ในสองท่าเรือของ Sun moon lake เราจะพักกันที่นี่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก visitor center

IMG_2220-1

เราลงรถบัสปุ๊บก็มีเจ้าหน้าที่ใส่เสื้อกั๊กมาแนะนำว่าโรงแรมเราไปทางไหน และการเดินทางอันยาวนานมากกว่า 12 ชั่วโมงกำลังจะถึงที่หมายที่แรกแล้วววว

IMG_2240-1

คืนแรกเราพักที่ love home garden ซึ่งสังเกตได้ไม่ยาก พนักงานอาจจะไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เต็มที่(เราเองก็เช่นกัน) แต่พยายามช่วยเหลือเราเต็มร้อย นำมือถือมาเปิดดิกไปคุยไป แนะนำการใช้คูปองแพคเก็ต ปกติแล้วเราจะเช็คอินได้บ่ายสอง ซึ่งทางที่พักได้แจ้งเราแล้ว เราจึงกะแค่ฝากกระเป๋า แต่ระหว่างงงๆ ก็พาเราขึ้นไปเก็บของที่ห้องและแนะนำการใช้งานอื่นๆกับเรา อย่างนี้หมายความว่าเราได้ห้องแล้วววววเย้….

IMG_2222-1

หลังเสร็จจากเก็บของ ท้องพวกเราร้องอย่ารุนแรงต้องหาอะไรใส่ท้องแล้ว มองซ้ายมองขวากินอะไรดีมีแต่ภาษาจีน สุดท้ายด้วยความหิวก็ได้มา 1 ร้านเป็นร้านอาหารจีน แต่โชคยังดีที่ร้านมีเมนูภาษาอังกฤษให้ เราสั่งอาหารประเภทบะหมี่แห้งแบบจานเดียวราคาไม่แพงมากประมาณ 100 NT ส่วนรสชาติก็อาหารจีนดีๆนี่เองติดเค็ม อ้ออีกอย่างที่นี้มักไม่มีน้ำเย็น แต่จะเสริฟเป็นชาร้อนแทนครับ

IMG_2232-1

พลังงานเต็มพร้อมเที่ยวแล้ววววว สิ่งที่พลาดไม่ได้หากมาที่นี้คือ ล่องเรือรอบทะเลสาบ กับน้ำสีเขียวมรกต ซึ่งจุดแรกที่เค้าพาแวะคือวัด Syanguang จะเรียกวัดก็ไม่น่าได้เหมือนศาลเจ้ามากกว่า 555 รู้อย่างเดียวถ้ามาแล้วต้องมากินไข่ดำต้มใบชา ราคา 2 ฟอง 25 NT ราคานี้แพงเอาเรื่อง แต่รสชาติอร่อยครับ กลมกล่อมดีพวกเราก็จัดคนละสองฟอง แล้วขึ้นไปไหว้พระ ที่นี่นักท่องเที่ยวเยอะมากส่วนใหญ่เป็นทัวร์จีนจึงค่อนข้างวุ่นวายและเสียงดัง

IMG_2310-1IMG_2293-1

จุดต่อมาที่เรือมาจอดคือท่าเรือ Ita thao ท่าเรืออีกแห่งของ SML ที่นี่มีถนนคนเดิน และที่สำคัญของกินมากกว่าท่าเรือแรกเยอะ เดินไปชมตลาดไปกินไป ฟินนนมากกกก

IMG_2332-1 IMG_2316-1

  • ปั่นจักรยานรอบ Sun moon Lake

เวลาผ่านไปเร็วเพื่อให้ทันกิจกรรมต่อไปนั้นคือ ปั่นจักรยาน เห้ยยย บ้าไปแล้วววนอนก็ไม่ได้นอนยังต้องมาปั่นจักรยานอีก ทำไงได้ล่ะครับมาทั้งที ดูจากในเน็ตเส้นทางสวยมากกกกก และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เรานำคูปองมาแลกจักรยานฟรี 1 ชั่วโมง อ้อลืมบอกตัวแพคเกตที่เราซื้อเหมือนจะเป็นของรัฐ ส่วนร้านบริการเอกชนซึ่งมีหลากหลาย โดยเค้าคงจะนำคูปองนี้ขึ้นเอง ผมเข้าใจแบบนี้เพราะเห็นว่ามีหลายผู้ให้บริการครับ

IMG_2398-1

จักรยานที่เราได้เป็นของ ไจแอนท์ไม่ใช่ซึเนโอะ 555 ใช่ครับใจแอนท์จริงๆ กว่าจะสื่อสารกะคนให้เช่ารู้เรื่อง  น้าแกจะใส่จีนกับเราตลอดเลยซึ่งแกก็คือคนเดียวกับที่เรานำคูปองไปแลกตั๋วเรือในตอนแรก  แต่ก็นะพยามกับเราเต็มที่นับถือๆๆๆ

IMG_2422-1

ได้แล้วครับจักรยาน ขอฝากของกับร้านนิดหน่อยเราก็ได้เวลาปั่นเล่นกัน วิวรอบๆสวยดังคำล่ำลือ คนเยอะด้วย พระอาทิตย์เริ่มตกอากาศเริ่มเย็น เราไปได้ไม่นานเห็นว่าเวลาคงไม่พอ จึงหาที่นั่งพักและชมวิว คนมาทำกิจกรรมตรงนี่เยอะมากเพราะวิวและอากาศดี พักจนหายเหนื่อย เราก็ได้เวลาปั่นกลับไปยังจุดบริการนักท่องเที่ยว

กลับมาถึงพระอาทิตย์กำลังตก ก็ได้เวลาหาอาหารเย็นแล้ว เราค่อนข้างเข็ดกับมื้อเที่ยงที่ผ่านมา แต่ที่บริเวณท่าเรือ Shueishe ตัวเลือกไม่ได้มีมากเท่ากับท่าเรือ Ita thao แต่หากพักสะดวกผมก็ยังแนะนำที่นี้ครับ เพราะไม่ต้องหิ้วกระเป๋าลงเรือหรือต่อรถไปที่ Ita thao

มื้อเย็นเราก็ได้อาหารจีนแบบเดิม แต่รอบเย็นนี้ เราอ่านเมนูงงๆ เห็นหน้าร้านเป็นภาษจีน มีเมนูราคา 500 1000 1500 ที่เห็นได้หลายๆร้าน แรกๆพวกเราพยายามเลี่ยงเพราะมันแพ แต่เมื่อขอเมนูภาษาอังกฤษมาก็ถึงบางอ้อ เมนูพวกนี้จะเป็น อาหารจีนชุด พวกเราตกลงว่าจะลงกัน set ที่เราเลือกเป็น กับ 4 อย่าง ข้าวฟรี น้ำฟรี ราคา 500 NT อาหารที่ได้ก็ตามรูปด้านข้าง พอดีกับพวกเราสามคน
IMG_2425-1

หลงจากมื้อเย็นอิ่มเรียบร้อยเวลาพึ่งจะหกโมงกว่าแต่ฟ้ามืดสนิทแล้ว เราเดินไปที่บริเวณท่าเรือเพื่อชมวิวยามค่ำคืน นักท่องเที่ยวยังคงมากมาย มานั่งเล่นบ้าง มีดนตรีเปิดหมวกมาร้องเพลงให้ฟัง ผมว่าน้องเค้าร้องเพลงเก่งดีนะ เหมือนจะมี page ให้ติดตามด้วย เสียดายไม่ได้เข้าไปดูใกล้ๆ

ก่อนกลับพวกเราแวะ 7-11 อีกรอบ เผื่อหาขนมอะไรกิน ร้านสะดวกซื้อที่นี่ดีครับของกินเยอะดีมีที่ให้นั่งด้วย และพอมาถึงที่พัก เราต่างคนต่างทำธุระส่วนตัว อ้อสิ่งน่าสนใจคือ ผ้าเช็คตัวกับเช็ดหน้า เป็นแบบเหมือนใช้ครั้งเดียวบางๆทิ้งเลย แปลกดีครับ แต่ก็เช็ดตัวแห้งนะ หลังจากอาบน้ำด้วยความเพลีย ผมก็หลับอย่างรวดเร็วทั้งๆที่พึ่งจะสองทุ่ม zzzzZZZZ

  • เดินทางเข้าเมืองไทเป

หลังจากเมื่อคืนหลับสนิท ยาว ตื่นมาอีกทีก็หกโมงเช้า อากาศที่นี่แจ่มใสมาก มื้อเช้าของที่พัก เราได้เป็นคูปองไปรับแฮมเบอร์เกอร์ที่ MOS เบอเกอร์ เราอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ นำกุญแจห้องไปใส่โถเพื่อแสดงการcheck out แล้วจึงเดินมาที่ชั้นสองของอาคาร visitor center ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน MOS มื้อเช้าเรา

เมื่อท้องอิ่ม เอ้ก็ได้เวลาขับถ่าย เข้าห้องก็เจอเซอไพรสสส ห้องน้ำตอนเช้าของที่นี้แบบว่า………. อ๋อยยยมามาเลยยย สงสัยพนักงานทำความสะอาดยังไม่มา เอ้จึงต้องเดินกลับโรงแรมเพื่อไปเข้าห้องน้ำ ก่อนที่รถสาย 6670 รอบ 8.25 น. จะมา

รถออกตรงเวลาเหมือนเดิม สำหรับที่นี่ ไม่มีคำว่า late หลับๆตื่นๆบนรถไม่นาน ลงเขามักเร็วกว่าขึ้นเขาเสมอเราก็มาถึง สถานีรถไฟความเร็วสูง taichung ที่เดิมที่เรามาเมื่อวาน ขากลับรถไฟความเร็วสูงคนไม่เยอะเหมือนเมื่อวานเราจึงได้ที่นั่งติดกัน รอบที่เรานั่งนั้นไม่จอดสองสถานีจากสี่สถานีจคงใช้เวลาพอๆกับขามา แต่มาได้ถึงไทเป.

สถานีปลายทางของเราคือ taipei main station ซึ่งเป็นศูนย์รวมทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็น รถไฟใต้ดิน MRT รถไฟความเร็วปกติ SRT รถไฟความเร็วสูงTHSR หรือ รถบัส เค้าทำได้ดีจริงๆครับ ที่นี้เป็นศูนย์กลางการเดินทางเลยก็ว่าได้

  • Easy card บัตรสารพัดประโยชน์

อย่างแรกที่ต้องทำเมื่อมาถึงคือซื้อบัตร Easy card เฉพาะบัตร adult ที่เราชอบใช้งานกันไม่รวม day pass ปัจจุบันมีสองชนิดซึ่งมักทำให้สับสนงงงวย เพราะมันเหมือนทุกอย่างยกเว้น smart chip

e-buy

แบบเก่าจะไม่มี smart chip ชื่อ deposit-based card แบบนี้เสียค่ามัดจำ 100 แต่ค่าบัตรฟรี สามารถหาซื้อได้ตามตู้ขายอัตโนมัติที่สถานี mrt

e-buy2

แบบใหม่ Second-Generation มี smart chip แบบนี้ไม่เสียค่ามัดจำ แต่จะเสียค่าบัตร 100 ซื้อได้ตรง information center ของ mrt ร้านสะดวกซื้อ และ Easy card center

เพราะฉะนั้น หากซื้อแบบแรก ตอนกลับจะได้มัดจำกับเงินคงเหลือคืน. แต่แบบที่สองจะไม่มีค่ามัดจำนะครับ ค่าบัตรเค้าก็ไม่คืน ได้เฉพาะเงินในบัตรเท่านั้น

แล้วแบบใหม่ที่มี smart chip ดีกว่าแบบเก่ายังไง เท่าที่ทราบดีกว่าตรงที่สามารถลงทะเบียน และใช้เช่า ubike ซึ่งเป็นจักรยานเช่าปั่นในเมืองได้ แถวยังออกมาหลากหลายคอเลคชั่นอีกด้วย

Link : https://www.easycard.com.tw/english/easycard/01/buy.asp

สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆถ้าไม่อยากสะสมการ์ดหรือลงทะเบียนเช่าจักรยาน แนะนำซื้อแบบ deposit-based ดีกว่าครับ ส่วนพวกเราก็เช่นกัน

กลับมาที่การซื้อ easy card เรามาถึงทางเข้า รถไฟฟ้าที่จะไป Ximen ตอนนั้นพวกเราหาที่ซื้อบัตร Easy card เราต่อคิวที่ information center ของ mrt ได้คุยกับเจ้าหน้าที่ จึงได้ทราบข้อมูลด้านบน ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ตรงนี้ไม่มีตู้ขาย จึงถามเราจะไปที่ไหน เดี๋ยวซื้อเป็นเหรียญไปก่อน ถึง ximen จึงค่อยหาซื้อ easy card แบบ deposit-based จากเครื่องขาย พนักงานจึงขายเป็นเหรียญให้กับเรา ส่วนวิธีใช้จึงเหมือนรถไฟใต้ดินบ้านเราน่ะเอง

  • Ximen สยามสแควร์แห่งไต้หวัน 

และแล้วเราก็มาถึงจนได้ ก่อนอื่นตามคำแนะนำเราซื้อ Easy ที่สถานีนี้ ผ่านตู้ขายและตู้เติมมูลค่าอัตโนมัติ เสร็จแล้วเราจึง ออกมาด้านนอก ทางออกแหล่งช๊อปปิ้งย่านซีเหมินที่ใกล้ที่สุดเห็นจะเป็น exit ออกมาบุ๊ป ก็เห็นจุดไฮไลท์ ของที่นี่ทันที พวกเราเปิดแผนที่และอาศัยความจำร่วมในการเดินไปยัง รร. ถึงแม้เราจะทราบดีว่ายังไม่ถึงเวลาเช็คอิน แต่เรามาเพื่อฝากกระเป๋าไว้ก่อน ก่อนที่จะตลุยเมืองไทเปกันต่อ

IMG_2659-1

รร. ชื่อ EFCA Hotel ตั้งอยู่ชั้น 6-7 ของอาคารแห้งอะไรสักอย่างด้านล่าง เป็นร้านค้า ชั้น 5 เป็นGame center เราฝากกระเป๋าเรียบร้อย พนักงานแจ้งว่า เราสามารถเช็คอินได้เวลาบ่ายสาม แต่เรากะกลับมามืดๆ ดีที่โรงแรมแห่งนี้มีเจ้าหน้าที่ 24 ชั่วโมง

IMG_2671-1

ในเมื่อมาถึงซีเหมิน ตามโพยสิ่งที่ต้องลองอย่างแรก และพอดีมื้อเที่ยงของเราก็คือ บะหมี่อาจงเจ้าเก่าเจ้าดั้งเดิมเจ้าเดียว ที่เค้าล่ำลือกัันว่าอร่อยที่สุด  เราก็ไม่พลาดที่จะลองชิม ส่วนตัวแล้วรสชาติอร่อยแต่ ก๋วยเตี๋ยวบ้านเราอร่อยกว่าเห็นๆ 555 ไม่ได้อวยนะ แต่ใครไป ผมก็ยังแนะนำให้ลองไปกินกันเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง อ้ออีกอย่างร้านนี้ไม่มีโต๊ะนั่งนะครับ จะต้องยืนกิน วิธีหาไม่ยาก เห็นร้านไหนหน้าร้านคนยืนกินเยอะๆ นั้นแหละร้านนี้ชัวร์ 555

IMG_2684-1

มื้อนี้ได้อาหารหลักแล้วต่อไปก็เครื่องดื่ม สำหรับไต้หวันแล้วเป็นต้นตำรับของชานมไข่มุก มีหรือที่จะพลาด มีร้านข้างๆพอดี เดินเข้าไปคนขายพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ไม่เป็นอุปสรรคมากนัก คนขายนำเมนูมาให้เลือก โดยชานมที่นี้สามารถเลือกได้ว่าน้ำแข็งมากน้อยแค่ไหน น้ำตาลมากน้อยแค่ไหน สำหรับรสชาติผมว่าอรอ่ยนะ ชาที่นี่ส่วนใหญ่หวานไม่มาก กลิ่นนมกลิ่นชาเยอะ อร่อยดี ราคา 30 NT

  • Taipei 101 ตึกสูงไฮเทครูปต้นไผ่

หลังจากอิ่มอร่อยกับอาหารเด็ดอาหารดังของที่นี่ จุดหมายต่อไปที่จะไปทักทายซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ คงหนีไม่พ้น ตึกที่เคยสูงที่สุด และมีลิฟท์ที่เร็วที่สุด นั้นคือ  ไทเป 101 เคยดูสารคดี ตึกนี้ใช้เทคโนโลยีหลากหลายแขนงรวมถึงศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยในการสร้าง ด้านในมีลูกตุ้มยักษ์ที่หนักมากถ้าบอกไปจะกลายเป็นเว็บสารคดี 555 ส่วนเลข 101 นั้นคือจำนวนชั้นของตึกนี้(ไม่รับรวมชั้นใต้ดิน) เราสามารถมาตึกนี้ได้ง่ายๆโดยใช้บริการ MRT มาลงสถานีที่ชื่อเดียวกับตัวตึก

แต่ระหว่างทางก็มีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้น ซึ่งทางเราก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ เหมือนรถไฟฟ้าขบวนนี้มีปัญหา คนลงกันหมด เราเห็นท่าไม่ดีก็ลงตาม  แต่บางคนนั่งเล่นโทรศัพท์เพลิน ไม่สังเกตุคนลงทั้งขบวนแล้ว จนเจ้าหน้าที่ต้องมาไล่กันไป

IMG_2761-1

ตึกไทเป 101 มีรูปร่างเป็นปล้องไม้ไผ่ ความสูง 509.2 เมตร สามารถขึ้นไปชมวิวด้านบนได้เสียค่าใช้จ่าย 450 NT แต่เราไม่ได้ขึ้นไปกัน เราหามุมถ่ายรูปกับตึกสวยๆ โดยใกล้ๆ ก็ที่ Si Si Nan Cun ซึ่งเป็นหมู่บ้านทหารโบราณ โดยเดินไม่ไกลจาก exit 2 พอดีกับที่นี้จัดให้มีตลาดขายของเล็กๆอยู่ ทำให้ วันที่เรามาค่อนข้างครึกครื้น

ที่ Si Si Nan Cun นี้มีมุมถ่ายรูปสวยๆเยอะ ใครอยากแนว มาถ่ายได้ครับ ก่อนจะขึ้นไปบนตัวตึก 101 ก็ได้แนะนำครับ เรามาถ่ายรูปกันสักพัก ก่อนหาที่นั่งพักรอเวลา เพื่อที่จะไปกันต่อ

IMG_2801-1

  • XiangShan Elephant Mountain จุดชม taipei 101 ที่สวยที่สุด

เมื่อเราชื่นชมตัวตึกจากด้านล่างแล้ว ฉไนเลยจะไม่พลาดที่จะชื่นชมตัวตึกจากมุมสูงบ้าง โดยจุดที่เราไปชมคือจุดที่ ตากล้องมักขึ้นไปถ่ายรูปกันนั้นคือ เขา Xiangshan หรือเขาช้างนั้นเอง

IMG_2869-1

เขาแห่งนี้มีเส้นทางเดินป่าหรือ  trekking  ที่สวยมาก และคนไต้หวันมักจะชอบขึ้นมาชมวิวและออกกำลังกายกัน การเดินทางมาที่ เขาช้างแห่งนี้ ลง MRT ชื่อเดียวกับชื่อเขาอีกหน่ะแหละ จริงๆก็ห่างจาก taipei 101 แค่สถานีเดียว ลง MRTแล้วเดินต่ออีกสักนิด ก็จะขึ้นทางขึ้น จะไปว่า เดินมาถึงทางขึ้นเราก็เหนื่อยๆกันแล้ว

ทางขึ้นอาจจะเล็กดูไม่ค่อยมีคน แต่พอเริ่มเดินขึ้นมาแล้ว คนเยอะมากๆๆ เจอตามทางเต็มไปหมด มีทั้งมาออกกำลังกาย มาเที่ยว หรือมารอถ่ายรูป เราเดินขึ้นไป จนถึงจุดที่คิดว่าพอและเหนื่อย 555 หมดแรงกันไป ผมปล่อยเพื่อนสองคนให้นั่งพักและชมวิวไป ส่วนตัวรีบไปหาจุดตั้งขาตั้งกล้อง

IMG_2855-1

เมื่อได้ที่แล้วเป็นห่วงกล้องไม่ได้ติดโทรศัพท์มาอีก เพื่อนตามหากันให้แย่ ต้องขอโทษเพื่อนทั้งสองด้วย 555 พระอาทิตย์ที่นี่ตกดินเร็ว 5 โมงก็เริ่มมืดแล้ว แต่ฟ้าดินเป็นพยาน เมฆมานั้นแล้ว ฝนกำลังจะตก หมอกก็มี สุดท้าย ภาพที่ได้ ก็อย่างที่เห็น 555

IMG_2926-1

เราใช้เวลาอยู่บนนี้นานมากเพื่อรอดูไฟจากตัวตึก จึงเดินลงมา เพื่อไปหาข้าวกินกันที่จุดต่อไป ระหว่างเดินลงเพื่อนผมเอ้ ก็บ่นเต้ตลอดทาง ซึ่งก็ขอเสนอให้คนอื่นได้ยินได้ฟังกันบ้าง 555 บางคำไม่เหมาะสมซึ่งเป็นที่รู้ว่าเพื่อนกันคุยกันแบบนี้ 555

  • เดินจนหลงกับ Shilin night market  ตลาดกลางคืนที่นิยมที่สุด

นั่งรถไฟฟ้า MRT กันต่อมาถึงสถานี MRT Jiantan Station Exit 1 เราเดินตามมวลชนมา คนส่วนใหญ่มานี้เพื่อมาเดินตลาดกลางคืน วันที่เราไปเป็นคืนวันเสาร์ คนเยอะมากกกกกกกกก แทบเดินไม่ได้ และเราเข้าผิดทาง หาที่กินข้าวไม่เจอ ไหงเจอแต่ของขาย ด้วยความหิว จึงขอลอง ปลาหมึกทอดตัวยักษ์ก่อน ราคา 100 NT แต่ชิมแล้ว ไม่ได้อร่อยเลย 555 จืดๆอ่ะ เราเดินหาอยู่นาน เปิดรูปให้คนนู้นคนนี้ดู จนมาถึง ตำรวจแต่เค้าบอกว่าปิด อ้าวววว ซวยแล้ว เราจึงมานั่งกิน KFC ไร้ซอสซะแถวๆนั้นเลย

IMG_2965-1

อิ่มจาก KFC ไร้ซอส ถามทำไมต้องเรียกนี้ ก็มันไร้ซอสจริงๆครับ 555 จืดมากกกกกกกกกกกก จนเอ้ถึงกินกินไม่ได้กันเลยทีเดียว เราเดินออกมาจาก KFC อย่างเซงๆ เดินไปเรื่อยด้วยความอยากรู้ว่าตรงศูนย์อาหารมันปิดจริงหรือไหมจึงลองเดินไปดูปรากฏ เจอแล้วครับ ไม่ปิด เจอหน้าตลาดที่คนมักถ่ายรูปด้วย เราข้าวผิดทาง จบข่าววววววว 555 เป็นการผิดทางครั้งแรกของทริป เมื่อผิดก็ต้องแก้ไขครับ เราตรงไปยังศูนย์อาหารชั้นไต้ดิน หาร้านนั่งและเอ้ผู้หิวโหยสั่งบะหมี่มากิน ส่วนผมกับเต้ ลองสิครับของขึ้นชื่ออีกอย่าง เต้าหู้เหม็น

IMG_2987-1

จะว่าไป ตั้งแต่มานี้ ได้กลิ่นเต้าหู้เหม็น ทุกๆตลาดทุกๆที่  และมันเหม็นจริง สำหรับผมเหมือนกลิ่นขี้วัวขี้ควายแถวบ้าน ลองสิครับลอง สั่งมาจานนึงหารกะเต้ สำหรับผมกินครึ่งคำ จบไม่ไหวจริงๆ อาจจะเพราะอิ่มเอียนจากไก่ KFC มาด้วย เต้กะเอ้พอกันได้ก็จึง เก็บๆให้หมด

อิ่มแล้วจบภารกิจ ก่อนกลับที่พัก เราเดินผ่านน้องๆ ขายกิ๊ฟท์ติดผมรูปใบไม้ ผลไม้ ที่ผมพึ่งเห็นข่าวว่าจีนกำลังฮิตเลย และไม่พลาดที่จะซื้อกลับมา คืนนี้เราเหนื่อยกันพอสมควรกว่าจะถึงโรงแรมเช็คอินก็เกือบห้าทุ่ม

IMG_2994-1

ขอเล่าเกี่ยวกับโรงแรมหน่อย โรงแรมอยู่ใจกลางย่าน ซีเหมิน ห้องที่เราได้ไม่มีหน้าต่าง แต่ก็ไม่ได้ดูอึกอัดเท่าไหร่นัก หลับสบายแอร์เย็น มีผ้าเช็ดตัวให้ แปรงซีฟันอะไรพร้อมหมด ห้องน้ำมีอ่างด้วยยย ข้อเสียที่พบอย่างเดียวคือ ห้องน้ำเป็นกระจกครับ แต่ยิ่งกว่านั้นประตูล๊อกไม่ได้ครับ 5555 เพื่อนใครขี้แกล้ง ระวังๆตัวหน่อยนะครับ เดี๋ยวจะเป็นแบบคลิปด้านล่าง 555

สำหรับครึ่งแรกก็จบเท่านี้ เจอกันครึ่งหลังครับ เนื้อหายังอีกยาวไกล 

Backpack ครั้งแรกต่างบ้านต่างเมือง@สิงคโปร์

เกริ่นนำ

ผมเป็นคนนึงที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ มีความสุขทุกๆครั้งที่ได้เที่ยว หลังจากที่สายการบิน Low-cost เข้ามาทำตลาด (ถึงแม้ช่วงแรกจะยังไม่ low ตามชื่อ) ทำให้มนุษย์ ที่ไม่ค่อยมีตังค์อย่างผมได้มีโอกาศขึ้นเครื่องกับเขาบ้าง ทำให้ผมได้เริ่มท่องเที่ยวในที่ไกลๆ บรรยากาศและวิวทิวทัศที่แปลกตา ช่วงแรกการท่องเที่ยวของผมเริ่มจากภายในประเทศ จนมาถึงจุดนึงที่คิดว่า ควรต้องออกไปสำรวจโลกกว้างงงงงง กว่านี้ เห็นใครต่อใครหลายคนนิยมเที่ยวแบบ backpacker จึงเริ่มศึกษา หาข้อมูล เพื่อประยุกต์ใช้กับการเที่ยวของตัวเราเอง

IMG_9720E

ขอกลับเข้าเรื่องเดี๋ยวจะออกทะเลซะก่อน จุดเริ่มต้นของผมในครั้งนี้เกิดจาก ผมอยากออกนอกประเทศ 555 เลือกมาประเทศนึง เอาง่ายๆราคาไม่แพง ก็คือสิงค์โปรเนี่ยแหละ “เห้ยมึงกูจะไปสิงคโปรพวกมึงจะไปด้วยกันไหม” ผมชวนเพื่อน เพื่อนสองคนรับปากเสียดายที่อีกคนในแกงค์ไม่สามารถไปด้วยได้ ผมและเพื่นอีกสอง โดยโปรไฟล์ของทั้งสามคนดังนี้
คนแรกนามว่า”ไอ้เต้” เคยเที่ยวสิงค์โปรแล้วแต่ไปกับคนรู้จัก พอมีพื้นฐานภาษาอยู่บ้าง ไม่เคยมีประสบการณ์เที่ยวลำพัง คนนี้รับอาสาวางแผนเวลาและเส้นทางการท่องเที่ยวในทริปนี้
คนต่อมา”เห้เอ้”ไปมาหลายประเทศยุโรปยังเคยไปแต่ แต่!! ไปกับทัวร์ตลอดแถมยังมีประสบการณ์เรียนภาษาที่ออสเตรเลีย ภาษาและประสบการณ์จึงง่อยมาก 5555
สุดท้ายผม คนที่เที่ยวบ่อยแต่ในประเทศทั้งนั้นอีกทั้งภาษาอังกฤษยังง่อยแต่ จึงขอรับหน้าที่หาโรงแรมกับจองเครื่องบินละกัน

สำหรับใน Blog นี้จะไม่ได้เล่ารายละเอียดเชิงลึก ซึ่งข้อมูลพวกนี้สามารถหาได้ในเน็ต เช่น ค่าเงิน ปลั๊กไฟ การสมัครเน็ต การเดินทาง แต่ Blog นี้จะขอเล่าเปนเรื่องราวประสบการณ์ไปเรื่อยๆตามประสาละกันครับ


 

วางแผนการเดินทาง

เพื่อให้ไม่เหนื่อยจากการเดินทางไป เราทั้งสามซึ่งป็นมนุษย์เงินเดือนจึงวางแผนไว้ว่าจะลาหยุด 2 วัน รวมเสาร์อาทิตย์ รวม 4 วัน แต่มีเวลาสำหรับพัก 1 วันสรุปแล้ว เที่ยว 3 วัน 2 คืน พอเพียงสำหรับเกาะเล็กๆอย่างสิงคโปร์

ผมทำการจองเที่ยวบิน เราได้เที่ยวบินของ Tiger Air บินตรงไปสิงคโปรไม่ได้แวะพักที่ฮ่องกงหรือฮานอยแต่อย่างใด (ก็แหงล่ะสิมันใกล้ๆนี่นา 555) ตอนนั้นได้ราคามา 2970 ต่อคน ส่วนโปรจำไม่ได้ว่าเป็นโปรอะไร สำหรับพวกผมแล้ว ไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่มเติมเลยตามประสาคนที่ต้องการเที่ยวอย่างประหยัด

23-9-2558 20-21-57

สำหรับที่พักก็เป็นผมอีกที่อาสาจอง ผมเลือกที่พักย่านเกลัง ทีขึ้นชื่อเรื่องเป็นโซนขายบริการ แต่ไม่ต้องคิดลึกนะครับ เหตุผลที่ผมเลือกที่นี้คือ… ราคาไม่แพง เป็นโรงแรมขนาดไม่เล็กมาก พอจะเดินจาก MRT ไหว 555 แค่นั้นแหละครับจึงทำการจองไป ตก 780 บาท ต่อคนต่อคืนเท่านั้น (ตอนแรกกะนอน hostel แล้วเชียว

23-9-2558 20-22-59

การจองสายการบินและที่พักให้เพื่อนๆ ก็มีข้อดีเหมือนกันครับ เพราะการจองลักษณะนี้ต้องจองโดยจ่ายผ่านบัตรเครดิต ผมเลยรับแต้มไปเต็มๆ

ในส่วนต่อมาแผนการเที่ยว เต้รับหน้าที่นี้ทำการวางแผนและส่งให้ในไฟล์ Excel แต่…!! เราไม่ได้เที่ยวตามแผนที่วางเอาไปซะทีเดียว เพราะฉะนั้น ค่อยๆตามเรื่องไปนะครับ 5555

23-9-2558 20-31-24

อ้อ เกือบที่จะลืม SIM3G จำเป็นมากสำหรับ backpacker มือใหม่อย่างพวกผม ทั้งโทรกลับบ้าน ทั้งไว้หาข้อมูล google หรือเปิดแผนที่อย่าง MAP SIM หาซื้อได้ตามเซเว่นง่ายมากๆ ราคา 15SGD ได้มูลค่า 18 SGD สมัครเน็ตแบบ7 วัน 1 GB ราคา 7 SGDเหลือโทร 11 SGD โทรกลับไทยได้เป็นชั่วโมง 555 สุดท้ายแล้วเอาซิมกลับมาขายต่อที่ไทยได้ด้วย 5555singtel-sim


เริ่มออกเดินทาง

เช้าวันที 16 ตุลาคม วันออกเดินทาง ด้วยความต้องการประหยัด จะให้นั่งแทกซี่จากบ้านเลย ก็กลัวจะเปลืองโดยใช่เหตุ หรือจะให้เอารถไปจอดที่สุวรรณภูมิค่าจอดก็แพงโข จึงหันมาใช้บริการรถสาธารณะ ก่อนจะเปลี่ยนไปนั่งแทกซี่แถวๆ ปากทางเข้า  นัดแนะกับเพื่อนทั้งสองว่า ตั๋วเครื่องบินที่เราจองไม่มีอาหารให้ จะให้ซื้อก็แพง เราจึงจะไปหาข้าวกินกันที่ Food court ของสนามบินซึ่งมักจะเป็นพนักงานที่ทำงานที่สนามบินหรือผู้รู้เท่านั้นที่มาใช้บริการ โดยข้อมูลนี้หาได้จาก internet ซึ่งระบุไว้ว่าอยู่ชั้นล่างๆ ผมจำไม่ได้ 555

IMG_9504E

เมื่ออิ่มหนำเรียบร้อย เราก็กลับมาทำการเช็คอิน ผู้คนไม่เยอะนักไม่ต้องต่อคิว ยื่นpassport ได้ใบ ตม.ไทยมาด้วย แต่เมื่อถึง ตรงตม.ไทย ไม่มีปากกาสักด้ามมมม งานเข้าและ เราทั้งสามคนคิดไม่ถึงจึงไม่ได้พกปากกามา แถมตรงจุดที่กรอก ซึ่งคาดว่าจะเคยมีปากกา ก็เหลือแต่เชือก เข้าใจว่าก่อนหน้านี้มีปากกา พวกเราจึงต้องไปยืม ตม. ฝั่งคนต่างประเทศ กลับมาที่ ตม.  เครื่อง ตม. อัตโนมัติ ถามว่าดีกว่าไหม ไม่ทราบครับ เพราะไม่เคยใช้บริการ ตม.ปกติ 5555 จนสุดท้ายเราก็ผ่านมาได้ และแล้วก็เป็นก้าวแรก ที่ก้าวออกนอกประเทศบ้านเกิดตัวเอง 555 เราเดินผ่านดิวตี้ฟรีมารอที่เกต เวลานั้นคนไม่เยอะ เราก็ถ่ายรูปเล่นและนั่งคุยกันตามประสาเพื่อน

IMG_9226

เมื่อถึงเวลา Board เราเข้ามานั่งบน เครื่อง Tiger Air ซึ่งเป็น Airbus แบบ 320 จัดที่นั่งแบบ 3-3 พอสบายตัว หลังจาก take-off แล้ว ถึงคราวที่ลูกเรือแจกใบ ตม.สิงคโปร์ นึกขึ้นได้ ตายห่า เราไม่มีปากกา คราวนี้ต้องขอบคุณสจ๊วตที่ให้ยืมครับ และไม่คืน เอ๊ยไม่ลืมคืนเค้าเวลาใช้งานเสร็จ

IMG_9248

ก้าวแรกที่สิงคโปร์

จำไม่ได้หรอกครับว่าซ้ายหรือขวา 555 สำหรับผมแล้วตื่นเต้น 555 ถึงแล้ว เมืองนอกกกกกกกกก เริ่มแรกเลยบัตร Ezy link  ผมได้รับส่งต่อจากน้องสาว ส่วนเพื่อนอีกสองต้องไปซื้อเอาที่นั้น พวกเราเติมเงินเสร็จก็มารอขึ้น MRT เข้าเมืองกัน

IMG_9255

รถไฟฟ้า MRT

รถไฟฟ้าสิงคโปร เด่นตรงที่ว่า มันไปทั้งใต้ดินบนดินและลอยฟ้า และที่รู้สึกแปลกคือ เวลามันเริ่มออกจากสถานี จะมีลดพัดจากหน้าขบวน ดุจหน้าขบวนเปิดโล่ง 555 อ่อที่แตกต่างจากบ้านเราอีกอย่างคือ มีตู้ขบวนยืนโดยเฉพาะอีกด้วย

ที่หมายแรกที่เราต้องการเดินทางไป จากเดิมเราจะเอากระเป๋าไปฝากที่พัก แต่เปลี่ยนแผน เราไป china town เพื่อซื้อตั๋วเข้า USS กันก่อนและที่สำคัญ ท้องร้องแล้วสิ 555

China town

ยังไง..โผล่มาก็งงเลย ไปทางไหนดี หิวแล้วสิงั้น มาถึงนี้ตามรอยต้องไปที่ Max food well เพื่อกินข้าวมันไก่ 555 ที่ไทยก็มีทำไมต้องมาถึงนี่ ข้าวมันไก่ที่นี้ จากที่สัมผัสมา ไก่กับน้ำจิ้มจะต่างกับไทย ไก่เต็มๆ น้ำจิ้มออกแนวซอส รสชาติหรอกก็อร่อยดีนะ  แต่ผมว่าไทยเราหลากหลายและอร่อยกว่า พวกเราคลำทางอยู่นาน กว่าจะหาศูนย์อาหารได้ ข้างๆศูนย์อาหารมี 7-11 เราจึงเข้าไปซื้อซิม เพื่อเก็บไว้ใช้งาน 3G กันหลง อิอิ

IMG_9288 IMG_9293

วัดพระเขี้ยวแก้ว และห้าง people park

IMG_9302

อยู่บริเวณ china town ไม่เหมือนวัดบ้านเรานะ เป็นเหมือนอาคารออกจีนๆมีหลายชั้น ด้านในบางชั้นห้ามถ่ายรูป เราเดินชมและไหว้พระกันตามประสา ก่อนออกมา หาทางไปจุดหมายต่อไปคือ ห้าง people park เพราะจากรีวิว เราต้องมาซื้อบัตรเข้า USS กับ Singapore flyer ที่นี่ กว่าเราจะมาถึงเดินไปเดินมา ไม่เห็นเจอร้านในรีวิวเลย แต่เราเจออีกร้านนึงที่ราคาถูกกว่าร้านที่คนนิยมอีก คนขายพอพูดไทยบ้าง เราจึงเทียบราคา เห้ยยย ไม่ต้องไปร้านนั้นแล้วร้านนี้ถูกกว่า เราก็ซื้อเลย ปล.จำชื่อร้านไม่ได้ง่ะ

IMG_9309 IMG_9311 IMG_9319 IMG_9329

Fragrance Hotel Sapphire – Geylang

หลังจากหลงทางที่ china town สถานที่ต่อไปที่เราจะเดินทางไปคือโรงแรม ที่ๆเราจะนอนในคืนนี้ เรา check in และนำกระเป๋ามาเก็บก่อนพักสักหน่อยแล้วลุยกันต่อ โรงแรม Fragrance Hotel Sapphire ตั้งอยู่ย่าน เกลัง ย่านโคมแดงหรือย่านขายบริการ สำหรับที่สิงคโปร์นี้ การขายบริการมีทั้งถูกและผิดกฎหมาย หากถามว่าย่านนี้เป็นอย่างไร น่ากลัวไหม ขอตอบว่าไม่นะครับ กลางวันนี้เหมือนปกติเลย กลางคืนถ้าไม่ดึกเกินสี่ทุ่มก็ปกติ ดึกๆ แอบส่องหน้าต่างลงมาเห็น คนจับกลุ่มเหมือนเล่นการพนันสักอย่างอยู่หลังซอยด้วย 555 แต่เราไม่ยุ่งเขาก็ไม่อยู่กับเรา

IMG_9340

โรงแรมนี้ปลอดภัย อาจจะห่างจาก MRT สักหน่อย (เดินประมาณ 500 m) วันแรกที่ไปถึงฝนตก ถึงกับต้องเอาถุงพลาสติกคลุมหัวเดินกันเลยทีเดียว วันต่อมาจึงได้รับคำแนะนำจากพนักงานโรงแรมว่าสามารถขึ้นรถเมลไปที่ MRT ได้โดยใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที สามป้ายเท่านั้น 5555 ขากลับหรอรอรถเมลไม่มาสักดี แต่เดินชมวิวกลับมาเรื่อยๆก็เพลินเหมือนกัน

ห้องที่เราจองเป็นแบบ Family ขนาดสามเตียง ไม่ใหญ่พอที่จะตั้งวงตะกร้อ แต่ใหญ่พอเพียงสำหรับใช้นอนหลับพักผ่อนและเก็บกระเป๋า มีห้องน้ำส่วนตัวผ้าเช็ดตัวพร้อม หลับสบายจบแค่นั้นพอ 555

Orchard Road สยามพาราก้อนบ้านเราดีๆนี่เอง

สถานที่ต่อมา Orchard แหล่งช๊อปปิ้งชั้นนำและหรูหราของสิงคโปร์ เหมือนกับ siam paragon ที่ประเทศไทยสำหรับพวกเราหรอ ไม่มีอะไรเลยเพราะพวกเราไม่ใช่ขาช๊อปครับ 555 สุดท้ายแล้วเรามาเพียงซื้อข้าวโพดเจ้าดังที่เมืองไทยก็มีและ นั่งกินไอศครีมขนมบังแบบรถเข็น แล้วที่เหลือ นั่งมองงงงง รอบๆ ชิวๆ เท่านั้น

Fountain of Wealth น้ำพุแห่งความมั่งคั่งร่ำรวยล้นฟ้ามหาเศรษฐี

มันคือน้ำพุที่เกิดจากมนุษย์สร้างขึ้น เคยเห็นในรูปเหมือนจะเล็กแต่ของจริงใหญ่พอควร ตั้งอยู่กลางห้างชั้นใต้ดิน กินอาณาเขตไปถึงบนดิน พวกเราไปถึงก็มืดแล้ว หาทางเข้าไม่เจอไม่มีคนเข้าด้วย เราเลยไม่กล้าเข้าไป แต่เราขึ้นไปด้านบนเพื่อนถ่ายรูป ด้านบน บริเวณนี้เป็นถนน ทำให้ตัวน้ำพุดูเหมือนจะเป็นวงเวียน เราหาที่ข้ามถนนไม่เจอ ต้องวิ่งข้ามกันจนเกือบจะถูกรถชน 5555 เมื่อถึงเวลา น้ำพุก็ทำการโชวๆๆๆ ความสวยงาม สายน้ำและแสงไฟจัดว่าสวย คนที่มาที่สิงคโปร์ไม่ควรพลาด

IMG_9362E

หลังจากที่เราดื่มด่ำกับบรรยากาศและถ่ายรูปสายน้ำและแสงไฟสวยๆ ถึงเวลาต้องไปต่อ เวลานี้ก็เกือบจะสามทุ่มแล้ว ที่หมายต่อไปคือ Singapore Flyer ชิงช้าสวรรค์ที่เคยขึ้นชื่อว่าสูงที่สุดในโลกกกกก ดูจาก google map มันไม่ไกลมากเราจึงใช้วิธีการเดินไป

Singapore Flyer ชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ที่บ้านเราไม่มี

ระหว่างทาง พบเสาตอม่อทางด่วนที่มีต้นไม้ปกคลุมซึ่งดูแล้ว เป็นการผสมผสานระหว่าง อารยธรรมของมนุษย์กับธรรมชาติที่เข้ากันผม ผมว่ามันสวยนะอยากให้ที่บ้านเราทำแบบนี้บ้าง

IMG_9399E

 

singapore flyer มองเห็นแต่ไกล คลำหาทางขึ้นสักหน่อย เดินตามทาง บรรยากาศวังเวงสักหน่อยเพราะดึกแล้ว เข้าคิวที่ไม่ยาวมาก กระเช้านึงจุคนได้ 10 คน มีแอร์ไม่ต้องกลัวร้อน กระเช้าขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเร็วระดับเต่าคลาน 555 จนถึงจุดบนสุด เราชมวิวยามค่ำคืนของสิงคโปร ซึ่งผมว่าเป็นอีกที่ ที่พลาดไม่ได้และคุ้มค่ามากกับเงินที่เสียไป

IMG_9406IMG_9425E

ก่อนที่จะเก็บภาพถ่ายไว้เป็นความทรงจำ ก่อนจะกลับลงมาได้แวะกินข้าวกันที่ food court ซึ่งเหลือเปิดอยู่ไม่กี่ร้าน อาหารมื้อนี้ สั่งก๊วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นครับ รสชาติพอใช้ หนักไปทางเค็มแบบจีนๆ แม่ครัวพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทำเอาสั่งอยู่นานเมื่อท้องอิ่มก็ได้เวลากลับไปพักผ่อน เพื่อให้พร้อมที่จะลุยกันต่อในวันรุ่งขึ้น

IMG_9456

IMG_9487E

vivo city – sentosa – merlion ยักษ์

เช้าวันแรกในแดนต่างเมือง โรงแรมที่เราพักนั้นไม่มีอาหารเช้าให้ เราจึงมาฝากท้องระหว่างทางที่จะไป uss เราก็ได้ร้าน fastfood ที่คุ้นเคยที่ไทยนั้นคือ mc โดย mc ที่เราใช้บริการนี้อยู่ในห้าง vivo city ที่ด้านบนมีรถไฟฟ้า ไปเกาะ sentosa ซึ่งเป็นที่อยู่ของ uss

มื้อเช้าของผมวันนี้ ผมสั่งชุด breakfast ตามรูป มุมขวาล่าง ได้หนมปังสองชิ้น ไข่ แฮมเบอร์เกอ และปลาทอด อ่อ กาแฟขมๆอีกแก้ว อยากบอกว่าไม่อร่อยเลยจืดๆ ไม่ถูกปากอย่างแรง 555

หลังจากรองท้องแล้ว เราขึ้นมาชั้นบนสุดของห้าง บัตร Ezy link สามารถใช้ชำระค่ารถข้ามไปเกาะ sentosa ได้

IMG_9516

สำหรับสถานที่แรกบนเกาะที่เรามาทักทายก็คือ เจ้า Merlion ขนาดยักษ์ ซึ่งเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุด อย่างที่เราทราบกันดีกว่าที่สิงคโปรมี Merlion สามตัว อีกสองตัวอยู่ตรง Merlion park ส่วนตัวนี้จะมีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ที่เกาะ sentosa ถ่ายรูปยืนยันกับเจ้าถิ่นว่าเรามาหาแล้วนะ 5555

Universal studio singapore หรือ เรียกย่อๆว่า USS

สำหรับ สวนสนุกมาตรฐานโลกที่อยู่ใกล้ไทยที่สุดคง ไม่พ้นที่นี้ พวกเรามาถึงกันแต่เช้า ก็มาต่อคิวทางเข้าซึ่งเปิดจริงๆ สิบโมง แต่ผมมาถึงเก้าโมงครึ่ง คนก็ต่อคิวกันพอสมควร โดยระหว่างรอ มีตัวการ์ตูนออกมาทักทายเรียกเสียงฮือฮาให้กับเด็กๆ บ้าง

IMG_9553

ประตูเปิดปุ๊บเครื่องเล่นแรกที่ใครใครต่างแนะนำคือ transformer เหมือนนั่งรถที่ฉายหนัง transformer สี่มิติ พาเราเข้าไปโลดแล่นใน transformer สนุกและมันส์อย่างที่เข้าบอกจริงๆ

 

ความหึกเหิมยังไม่หมดเห้เอ้เพื่อนผู้ร่วมทริป พาไปต่อกันที่ Mummy ซึ่งนี่ก็ถูกแนะนำมาเหมือนกันว่ามันส์ แต่เอ๊ะ ทำไมมีคำเตือนข้างหน้าด้วยเนี่ย แถมยังต้องฝากสัมภาระด้วย ด้วยตัวผมเองไม่ถนัดสายนี้ใจเริ่มหวั่น แต่ด้วยเอ้มันไม่มีเพื่อน ส่วนเต้หรอ บายแน่นอนกล่อมยังไงก็ไม่เข้า 555 ผมก็เข้าไปกับเอ้สองคน ด้านในหรอเดินลัดเลาะคดเคี้ยวยาวมากกว่าจึงถึง เอ้อลืมบอกไป ตอนที่เข้า transformer คิวก็ไม่เยอะนะครับ ที่นี้เหมือนกันเข้าไปถึง นั่งเลยเสียวเลย ไม่ต้องบอกก็รู้ หลังจากรถไฟเหาะในร่ม(ขอเรียกแบบนี้ละกัน) เริ่มเร่งความเร็ว ตาผมก็หลับเกือบสนิท มือที่กุมแน่นและเสียงบ่นเบาๆว่า ไม่อาวววววแล้วว 55555

IMG_9568

ผมบอกกับเอ้เพื่อนผมไปว่า เห้ยกุไม่เอาและไม่ไหวแล้วว่ะ 555 ฉะนั้นเครื่องเล่นต่อไปของเรานี่ชิวมากเหมากับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี นั้นคือรถคุณปู่ จริงๆไม่ใช่ชื่อนี้หรอกครับ แต่เหมือนรถคุณปู่ที่ดรีมเวิล คือชิวมากๆๆๆๆๆ พวงมาลัยหมุนเองจนบางครั้งตีขาเจ็บถ้าไม่ระวัง

IMG_9605

โซนต่อมา the lost world มองเห็นเครื่องเล่น Canopy Flyer จากด้านล่าง อารมณ์เหมือนโดนไดโรเสาร์หิ้วไปกินที่รัง 555 มองจากข้างล่างเห้ย ช้าๆไม่เร็วน่าเล่นว่ะ เครื่องเล่นนี้ เต้ก็ขอผ่านอีกตามเคย ผมกับเอ้ไปกันสองคน แถวหน้ามีเด็กฝรั่ง เครื่องเล่นตัวนึงจะมีสองแถวคือหันหน้ากับหันหลัง พวกผมได้หันหลัง มีเหล็กล๊อกไว้ให้จับพอประมาณ ถึงเวลาก็ถูกลากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มสูง เริ่มเสียว แล้วทันในนั้นปล่อยไปตามแรงโน้มถ่วง ซึ่งเร็วมากกกกก โอ้วววว กะไม่เสียวแล้วแต่นี้เสียวววมากกกกกกกกกกก ไอ้เด็กฝรั่งข้างหน้าสงสัยตายด้านนิ่งเลย 5555 วนหนึ่งรอบเกือบตาย ลงมาขาสั่น

ไปต่อกันด้วย Jurassic Park Rapids อันนี้เหมือนล่องแก่งแบบที่ไทย ผมและเต้ไม่มีใครเตรียมเสื้อกันฝนมาเลย ยกเว้นเอ้ เสื้อที่นี้ก็แสนแพง เพราะฉะนั้นเสียสละคลุมกล้องของผมละกัน 555 ส่วนคนหรอเปียกก็เปียก ลำของเรามีสองพ่อลูกคนไทยร่วมแจมด้วย จะว่าไปสิงคโปร์คนไทยเยอะมากๆ ไปที่ไหนก็เจอ กลับมาที่เครื่องเล่น อารมณ์เหมือนกับล่องแก่งที่สวนสนุกบ้านเราแต่ มีเซอไพซ์ครับ เรือเราถูกดันขึ้นบนยอดสูงทันใดนั้นไทรันโนซอรัสโผล่มาแต่หัวจะง้ำเรา แล้วเรือก็พุ่งลงมาอย่างเร็วจน ตู๊มมมม เปียกทั้งตัว 555

IMG_9620

หลังจากเปียกบอน เรายังมาชมโชวต่างๆกันต่อเช่น shrek 4D การแสดง water world รวมถึงอาหารเที่ยงโซนมาดากัสก้า ซึ่งผมสั่งข้าวมันกับไก่ย่างปลาซิวกรอกซึ่งเป็นอาหารอินเดีย ซึ่ง ตามตรง ไม่อร่อยอย่างแรงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง และด้วยความที่อยู่บ้านมีผลไม่กินทุกวัน มานี้ไม่ได้กิลผลไม้วันเดียวจะลงแดงตายเลยต้องจัด แก้วใส่ผลไม้ราคามหาโหดตีเป็นเงินบาทเกือบร้อยยยย บาท  บ่ายๆก่อนกลับ เราแวะเล่น Transformer อีกรอบ เป็นอันร่ำลา USS

IMG_9624
Clarke Quay – Merlion Park

IMG_9659 IMG_9671 IMG_9674

ตามแผนแล้วเราต้องมากินข้าวเย็นกันที่ Clarke Quay แต่เรามาถึงเร็วและ มันยังไม่มีอะไร แถมพวกเราทั้งสามไม่ใช่ขาดื่ม 555 เราจึงเดินชมมาเรื่อยๆ กว่าจะหาทางข้ามไปยัง Merlion park ก็เหงื่อตกพอสมควร พึ่งมารู้ทีหลังว่า สามารถเดินลอดใต้สะพานได้ เราก็ถ่ายรูปบริเวณนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งบริเวณนี้ ชิวมากๆๆๆๆ เราถ่ายรูปกับ Merlion พ่นน้ำ คนที่นี้เยอะพอสมควร เราต้องรอถึงสองทุ่มเพื่อรอดูการแสดง แต่เราเริ่มหิวกันแล้ว มื้อเที่ยงที่แสนแพงและไม่อร่อยที่ USS เริ่มทำพิษ เราได้ร้านเล็กๆซึ่งน่าจะเป็นร้านกาแฟมากกว่าร้านข้าวเป็นที่พึ่งสำหรับมื้อเย็นนี้ บะหมี่แห้ง รสชาติไม่ได้อร่อยนักแต่ก็ช่วยได้ดี อิ่มแล้วเรากลับถ่ายรูปในบรรยากาศกลางคืนและปิดท้ายด้วย ชมการแสดงโชว์ แสงสีของตึก marina bay sand

IMG_9813E IMG_9785E

Garden by the bay

วันสุดท้ายที่สิงค์โปร check out เสร็จ มื้อเช้า ข้าวมันไก่ราคาไม่แพงแถวที่พัก ถึงแม้ไม่อร่อยมากแต่ก็พอรองท้องได้ สถานที่เที่ยวที่สุดท้าย ก่อนกลับบ้านคือ Garden by the bay ไปดู Super tree ฝีมือมนุษย์ แต่ก่อนไปเราแวะซื้อของฝากแถว Bugis และไหว้พระที่ Kuan Im Tng Temple ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นี้ จริงๆคนที่นี้ก็น่าสงสารนะพื้นนี้น้อย ส่วนใหญ่อยู่คอนโด ร้านอาหารแบบร้านๆที่ไทยก็ไม่มี ไปที่ไหนก็เจอคนเยอะ กลับมาที่ Bugis เราหาซื้อของฝากซึ่ง… สิงค์โปรไม่รู้จะซื้ออะไรฝากดี สุดท้ายก็ไปจบลงที่ขนม ช๊อกโกแลต(จากญี่ปุ่นอีกที) และพวงกุญแจ 555

IMG_9852 IMG_9908

จบจากการซื้อของฝาก เราหอบหิ้วกระเป๋าที่หนักอึ้งเหมือนพวกบ้าหอบฟางมาที่ Garden By the by คนไม่เยอะมากแต่อากาศร้อนสุดๆ แถมกระเป๋าก็หนักสุดๆ เราเดินกันไม่ได้มาก ต้องมาพัดที่ร่มไม้ของ super tree แต่พอมีลมพัดมาก็ได้หายเหนื่อยกันบ้าง

IMG_9915

หลังจากพ่ายแพ้ให้อากาศอันร้อนระอุก็ได้เวลาจบทริปที่สนามบิน กลับบ้านเราไอเลิฟยูไทยแลน สามวันเอง คิดถึงกระเพรา คิดถึงส้มตำ คิดถึงผลไม้ 55555

เจอกันทริปหน้าตัดจบกันดื้อๆอย่างนี้แหละ 555——————–

 

 

IMG_9936