ถึงไม่ใช่ติ่ง ก็เที่ยวรอบ Seoul ได้ (Part แรก)

IMG_6548-22

อีกครั้งกับบันทึกการเดินทางของผม ซึ่งครั้งนี้ เป็นการเดินทางครั้งแรกที่เปิดโลกกว้างด้วยตัวคนเดียว ในดินแดนกิมจิ ด้วยความที่ไม่กี่วันก่อน jeju air ได้ออกโปรโมชั่นบินไปกลับ กรุงเทพ – โซลในราคา 96xx เท่านั้น แถมเวลาค่อนข้างสวยอีกด้วย จึงกดจองไปโดยไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าจะได้ไปตะลุยโซลในเร็ววันแบบนี้

ตั๋วเครื่องบิน

Capture1ตามที่กล่าวไปตอนแรก ผมได้ตั๋วโปรของสายการบินเจจูแอร์มาในราคา 9xxx เท่านั้น โดยเจจูแอร์เป็นสายการบินแบบ LOW COST สัญชาติเกาหลีใต้ มีซุงจุงกิ ดาราชื่อดังเป็นฟรีเซ็นเตอร์ โดย น้ำหนักกระเป๋าเช็คอินอยู่ที่ 15 kg น้ำหนักกระเป๋าขึ้นเครื่องอยู่ที่ 10 kg(ปัจจุบันตั๋วโปรทางสายการบินไม่ได้แถมกระเป๋าเช็คอินแล้วว ต้องซื้อเพิ่มนะ) ส่วนเวลาบินก็สวยๆ นะ ดึกถึงเช้าเที่ยวต่อ วันสุดท้ายกลับดึก เที่ยวเต็มๆ สี่วัน

จองที่พัก

Capture2 Capture3

ในตอนแรก ผมกะใช้บริการเว็บ Couchsurfing.com การหาที่พัก จนแล้วจนรอดก็หาโฮสไม่ได้ อาจจะเพราะ ผมยังไม่มี reference จึงต้องหันไปพึ่ง agoda เจ้าประจำ แน่นอน ราคากับ rating เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ผมต้องการที่พักสำหรับสามคืน จึงทำการจองไปสองที่ สองคืนแรกนอนที่ G Guesthome Itawon อีกคืนไปนอนที่ Han River Residence  ซึ่งจะกล่าวต่อไปในเนื้อเรื่องนะ

เตรียมพร้อมก่อนออกเดินทาง

20160515_094053

แน่นอน ผมเเหลือเวลาไม่ถึงเดือนที่จะต้องออกเดินทางแล้ว ครั้งนี้ไปคนเดียวอีกด้วย ทุกอย่างดูฉุละหุกไปหมด ผมต้องรีบทำการบ้าน เปิดหารีวิวต่างๆ เพื่อที่จะเอาตัวรอดที่นั้นลำพังได้ ของต่างๆต้องถูกเตรียมให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นปลั๊กไฟ ถ้าหัวแบนๆ ต้องหา adapter หัวกลมๆมาใช้ power bank ก็สำคัญอย่าลืม อ้อเรื่องอากาศ ที่ผมไปเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิอากาศค่อนข่างเย็นสบายในเวลากลางคืน และแดดจะแรงจัดในเวลากลางวัน ซึ่งไม่ต้องเตรียมเสื้อหนาวไปให้มากมาย

Capture4

เมื่อถึงวันเดินทาง

เที่ยวบินของที่จองไปนั้นออกตอนตีหนึ่งครับ ฉะนั้นหลังจากใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือนทำงานตามหน้าที่จนเลิกงานก็ได้เวลาปลดปล่อยชีวิตเป็นอิสระ รีบกลับบ้าน อาบน้ำอาบท่าเช็คของอีกรอบ เมื่อถึงเวลาแทกซี่มาจอดหน้าบ้านตรงตามเวลา ผมมาถึงสนามบิน เกือบๆ สี่ทุ่ม ก่อนเค้าเตอร์เปิด แต่ตอนนี้สิ คนต่อคิวบานเลยแฮะ ขาไปผมมีเพื่อนสมาชิกร่วมเดินทางไปไฟลท์เดียวกัน พอสมาชิกครบ ก็ไปที่เค้าเตอร์เช็คอินทำการเช็คอิน วาบเจอกันอีกที ก็หน้าเกตเลย ส่วนเกตที่ได้เดินขาลากสุดปลายฝันจริงๆ

ภาพตัดมาที่บนเครื่องบิน jeju air ใช้เครื่องบิน Boeing 737-800 รุ่นยอดนิยม เนื่องจากเป็นเครื่องขนาดไม่ใหญ่ระยะทางจากกรุงเทพถึงโซล น่าจะไกลสุดแล้วที่รุ่นนี้จะไปได้ นั่งแล้วไม่อึดอัดสบายๆ มีบริการเฉพาะฟรีน้ำดื่ม ลูกเรืองน่ารักสไตล์กิมจิ บินเครื่องขึ้นไม่นาน กัปตันก็ดับไฟพักผ่อนกันไป

 

20160518_054904

ใช้เวลา ห้า ชม.กว่าจะถึงโซล ที่โซลเวลาเร็วกว่ากรุงเทพ สองชั่วโมง และเราได้เห็นแสงแรกของวันบนเครื่อง ธรรมชาติได้ไล่โทนสีของฟ้าอย่างสวยงาม จนไม่นานนัก เราก็มาถึง Inchon International Airport สนามบินนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้

เท้าแตะพื้นแบกเป้ขึ้นบ่า

เมื่อถึงสนามบิน ผมผ่าน ตม. ได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร รับกระเป๋าเรียบร้อย ต่อไปก็ไปรับ wifi และ ซื้อบัตร T money สำหรับ wifi ผมเลือกใช้บริการของ kt mobile เพราะเค้ามีโปรโมชั่น จองผ่านเว็บ จะฟรีค่าเช่า เสียเฉพาะค่าเน็ตเท่านั้น วันละ 5000 won เท่านั้น vat อีก 10% รวมแล้วสี่วันมีค่าใช้จ่ายเพียง 22000 w(6xx baht) เท่านั้น เน็ตแรงหายห่วง อ่อสถานที่รับคือ บูตใกล้ๆประตูแปด เผื่อใครสนใจเพราะเทียบแล้วราคาถูกกว่าซื้อซิมหรือเช่า egg อีกครับ

ข้างๆกัน มีร้าน CU ซึ่งถือว่าเป็นร้านสะดวกซื้ออีกเจ้าที่เกาหลี(ไทยมีแค่แฟมกะเซที่ดังๆแต่เกาหลีมีหลายเจ้านะครับ) สิ่งแรกเลยที่ต้องซื้อคือบัตร T money บัตรเติมเงิน transport card ใช้ในการซื้อของเดินทาง ขึ้นรถไฟฟ้าทรถเมลเหมือนบัตร octopusของฮ่องกง หรือบัตร easycard ของไต้หวัน จัดแจงเติมเงินไป 30000 won ค่าบัตรอีก 4000 won  ลายน่ารักมั้ย อิอิ

20160518_081333

ตะลุยเดี่ยวเข้าเมืองโซลลลลลลลล

ถึงเวลาล่ำลาสมาชิกในทีมให้เดินทางปลอดภัย ผมเลือกโดยสารรถไฟฟ้า เข้าเมือง โดยรถไฟเข้าเมืองจะมีสองประเภทนั้นคือ all stop train กะ express train เลือกเอาตามสะดวกครับ เช้าๆ แบบนี้รถไฟฟ้ากลับคนไม่เยอะมาก แต่ก็ยืนยาวๆ จนถึงที่พักน่ะแหละ 5555 อ้อ พูดถึงระยะทาง ประมาณ สี่สิบโลมั้ง เข้ามาถึงโซลเนี่ยไกลไม่ใช่เล่น ภูมิประเทศรอบๆ สนามบิน จึงไม่ค่อยมีตึก มีแม่น้ำบ้างทะเลบ้างตามประสาชนบท มีสีเขียวขจีให้เชยชม ยืนดูวิวข้างทางมาเรื่อยๆ ไม่มีโอกาสให้ควักกล้องมาถ่ายเพราะของเต็มไม้เต็มมือ

หนึ่ง ชม. นิดๆเห็นจะได้ กว่าจะมาถึงสถานี Itawon  อันเป็นสถานีที่ใกล้ที่พักที่สุด ออกมาจากรถไฟฟ้าก็เจอกับเมือง อากาศสบายๆ มองรอบด้านตึกไม่สูงมาก เอาไงเปิดแผนที่ดู หาทางมุ่งน่าสู้ G Guesthome ต่อ บริเวณ itawon นี้คล้ายกับข้าวสารบ้านเรา เป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยว ตามแผนที่นึกว่าเดินไม่ไกลแต่จริงๆไกล พอควรเลย ผ่านร้านค้าต่างๆรวมถึงร้านอาหารไทยที่พบได้มากในบริเวณนี้

IMG_6469-3

G Guesthome ที่พักเล็กๆแต่อบอุ่นชะมัด

เดินเอาเหนื่อย ที่นี่เหมือนมีเขา  มีเนินตลอดทาง เดี๋ยวชันบ้าง ไม่ชันบ้าง ทำเอาคนพื้นที่ราบลุ่มอย่างเราได้หอบ เดินเข้าซอยเล็กๆเงียบๆจนมาถึงที่พัก G Guesthome  พอกดอ๊อด ก็ได้เจอกับ staff หนุ่มชาวโคเรียน สองคนออกมาต้อนรับ แนะนำที่นอน ล๊อกเกอ การเข้าออก ที่พัก และเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้เจอกับเดวิด (แต่ตอนนั้นยังไม่รู้จักกัน งงไหม)

IMG_6466-2

สำหรับบรรยากาศที่พักทั่วไปก็เหมือนอยู่บ้านพักเยาวชนครับ สะอาดสะอ้าน ห้องน้ำก็สะอาด มีอาหารเช้าง่ายๆให้ทำทานได้เอง การพักแบบ hostel มีข้อที่ควรรู้หลายๆ อย่างเช่น เราจะต้องล้างจานและแก้วที่เราใช้เอง การทักทายทุกคนที่เหมือนเป็นธรรมเนียมเหมือนอยู่บ้านเดียวกัน

แต่ผมเสียอย่างสื่อสารภาษาไม่ค่อยได้  ได้แต่ทักทายนิดหน่อยก็เนียนขอตัวออกมา ไม่รู้ว่าจะทำให้เสียชื่อคนไทยไม่มีมนุษยสัมพันธ์หรือป่าว ที่แน่ๆ ป๋มสื่อสารไม่ค่อยได้ง่ะ

20160518_095832 20160518_095838

IMG_6611-38

หลังจากเก็บข้าวเก็บของเปลี่ยนเสื้อสักหน่อย ก็พร้อมตะลุยโซลในวันแรกครับ วะหะหะหะ

นั่งหลับที่ Namsangol Hanok Village 

หลังจากเก็บข้าวของที่พักเรียบร้อย เดินจากที่พักมาขึ้น รถไฟใต้ดิน โดยที่นี่จะเรียกว่า Subway และ Subway นี้ถือ เป็นยานพาหนะหลัก หรือจะเรียกได้ว่า เป็น USS Enterprise ที่ผมใช้เดินทางตะลุยอวกาศโซลแห่งนี้ก็เป็นได้

อ้อ ไหนๆก็มาถึง Subway และ ที่นี้ Subway ซับซ้อนซ้อนเงื่อนเป็นคดีฆาตกรรมปริศนา ก็ว่าได้ ทางที่ดี เราควรโหลด app ไว้ประจำ smart phone  เป็น APP ที่ช่วยในการเดินทางใน seoul ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะ คำนวนราคา เวลา สับเปลี่ยนสถานี ข้อมูลทางออกจบใน app เดียว app นี้มีให้โหลดทั้ง android และ ios

https://play.google.com/store/apps/details?id=com.imagedrome.jihachul
https://itunes.apple.com/us/app/subway-korea/id325924444?mt=8

Capture

กลับมาเดินทางกันต่อ Namsangol Hanok Village เนี่ยเป็นหมู่บ้านที่จัดแสดงความเป็นอยู่โบราณของชาวเกาหลี สามารถเดินทางด้วย subway มาที่สถานี Chungmuro  ทางออก 3 แล้วเดินเลี้ยวซ้ายเข้าซอยมานิดนึง ที่นี่เข้าชมฟรี แต่หากต้องการร่วมกิจกรรมจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มครับ สำหรับผมแล้วที่นี่ไม่มีอะไรมาก บ้านรูปทรงคล้ายไปทางจีน ญี่ปุ่น แดดแรงๆ ประกอบกับเมื่อคืนไม่ได้นอน ทำเอาเพลียเหมือนกัน

IMG_6472-4 IMG_6475-5 IMG_6479-6 IMG_6480-7 IMG_6486-8 IMG_6488-9

ขนาดของตัวหมู่บ้านไม่ใหญ่มาก ใช้เวลาเดินไม่นานก็ทั่วครับ ได้เวลามาหาที่ร่มใต้ต้นไม้หลบแดด และตามที่บอกตอนแรก อากาศที่นี่ หากกลางคืนจะเย็น ไม่ต้องเปิดแอร์เปิดผมลมก็หลับสบายๆ แต่กลางวันนี่สิแดดแรงจริงๆ ร้อนเหมือนกัน แต่ไม่ร้อนอ้าวแบบบ้านเราครับ

ผมหาร่มไม้หลบแดด พอมีลมโชยๆ เย็นๆ บรรยากาศแบบ หลับแน่ๆ ก็เลยเผลอนั่งหลับไป(ทำไปได้)

IMG_6491-10

รู้สึกตัวอีกทีไลน์เด้งครับ ผมมีนัดกับสมาชิกที่มาเที่ยวบินเดียวกัน ปกติแล้ว ผมไปที่ไหนจะต้องไป landmark ของที่นั้นๆ สำหรับ โซลคงไม่พ้น N Seoul Tower เพราะเพื่อนที่มาในไพลท์เมื่อคืนไปพอดีเลยตกลงว่าจะไปพร้อมกัน

N Seoul Tower หอคอยแห่งความรัก

การเดินทางไป N Seoul Tower สามารถไปได้หลายวิธีเช่น นั่งรถเมล์ เคเบิ้ลคาร์หรือใครฟิตหน่อยสามารถเดินขึ้นได้ เราเลือกที่จะขึ้นโดยนั่งเคเบิ้ลคาร์ การเดินทางมายังเคเบิ้ลคาร์ สามารถเดินมาจากสถานี Myeongdong Exit 4 เดินเข้าซอยมาอีกนิด ขึ้นเนินเขาอีกหน่อย ก็จะเจอกับท่ารถเคเบิ้ลคาร์

IMG_6497-12IMG_6493-11

แต่แล้วเหมือนชะตาจะเป็นใจ เคเบิ้ลคาร์ปิดปรับปรุง เราจึงต้องหาทางอื่นเพื่อเดินทางไปยัง N Seoul Tower ต้องขอบคุณการจัดการที่ดีของ เคเบิ้ลคาร์ ได้จัดเจ้าหน้าที่พร้อมป้ายอำนวยความสะดวก เราสามารถนั่งรถเมลสาย 2 ขึ้นไปยัง N Seoul Tower ได้ โดนเดินเลยไปอีกนิดและข้ามฝั่งรอที่ป้ายรถเมล

IMG_6500-13

สำหรับรถเมล์ที่โซลถือว่าเป็นครั้งแรกทีผมได้ใช้บริการ รถเมลที่โซลคล้ายกับรถเมลเมืองใหญ่ๆหลายๆแห่ง คือสามารถใช้บัตรแตะชำระค่าบริการได้ แต่ผมไม่แน่ใจว่าแตะเฉพาะขึ้นหรือทั้งขึ้นทั้งลง ผมแตะมันหมดแหละ 555

รถเมลลัดเลาะมาตามทางที่คดเคี้ยว สูงขึ้นเรื่อยๆ เราเริ่มมองเห็นตัวเมืองในมุมสูง ระหว่างทาง เราจะเห็นบางคนเดินขึ้นเพื่ออกกำลังกายก็มี

IMG_6502-14

และแล้วก็มาถึง N Seoul Tower จนได้ แต่จริงๆ ก็ไม่ถือว่าถึงเพราะยังไงต้องเดินต่ออีกนิด อ่อคุณจะสังเกตุได้เมื่อคุณมาถึงป้ายรถเมลที่จะตรงลง ตรงนี้คนจะลงเยอะมาก และรถจะติดพอสมควรเลยล่ะ

IMG_6506-15

ถึงแล้ววว เห็นหอคอยอยู่ไกลๆ นั้นแหละ ที่เราต้องเดินไป เดินตามฝูงชนอันล้นหลามไปเรื่อยๆ ทางก็จะชันบ้าง แต่ก็ไม่ไกลนัก เราจะมาถึงลานกิจกรรม ข้างๆ หอคอย ตรงนี้ มักจะมีกิจกรรมมาจัดแสดงนักท่องเที่ยวเป็นประจำ วันนี้ที่ผมไปมีการจัดแสดงการใช้อาวุธโบราญ และการรำอะไรสักอย่าง

IMG_6511-17 IMG_6532-18 IMG_6537-19

ถ้าพูดถึง N Seoul Tower แล้วคงไม่มีใครไม่รู้จัก การคล้องกุญแจคู่รัก ซึ่งเยอะจริงๆครับ แต่ทางเจ้าหน้าที่จะมีการนำออกเรื่อยๆ อีกอย่างเดิมคู่รักที่มาคล้องกุญแจ จะโยนกุญแจลงด้านล่าง แต่ปัจจุบัน เค้ารณรงค์ไม่ให้โยนเพราะ สัตว์ที่อยู่ด้านล่างกินเข้าไปจะเป็นอันตราย

IMG_6559-24IMG_6542-20 IMG_6547-21 IMG_6575-26

สำหรับประวัติ N Seoul Tower ผมจะไม่ขอเล่า เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน 555 เอาเป็นว่ามันคือ หอคอยส่งสัญญาณทีวีมาก่อน ก่อนที่จะเปิดให้ท่องเที่ยวละกันและยังสามารถขึ้นไปชมวิวด้านบนได้แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนะ ผมเห็นว่าไม่มีอะไรจึงไม่ได้ขึ้นไป จึงได้แต่เดินรอบๆ ชมนกชมไม้ไปอ้อ ที่นี่มีเมเบิ้ลด้วยนะกำลังสวยเลย เสียดายมีน้อยไปหน่อย

หลังจากถ่ายรูปกะสิ่งคู่บ้านคู่เมืองเรียบร้อย ก็ต้องเดินทางกลับไปขึ้นรถเมลเพื่อไปลงไปด้านล่าง โดยจุดหมายสุดท้ายของวันนี้คือ เมียงดง แหล่งช๊อปปิ้งของวัยรุ่น ที่มีแต่ร้านเครื่องสำอางค์มากมายย เต็มไปหมด

IMG_6579-27

เมียงดง Myeongdong ถนนเครื่องสำอางค์

การเดินทางโดยที่ไม่ได้ทำการบ้านมาก่อน ทำให้เราต้องมายืนที่ป้ายรถเมล และไล่หาสายรถเมลทีละสายว่า จอดที่ไหนมาได้ จนเรามาหยุดอยู่ที่สาย 5 ถึงแน่นอนเมียงดง โดยเราต้องอาศัยการนับป้ายเอา หรืออีกวิธีการคือ google map ช่วยท่านได้ เพราะบางครั้งบางป้ายไม่มีคนลง จบกันนับไม่ถูก 555 ก็ได้ google map เนี่ยแหละช่วยชีวิตไว้

IMG_6586-28

ลงรถเมลปุ๊ยบข้ามถนนปั๊บก็เข้าสูเมียงงงดงงงง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือ นี่มันซีเหมินไทเปชัดๆ 555 เดินไปสักหน่อย ถึงได้รู้ว่า สิ่งที่ต่างคือ ร้านค้า ส่วนใหญ่มีแต่เครื่องสำอางค์ เครื่องสำอางค์และเครื่องสำอางค์ อ๊ากกกก สมาชิกในกรุ๊ปแยกย้ายตามหาของฝากซื้อให้กับที่ทำงาน จนพวกเราเริ่มรู้สึกว่าหิวมากและ เพราะตั้งแต่มาถึงเมื่อเช้าได้หนมปังเซเว่นจากไทย ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยยยย แต่ที่อ่านรีวิวมา ร้านรวงมันเยอะแยะเลยนิ แล้วนี่หายไปไหนหมด ไม่มีร้านของกินสักร้าน

IMG_6588-29

เราเดินจนแถบสุดถนนถึงเจอกลุ่มร้าน ก็เลือกเลยอาหารญี่ปุ่นทงคัตซึ 555 ไหงมื้อนี้เป็นทงคัตซึเนี่ย แต่ตอนนี้ไม่ไหวแล้วหิวเหลือเกินนนน จัดแจงสั่งมาเลย

IMG_6592-31

จานที่ได้นั้นใหญ่มาก ทานได้สองคนเลยแหละ ดีไม่ได้สักมาครบไม่งั้นตาย ท้องแตก แต่ถ้ามองไปโต๊ะข้างๆ วัยรุ่นกลุ่มนึงจัดคนละจาน กินเข้าไปได้ไงหมดวะเนี่ย

พูดถึงร้านอาหารที่เกาหลี มักจะมีกิมจิให้เรากินประกอบทุกมื้อไม่ว่าคุณจะสั่งอะไร สามารถตักกิมจิได้ฟรี กินเท่าไหร่ก็ได้ สุดยอดเลย ส่วนน้ำเปล่า แทบทุกร้านจะเตรียมไว้ให้ลูกค้า เทใส่แก้วดื่มได้เลยครับ

หลังจากอิ่มท้องแล้ว เดินออกมานอกร้าน ฟ้าเริ่มครึ่มๆ ไปบ้าง แต่เอ๊ะ มองนาฬิกา นี่มันทุ่มนึงแล้ว ที่บ้านเราเห็นแบบนี้น่าจะแค่ห้าโมงเย็น และอีกสิ่งนึงที่แปลกออกไปคือ ร้านรถเข็น เริ่มมีการตั้งร้านกันตามทางเดินมากขึ้น ทำให้พื้นที่ที่เหลือไม่มากในท้องได้เติมเต็มเข้าไปอีก

IMG_6604-35IMG_6599-32

ของกินตอนกลางคืนเยอะมาก ส่วนใหญ่จะเป็น เสียบไม้ หรือของกินเล่นๆ  หลายอย่างแพงกว่าตลาดอื่นๆ(มาทราบภายหลัง)  เราเดินกินนู้นนี่มาเรื่อยๆ จนท้องรับไม่ไหว ฟ้าเริ่มมืดลง ก็แน่ล่ะ นี่มันจะสองทุ่มและ 555 ก็ได้เวลาแยกย้ายจากสมาชิกจำเป็น ออกเดินทางเดี่ยวๆอีกครั้งเพื่อกลับไปพักผ่อน

IMG_6601-34IMG_6600-33

บุคคลน่าสงสัย???

สำหรับวันแรกนี่เพลียมาก กลับมาถึงพี่พัก เพื่อนร่วมห้องยังไม่เข้ามากัน จัดแจงอาบน้ำอาบท่า ล้มตัวลงบนที่นอน ระหว่างกำลังดูรูปถ่ายอยู่นั้น จุดเปลี่ยนสำหรับวันพรุ่งนี้ก็เริ่มขึ้น เพื่อนในเว็บ couchsurfing.com ซึ่งได้คุยกันบ้างก่อนจะมาที่เกาหลี

ย้อนกลับไป 1 เดือน ก่อนมายังเกาหลี ผมได้สร้าง Event ไว้ว่าผมจะมาที่โซล อยากได้คำแนะนำในการท่องเที่ยว  เวลาผ่านไปสามอาทิตย์ ไม่มีใครติดต่อมาเลย T T จนสามวันจะเดินทาง มี สมาชิกสาวคนนึง รูปโปรไฟล์พริ้งค์มากทักเข้ามา แถมพึ่งจะสมัครเว็บมา บอกผมว่าเค้ายินดีจะให้คำแนะนำหลายๆอย่าง ผมจึงขอ line ไป หลังจากนั้นก็ติดต่อผ่าน line

ช่วงแรกนั้นผมยอมรับเลย ไม่ไว้ใจอย่างมาก สมาชิกใหม่แถมรูปโปรไฟล์ขนาดนั้น แล้วผมก็แอด line ไป รูปโปรไฟล์ line ผู้ชายแน่นอน ชื่อก็ไม่ใช่ เอ๊ะลองถามดูว่าคุณใช่ ….. ไหม เค้าบอกว่าใช่ อ๊ะ โอเคเราจะไม่ถามอย่างอื่น จะชายหรือหญิงตัวจริงตัวปลอม ถ้าเราไม่ให้ข้อมูลที่อยู่หรือแพลนละเอียดซะอย่างคงตามไม่เจอ

ผมจึงแค่ส่งแพลนคร่าวๆให้ดู ว่า โอเคไหมในแต่ละวัน ก็ได้รับคำแนะนำกลับมา ก็ไม่ได้คิดอะไร

วาร์ปกลับมาเวลาปัจจุบัน ตอนนี้ผมตอนอยู่ใน hostel กำลังเช็ครูป ในกล้อง และจุดเปลี่ยนของวันพรุ่งนี้ก็เกิดขึ้น เพื่อนชาวเกาหลีคนนี้ทักมา ว่าอยู่ไหนแล้ว ถึงเกาหลีแล้วใช่ไหม พรุ่งนี้ว่าง เรามาเจอกันไหม ในใจผมน่ะหรอ กล้าๆกลัวๆ โดนมิฉาชีพป่าววะ บ้านเรามีเพียบ แถมชอบถามว่าเรามาคนเดียวหรอ ยิ่งไม่น่าไว้ใจใหญ่ เอาไงดี …

ผมก็โดนตื้อพักใหญ่ จนผมเลยถามไปตรงๆว่า คุณเป็นคนไม่ดีหรือเปล่า เป็นโจร เป็นคนหลอกลวงเท่าที่ภาษาอังกฤษของผมกับ google จะพอช่วยได้ ใส่ไปเต็มที่

และโดนตอบกลับมาว่า เค้าเป็นเพียงเด็กผู้หญิงเท่านั้น จะมาทำไรได้ เค้าต่างหากที่ต้องกลัวเราในการเจอกันครั้งแรก สำหรับเพื่อนจากเว็บ รูปโปรไฟล์ไม่ใช่ตัวเค้า ถ้าคุณไม่เชื่อจะวิดีโอคอลก็ได้(แต่เนื่องด้วยอยู่ในห้องแล้วจึงปฏิเสธไป)

เราก็อ่ะ โอเค ไปเจอก็ไปเจอ จึงส่งแพลนของวันรุ่งขึ้นให้ เผื่อเค้าจะพาไปไหน รวมทั้งเมนุอาหารเกาหลีที่เราจดๆมา เพื่อให้เค้าพาไปว่างั้น งั้นตกลงเจอกันพรุ่งนี้ ก่อนนอน เพื่อความชัว ผมขอให้เพื่อนคนนี้ส่ง รูปให้ในไลน์ โดยบอกไปว่า ผมจะรู้ได้ไงว่าเป็นคุณ เพื่อเช็คว่าตกลง เค้าเป็นหญิงหรือชาย กันแน่ๆ 555

จบวันที่หนึ่งอันแสนหฤโหด  บนที่นอนอันอบอุ่น อากาศเย็นๆไม่ต้องเปิดแอร์


พร้อมลุยในวันที่สอง

ปกติแล้ว ผมเป็นคนตื่นเช้า มาที่นี่ ผมตื่นหกโมง พบว่าฟ้าสว่างเป็นที่เรียบร้อย แต่สมาชิกร่วมห้องยังไม่ตื่นกันเลย ผมนอนกลิ้งไปมาบนที่นอนสักพักถึงย่องลงมาอาบน้ำแปรงฟัน ด้วยความที่นอนเตียงบน กับหุ่นชาวเอเชียอย่างผม จะขึ้นลงแต่ละทีลำบากมาก แถมยังต้องพยายามเงียบ เพื่อไม่ให้รบกวนเพื่อร่วมห้องอีกด้วย ทำเอาใช้เวลาพอสมควร

IMG_6609-37

หลังจากล้างหน้าแปรงฝันเป็นที่เรียบร้อย ผมก็พบกันผู้หญิงอายุไม่มาก เค้าแนะนำตัวเองว่า ชื่อฟิโอน่า เป็นเจ้าของโฮสเทลแห่งนี้ สำหรับ Fiona คือชื่อของตัวละครในเรื่อง shrek ในโฮสเทลเราจะเห็นรูปเธอหมายถึงตัวกระตูนนะ แปะตามจุดต่างๆ ของโฮสเทลอยู่ทั่วเลย ฟิโอน่าจัดแจง เตรียมอาหารเช้า ผมก็ได้ทานพอดี ปกติแล้วอาหารเช้าที่นี้ จะเป็นซีเรียล นม น้ำผลไม้ ไข่ คุณสามารถใช้เตากับกะทะทำอาหารเองได้

IMG_6608-36

ระหว่างทานมีเพื่อนร่วมโฮสเทลเข้าทานข้าวเช้า ก็ทักทายกันตามประสา ใจจริงผมอยากจะดาวไข่นะ แต่ยังไม่เคยใช้เตาของที่นี่ไม่รู้ต้องทำไง กลัวทำโฮสเทลไฟไหม้ เลย ข้ามไปละกัน 555 อ้ออีกอย่างหากทานเรียบร้อย ก็ควรเก็บล้าง เพื่อคนอื่นจะมาใช้ต่อได้ ซึ่งโฮสเทลส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้

พระราชวัง Gyeongbokgung ที่ยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง

ผมออกเดินทางจากโฮสเทลตอนแปดโมงกะเวลาไปถึงที่พระราชวังเคียงบกพอดีที่เค้าเปิดให้เข้าชม เหมือนกันกับเมื่อวาน subway เป็นยานพาหนะหลักของทริปนี้ สถานีที่เราจะไปคือชื่อเดียวกับพระราชวังนั้นคือ Gyeongbokgung  station ทางออก 5  จะโผล่มายังประตูด้านข้าง ออกมาปุ๊บก็พบกับแสงแดดอันแรงกล้า ทั้งๆที่อากาศยังเย็น สังเกตุหนุ่มสาวชาวเกาหลี ที่มาท่องเที่ยวจำนวนมาก เดินเข้ามาเรื่อยๆ จะพบกับที่จำหน่ายตั๋ว การเข้าชมจะเสียค่าเข้าชม 3000 วอน

IMG_6621-42

หลังจากเดินเข้ามาในตัวพระราชวังแล้ว จะเห็นอาคารขนาดใหญ่ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของที่นี่ก็ว่าได้  และที่น่าสนใจไม่แพ้พระราชวังคือ วัยรุ่นมักจะแต่งตัวประจำชาติในชุดฮันบกมาถ่ายรูปที่นี่ ซึ่งจริงๆแล้วอยากขอถ่ายรูปด้วยนะแต่อายอ่ะ 5555

IMG_6634-47 IMG_6651-50

เดินเข้ามาเรื่อยๆ  แรกๆคิดว่าคงไม่ใหญ่มาก คงไม่มีอะไรให้ชมสักเท่าไหร่ แต่เมื่อเข้ามาแล้วกลับกัน พื้นที่ใหญ่โตกว้างขวางมี อาคารให้ถ่ายรูปมากมาย หากมีเวลาสักครึ่งวันสามารถเก็บได้หมด แต่ที่สำคัญหากจะมาควรพกร่มหรือหมวกมาด้วยนะครับ แดดแรงจริงๆ อิอิ

IMG_6672-53

IMG_6678-54 IMG_6696-57

ลักษณะขอสถาปัตยกรรม ที่นี้จะเป็นอาคารคล้ายๆทางจีน ญี่ปุ่นผสมๆกันไปตามแนวทางประเทศแทบนี้ ตกแต่งด้วยสีแดงเป็นหลัก แซมสีเขียวและลวดลายสีต่างๆตามชายคา สำหรับประวัติศาสตร์นั้นผมไม่รู้ขอข้ามไปละกัน 5555

IMG_6712-58 IMG_6742-63

เดินเล่นจนเริ่มรู้สึกเหนื่อย จึงหาร่มไม้นั่งพัก อ่านนู้นนี่ในเฟสบุ๊คไปพลางๆ วันนี้ผมมีนัดกับคนแปลกหน้า เพื่อนใหม่ชาวเกาหลี ไม่นานเพื่อนก็ทักมา ถามว่าอยู่ไหนผมทานอะไรหรือยัง เดี๋ยวจะพาไปหาอะไรอร่อยๆกิน เค้าใกล้ถึงแล้ว เลยตกลงปลงใจไปตามนั้น ไหนๆมานี่ยังไม่มีอาหารเกาหลีแท้ๆตกถึงท้องเลย

IMG_6745-64

เดินออกจากเขตวัง ยังบ่นๆกับเพื่อนอยู่เลยว่า อยากดูพิธีเปลี่ยน Guard แต่หาไม่เจอว่าเค้าอยู่ตรงไหนกัน จนเดินออกมานี่แหละ ที่แท้ อยู่ด้านหน้าเลย ตรงถนน ได้เวลาเปลี่ยนกะพอดี โชคดีจริงๆ

ผมเคยดูของไต้หวันมา แต่ของไต้หวันจะเป็นทหารในชุดยุคปัจจุบัน แต่หน้าวังเกียงบก  จะมาในชุดโบราณและใส่หนวดเหมือนในหนังเลย ได้บรรยากาศไปอีกแบบ หลังจากเปลี่ยนแล้ว ก็จะยืนนิ่งให้นักท่องเที่ยวเข้าไปถ่ายรูปได้ แต่ใกล้เวลานัดแล้วผมต้องรีบถ่ายๆและไปหาเพื่อนที่จุดนัดIMG_6747-65

====ติดตามอ่านตอนต่อไป วะหะหะ ขอจบครึ่งแรกเท่านี้ก่อนครับ===

2 วัน 1 คืนบนแพเพลินไพร เขื่อนรัชประภา

ต้นเดือนมีนาที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสหาข้อมูลที่พักที่เขื่อนรัชประภา เพื่อที่จะเดินทางไปชมความสวยงามของเขื่อนที่ขึ้นชื่อว่าสวยอันดับต้นๆของประเทศ  และหากนักท่องเที่ยวต้องการที่จะพักในเขื่อนเพื่อชมความสวยงามคงหนีไม่พ้นที่จะนอนแพ  ในบรรดาแพที่ได้สัมปทานบนเขื่อนนั้นมีหลากหลายตั้งแต่ธรรมดา ไฟฟ้าเปิด-ปิดเป็นเวลา จนไปถึงแพหรูๆ แพงๆ แต่สำหรับผม ตัวเลือกในครั้งนี้แน่นอนว่าต้องเป็นแพที่ราคาไม่แพง นั้นคือ แพเพลินไพร http://www.ploenprai.com/

การท่องเที่ยวเขื่อนรัชประภานี้ สามารถทำได้หลากหลาย ดังนี้
1. จองห้องพักพร้อมอาหาร และเรือแยกกัน
2. จองห้องพักพร้อมอาหารรวมทั้งเรือ ผ่านบริษัททัวร์
3. จองห้องพักพร้อมอาหารรวมทั้งเรือ ผ่านแพที่พัก

IMG_6054

สำหรับวิธีแรกผมว่าเหมาะกับ นักท่องเที่ยวกรุ๊ปเล็กๆ เพื่อที่จะไปหาหรือหารค่าเรือเอาข้างหน้า หรือแค่ต้องการไปพักเฉยๆไม่ต้องการเที่ยวรอบๆเขื่อน ส่วนวิธีที่สองเนี่ยเหมือนกันวิธีที่สาม ซึ่งเป็นแพคเก็ต  แต่บริษัททัวร์คิดค่าหัวเพิ่ม  เพียงแต่ว่าหากเราติดต่อแพโดยตรงได้ ราคาจะถูกกว่า อิอิ ในครั้งนี้ เพื่อความสะดวกผมติดต่อแพและจองเป็นแพคเก็ตกับแพโดยตรงครับ

สำหรับแพเพลินไพร ราคาจะอยู่ที่ 3400 บาทต่อท่าน เริ่มต้นที่ สองท่าน แต่ถ้ามากันหลายคน ราคาจะถูกลงเรื่อยๆ โดยก่อนวันเดินทาง ทางที่พักหรือคนจัดเรือจะโทรมายืนยันเวลา และจุดนัดเจอ
ทั่วไปแล้วทางแพจะนัดเวลาประมาณ 9:30-10:30 น.

IMG_5967

เมื่อถึงที่นัดหมาย ทางเจ้าหน้าที่ จะพาเราไปแนะนำคนขับเรือและเรือที่จะใช้เป็นพาหนะท่องเที่ยวรอบๆเขื่อน โดยคนขับเรือท่านนี้จะอยู่กับเราตลอดทริปเลยก็ว่าได้ คนขับเรือของเราชื่อพี่รักษ์ ซึ่งก็เป็นชาวบ้านที่พักอาศับในแถบนั้น

มาดูที่เรือ เรือลำที่ได้นั้นค่อนข้างใหญ่ น่าจะนั่งได้สิบกว่าคน แต่หากคุณจองเป็นแพคเก็ตมาแล้ว ก็ไม่ต้องจอยทัวร์กับใครครับ เรือลำนี้ของเราเพียงผู้เดียว อิอิ

เราเริ่มออกเดินทางตอนสิบโมง และยังพอมีเวลา ทางพี่รักษ์ คนขับเรือได้สอบถามเราว่า เราจะเลือกไปดูเขาสามเกลอก่อนหรือ จะเข้าที่พักก่อนแล้วค่อยไปดูเขาสามเกลอในวันพรุ่งนี้ แน่นอนครับผมเลือกไปดูตอนเช้าพรุ่งนี้ เพราะเห็นว่าอากาศตอนเช้าน่าจะดีกว่าตอนเที่ยงๆ แดดจ้าๆ แบบนี้

IMG_6080

เมื่อเรือออกจากท่าเรือเทศบาล เราจะเริ่มเห็นผืนน้ำขนาดใหญ่ มีภูเขาหินปูนตั้งตระง่ารอบๆด้าน น้ำสีเขียวมรกรตเข้มช่างสวยงามอะไรเช่นนี้ เรือแล่นไปเรื่อยๆลมเย็นสบายพัดปะทะหน้า ยิ่งได้เห็นความยิ่งใหญ่ของเขื่อนแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ  เรือแล่นประมาณ 15 นาทีพี่รักขับเรือเลี้ยวขวา หลบเข้ามุมแล้วแกก็ชะลอเรือและบอกกับเราว่า แวะมาที่นี่ก่อนครับเค้าเรียกกุ้ยหลินน้อย ที่นี่ เงียบสงบ มีภูเขาหินขนาดย่ยอมๆ น้ำสีเขียวใสๆ ให้ถ่ายรูปพอสมควรก่อนที่เราจะเดินทางต่อ

IMG_5982

 

เรานั่งเรือต่ออีกประมาณ สิบห้านาที ก็ถึงแพเพลินไพร แพเพลินไพรมีห้องพักสองแบบคือ แบบไม้เชอร่า จะเป็นบ้านหลังเล็กๆทำด้วยไม้ ที่นอนจะเป็นนฟูกปูบนพื้น บ้านแบบนี้ จะมีระเบียงนั่งเล่นและทางเดินด้านหน้าสามารถลงเล่นน้ำและนั่งเล่นได้ ส่วนอีกแบบจะเป็นบ้านน๊อคดาว บ้านแบบนี้คล้ายกับบ้าน ที่ทำจากยิบซั่ม ไม่มีระเบียง ด้านนอกไม่สวยงามไม่มีที่นั่งเล่น แต่ภายในจะเป็นเตียงและตกแต่งดูดีกว่าแบบบ้านไม้เชอร่าทั้งนี้ราคาบ้านทั้งสองแบบเท่ากันอยู่ที่เราจะเลือกครับ

สำหรับในห้องพักไม่มีอะไรมาก พัดลมแบบติดผนังหนึ่งตัวซึ่งเปิดไม่ได้เพราะยังไม่ใช่เเวลาเปิดไฟ กับรูปลั๊กว่างๆสองสามรูไว้สำหรับชาร์ต ส่วนใครที่ติดไดร์เป่าผมกับที่หนีบผมมา ที่นี่รวมถึงแพอื่นๆเค้าห้ามนะครับ มันมีผลกับไฟที่มาจากเครื่องปั่นไฟ

IMG_6028

สำหรับห้องน้ำ ที่นี่ห้องพักไม่มีห้องน้ำในตัว ห้องน้ำจะเป็นห้องน้ำรวมอยู่สองข้างของแพ ห้องน้ำฝั่งบ้านน๊อคดาวดูดีกว่ามากครับ หากมาแนะนำเดินมาเข้าฝั่งนี้ดีกว่า

หลังจากได้ห้องเรียบร้อย เราเก็บของเข้าที่พัก นอนเล่นนั่งเล่นพักผ่อน รอเวลาอาหารเที่ยงซึ่งจะเริ่มในอีกไม่นาน ที่แพแห่งนี้ยังรับนักท่องเที่ยงที่เป็น one day trip โดยจะมารับประทานอาหารและเล่นน้ำที่แพแห่งนี้ด้วย เราจึงจะเห็นชาวต่างชาติ ที่มาเล่นน้ำพายเรือหรือแม้แต่นอนอาบแดดท้าตะวัน ให้เราดูกันเพลินๆ

IMG_5990

อาหารทุกมื้อที่แพแห่งนี้จะจัดให้เราทานเป็นกับข้าว ไม่ใช่บุฟเฟ่ตัก แต่ก็เติมได้ ซึ่งมื้อแรกของแพคเก็คเป็นมื้อเที่ยง กับข้าวสามอย่าง ผัดผัก แกงจืดและผัดอะไรสักอย่างคล้ายสะตอ 555 พร้อมน้ำอัดลมขวดใหญ่ น้ำแข็งถัง รวมถึงผลไม้ประจำภาคใตนั้นคือแตงโมกะสับปะรด 555 สำหรับรสชาติอาหารจะเป็นทางใต้ครับจัดถูกใจผู้ที่ชื่นชอบอาหารใต้ หรือมือใหม่อย่างผมแน่นอน

มื้อแรกที่นี่ผ่านไปแบบเต็มอิ่ม จริงๆ พนักงานยิ้มแย้มเดินมาถามตลอดว่าเติมไหมๆ ไม่ไหวครับท้องจะแตกและ เรานัดคนขับเรือไว้ตอนบ่ายโมง เมื่อถึงเวลาก็มาเจอพี่รักที่หน้าแพเพื่อที่จะออกเดินทางไปเดินป่า นั่งแพ ดูถ้ำ แต่ในรอบนี้ไปใกล้ๆ พี่รักจึงขอให้แขกและคนขับเรือของลำอื่นไปเรือลำเดียวซึ่งผมก็ไม่ติดอะไร

IMG_5998

นั่่งเรือไม่นานเราก็มาถึงจุดท่องเที่ยวแรก เรามาเพื่อ “เดินป่า” เดินป่าเนี่ยนะร้อนๆ แบบนี้แหละ ตรงจุดเริ่มต้นจะมีร้านขายเครื่องดื่มให้นักท่องเที่ยวอยู่ ซึ่งรู้ๆกันว่าแพงงงงง บอกไว้ได้เลยไม่ได้กินเงินผมหรอก 55555 ระยะทางเดินป่าจะอยู่ประมาณ กิโลกว่า ต้นไม้ไม่ได้ดูแล้งแบบป่าทางภาคอีสาน ทางเดินก็ชันบ้างราบบ้าง ก็ได้แต่ถามตัวเอง เรามาทำอะไรที่นี่ 555
จนได้คำตอบจากพี่รักว่า ที่ที่เราจะเดินไปคือ อ่างเก็บน้ำห้าร้อยไร่ ซึ่งไม่สามารถเข้าหรือออกโดยใช้เรือ แต่จะมีทางน้ำใต้ดินเชื่อมกับเขื่อนส่วนด้านนอก และสมัยก่อนแพชื่อดังก็อยู่ตรงนี้ นักท่องเที่ยวต้องเดินเท้าเป็นระยะทางโลครึ่งเพื่อนเข้ามาพัก แต่ปัจจุบันได้ย้ายออกไปตั้งด้านนอกแล้ว

IMG_6000

เมื่อมาถึงอ่างเก็บน้ำห้าร้อยไร่ เราจะพบกับ แพของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และแพกลางให้ความรู้ รวมถึงร้านเล็กๆของเจ้าหน้าที่  พักเหนื่อยสักพัก กิจกรรมต่อไปคือ นั่งแพไม้ไผ่เพื่อไปถ้ำฝั่งตรงข้าม อย่างที่บอก ที่นี่ไม่สามารถนั่งเรือเข้ามาได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเรือ จึงต้องอาศัยไม้ไผ่ติดเครื่องยนต์เล็กๆ เป็นพาหนะแทน

IMG_6004

เมื่อแพเริ่มเดินเครื่องไกด์ตัวน้อยซึ่งน่าจะเป็นลูกของเจ้าหน้าที่ป่าไม้รับหน้าที่ต่อจากพี่รัก พาเรานั่งแพไม่ไผ่ ประมาณสิบนาทีกลางแสงแดดจ้า ก็มาถึงปากทางถ้ำ ทางเดินชันเล็กน้อย ด้านในถ้ำนั้นมืดสนิท ทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะมีไฟฉายให้ ซึ่งบริการทั้งหมมดนี้จะรวมอยู่ในแพคเก็ตแล้ว นั้นคือ ทางแพจะจ่ายค่าเข้าอุทยาน แลละค่าเจ้าหน้าที่พาเดินถ้ำให้แล้ว อ้อ สำหรับตอนนั่งแพร้อนๆ เนี่ย สามารถเช่าร่มหรือหมวกตรงแพเจ้าหน้าที่ก็ได้นะครับ จะได้ไม่ร้อน

กลับมาที่ถ้ำ ถ้ำนี่มีชื่อว่า ถ้ำปะการัง ไกด์ตัวน้อยของเรามือนึงถือดาบ lightsaber นำทางพร้อมกับอธิบายแต่ละจุดว่า ตรงนี้ชื่ออะไร ส่วนเราผู้ชมก็ต้องมโนกันตาม ถ้ำนี้ขนาดไม่ลึกมาก พอเดินสบายๆ สวยงามในระดับหนึ่ง เดินชมจนถึงด้านในก็เดินกลับมาทางเดิม

IMG_6017

ชมถ้ำเสร็จ แพไม้ไผ่ ก็จะนำเรากลับมายังแพเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เราก็จะเห็นพี่รักนั่งคอยเราอยู่และเดินกลับอีกโลครึ่งเพื่อกลับไปขึ้นเรือ ระหว่างทาง ก็ได้พูดคุยกับทางพี่รักว่า เจ้าหน้าที่ที่นี่ ต้องอยู่อย่างสมถะมากๆ ไฟฟ้าก็ไม่มี ดูแพที่พักก็ไม่มีอะไร แต่พี่รักก็บอกว่า เจ้าหน้าที่ ที่นี้รายได้ดีนะ จากขายของให้นักท่องเที่ยวนี่แหละ อิอิ

IMG_6024

เราเดินกลับมายังจุดแรกที่ ที่เรือเราจอด จากเดิมว่าร้านค้าของเจ้าหน้าที่ไม่ได้กินเงินผม สุดท้ายก็ยอม สปอนเซอ 1 ขวดราคา 30 บาท แพงกว่าที่ฝั่ง 1 เท่าตัวซึ่งลองเช็คราคาเครื่องดื่มอื่นๆก็เช่นกัน

เรานั่งเรือกลับมาที่แพเพลินไพรประมาณ บ่ายสามโมง มาถึง ทั้งเสื้อผ้า ฝรั่งนอนอาบแดดกันเต็มระเบียงเลย 555

พักจากการเดินป่าจนแดดเริ่มร่มก็ถึงเวลาพายเรือเล่น รอบๆที่พัก ที่แพเพลินไพรนี้มีเรือพายบริการฟรี แต่จะต้องมัดจำไม้ราคาห้าร้อยบาท สั้นๆสำหรับบรรยากาศ สงบมากครับ พายเรือชิวมาก เงียบสงบน้ำนิ่งลมพัดเอือยๆ ถึงแม้จะร้อนบ้าง แต่เอาเป็นว่าสงบสุดๆครับ

หลังจากพายเรือแล้ว ยังมีอีกกิจกรรมรออยู่ นั้นคือเล่นน้ำ เล่นตรงหน้าห้องที่พักแหละครับ ทางแพจะมีขอนไม้ขนาดใหญ่ ให้นักท่องเที่ยวได้เกาะ ได้นั่งแช่น้ำ อีกทั้งข้อดีของขอนไม้คือ ช่วยลดคลื่นที่มาปะทะตัวแพ ยามเรือแล่นอีกด้วย

IMG_6030

เล่นน้ำจนพอเพียงก็ได้เวลาสำรวจห้องน้ำเพื่ออาบน้ำ ห้องน้ำที่แพไม่ต้องหวังจะมีน้ำปะปาครับ น้ำที่ใช้ก็เป็นน้ำจากเขื่อนน่ะและ อิอิแต่ก็ไม่สกปรกนะครับ อาบได้ๆ

ต่อมาก็มื้อเย็น จัดว่าเต็มอิ่มมากปลาแรดทอดตัวใหญ่ๆ ผัดพัก น้ำพริกกะปิ แกงเหลืองปลาทะเล และผลไม้ เช่นเดิมท้องเกือบแตก 5555
อีกหนึ่งเรื่องที่นักท้องเที่ยวต้องรู้คือ ไฟฟ้าไม่มีนะครับ สัญญาณมือถือก็ไม่มี (แต่เห็นว่ามี ais นะ) สำหรับไฟฟ้า ทางแพจะมีเครื่องปั่นไฟโดยเริ่มทำงาน หกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน ในห้องนั้นแน่นอนไม่มีแอร์ จะมีแต่พัดลม หลังจากมื้อเย็น ก็มานอนตากพัดลมหลับไป ใครที่ตื่นกลางดึกอาจจะร้อนบ้าง บางคนไม่ไหวอาจจะมานอนนอกบ้านก็ได้ไม่ว่ากัน

เลยเวลาเที่ยงคืนทางแพจะปิดเครื่องปั่นไฟ ถามว่าร้อนไหมก็ร้อนบ้างครับ แต่ก็หลับได้ และในช่วงกลางคืนหากใครจะเข้าห้องน้ำเวลานี้ก็ไม่ตั้งห่วงจะมืดนะครับ ทางแพจะเดินเอาตะเกียง มาวางไว้หน้าห้องของเรา เพื่อส่องแสงยามค่ำคืนซึ่งก็ถือว่าทางแพดูแลลูกค้าดีระดับหนึ่ง

IMG_6042

เช้าวันต่อมา ตื่นแต่เช้า มื้อเช้าที่นี้จะเป็นข้าวต้มกับกับให้นักท่องเที่ยว พี่รักนัดเราตอนแปดโมงเพื่อจะนั่งเรือไปชมกุ้ยหลินเมืองไทยหรือเขาสามเกลอ ก่อนจะกลับขึ้นฝั่ง เขาสามเกลอนี้ แต่เดิมเป็นบริเวณที่เคยมีหมู่บ้านอยู่ ซึ่งก่อนที่น้ำจะขึ้นมาถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวสามารถดำน้ำไปดูซากหมู่บ้านได้ แต่ตอนนี้ลึกมากแล้วก็จินตนาการเป็นพอ

IMG_6114
เขาสามเกลอเป็นไฮไลท์อีกแห่ง ของเขื่อนรัชประภา เป็นเขาหินปูนจำนวนสามแท่น วางข้างๆกัน เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมักจะมาถ่ายรูปกัน

IMG_6086

และแล้วก็ได้เวลาเดินทางกลับขึ้นฝั่ง ทางพี่รัก ก็จะพาเรากลับไปส่งที่ท่าเรือเทศบาลเพื่อกลับขึ้นฝั่งพร้อมกับความประทับใจ ในเขื่อนรัชประภาที่สวยงามแห่งนี้ ส่วนพี่รักเองก็รอที่จะรับลูกค้ารายถัดไป ซึ่งเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันของผู้คนที่นี่…..

สรุปข้อมูลที่สำคัญคร่าวๆ
– ค่าแพคเก็ต 2 วัน 1 คืน อาหาร 3 มื้อ ราคา 3400/คน
– ค่ารับฝากรถคืนละ 80 บาท
– สัญญาณโทรศัพท์มีแค่ ais มีเป็นพักๆด้วย
– ไฟฟ้าเปิดหกโมงปิดเที่ยงคืน

 

ขับรถเล่นกว่า 1500 km ตาก สุโขทัย อยุธยา ของแถมที่ได้คือประสบการณ์(Part หลัง)

การเดินทางยังคงดำเนินต่อ แต่หลังจากนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้น จะแตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง จนชักสงสัยว่า มันรวมเป็นทริปเดียวกันได้ยังไง O_O 5555

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559

0:35 น. หลับๆตื่นๆ
แสงจันทร์ในคืนข้างขึ้นกับลมพักเอื่อยๆ  บนยอดดอยแห่งนี้อากาศไม่หนาวมาก ดูเหมือนบรรยากาศชวนเงียบเหงา แต่ไม่เลย ผมยังคงได้ยินเสียง คร๊อกกกกกกก คร๊อกกกกก ตลอดทั้งคืน บางสิ่งบางอย่างทำให้ไม่อาจจะหลับสบายได้เหมือนอยู่ที่บ้าน ทั้งๆที่เมื่อคืนก็นอนน้อย ออกจากบ้านแต่เช้า แต่นี่ก็ดึกแล้ว ยังไม่ได้พักเต็มๆที่สักที มัวแต่หลับๆตื่นๆ คงไม่ใช่เพราะเสียงกรนของพี่ๆ ที่อยู่ในเต้นท์ที่ห่างออกไป แต่อาจจะเป็นพื้นแข็งๆ ตรงหลังของผมนี้แหละ เอ๊ะ เรากางเต้นท์บนหินหรือเปล่าเนี่ย หรือว่าตรงแข็งๆนูนๆนี่คือกระโหลกคน คิดไปนั้น นอนๆๆๆๆๆIMG_5426

4:30 น. เสียงสวดดังขึ้น
ขณะกำลังฝันหวาน อากาศเริ่มเย็นขึ้น ทันใดนั้นเอง เสียงสวดดังขึ้น เสียงจริงๆครับ ไม่ได้หลอน เป็นเสียงสวดที่ฟังแล้ว ไม่เหมือนภาษาไทยแน่ๆ คงมาจากหมู่บ้านชาวเมียร์ม่าด้านล่าง ความเงียบทำให้เสียงสวดดังก้องรอบๆบริเวณนั้น ฟังไปฟังมาก็เพลินดีครับ ฟังยันเช้าเลย จนพระอาทิตย์ขึ้นนู้นแหละครับถึงเงียบ

IMG_5435

6:30 น. เตรียมตัวออกเดินทาง
จริงๆ ตั้งแต่ตื่นตอนตีสี่ ผมก็นอนไม่ค่อยหลับครับ แพลนผมเช้านี้จะต้องกลับไปยังที่ทำการของอุทยาน และอาบน้ำอาบท่า ก่อนจะออกจากที่ทำการ ไม่เกิดแปดโมง เช้านี้อากาศดีครับไม่เย็นมาก(ณ เวลาที่เขียนบึกทึกอากาศที่บ้านที่สมุทรปราการยังหนาวซะกว่า) ลมเอื่อยๆ เมฆเยอะ หมอกแทบไม่มีให้เห็น แถมยังอยู่ไกลริบๆนู้นนนนนน -_-” พี่ๆนักตกปลาก็เริ่มตื่นแล้ว ผมเดินไปล้างหน้าล้างตาแปรงฟันเรียบร้อย มื้อเช้าของผมวันนี้คือ นมและหนมปังที่ซื้อจากเซเว่นเมื่อวาน ผมใช้เวลาในการเก็บเต้นท์ไม่นาน พี่นักตกปลาท่านนึงเดินมาคุยกับผมระหว่างผมเก็บข้าวของ จริงๆแล้วเมื่อวานพี่ๆนักตกปลาได้ชวนผมทานข้าวต้มตอนเช้า ผมได้แต่ขอบคุณสำหรับน้ำใจ แต่ผมต้องรีบเดินทางต่อ พร้อมกับกล่าวอำลาและขอบคุณพี่ๆอีกครั้ง

IMG_5446

7:30 น. การเดินทางของวันที่สองกำลังเริ่มต้น
เมื่อมาถึงตัวที่ทำการ ก็พบกับนักท่องเที่ยวบางส่วน ประมาณสามเต้นท์พักแรมกันที่นี่ ผมจัดแจง อาบน้ำอาบท่า อากาศก็ไม่ได้เย็นเท่าไหร่นะแต่น้ำนี่สิโคตรรรรรรรรรรรรรรร จะเย็นเลย แถมเป็นขัน สาดๆๆๆ จี๊ดดดไปถึงใจดุจโดนคาถาฟรอสเข้าใส่ 5555

โอเคพร้อม ออกเลย ขับรถมาเรื่อยๆ ใกล้จะถึงทางออกจะพบกับจุดชมวิวแม่น้ำเมย แม่น้ำเมยเป็นแม่น้ำที่แปลกครับไหลจากทิศใต้ไปเหนือ และเป็นแม่น้ำที่กั้นระหว่างประเทศไทยกับเมียร์ม่าอีกด้วย ไหนๆก็ผ่านและยังมีเวลาขึ้นมาชมสักหน่อยละกัน

IMG_5468

จุดชมวิวน๊้ทำให้ผมรู้ว่า ผมใกล้จะลงจอดบนโลกมนุษย์แล้ว หลังจากที่ไปใช้ชีวิตอยู่บนดาวอังคารมาคืนนึงเต็มๆ 5555 จุดหมายของผมในวันนี้ นั้นคือ อุทยานแห่งชาติสุโขทัย เห้ยมันใช่หรอ มันมีซะที่ไหนต้องอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งผมจะพาย้อนนนนนน เวลากลับไปสมัยพ่อขุนรามคำแหงกัน

8:30 น. หมู่บ้านผู้อพยพอีกครั้ง
ออกจากอุทยาน ผมใช้เส้นทางเดิมคือมุ่งหน้ากกลับมายังแม่สอด ระหว่างทางยังคงผ่านหมู่บ้านผู้อพยพลี้ภัยสงคราม จึงทำให้นึกถึงเรื่องที่ พี่ๆนักตกปลา เล่าให้ฟังว่า เมื่อวานพี่ๆเค้าเข้าไปเที่ยวมา เค้าให้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปครับ แต่ห้ามถ่ายรูป ด้านในมีสินค้าขาย บ้านบางหลัง มีถุงน้ำพลาสติกแขวนหลายสิบถุง แขวนตามชายหลังคา พี่เค้าจึงเข้าไปถามว่าน้ำอะไรขายเท่่าไหร่ ชาวบ้านก็หัวเราะและบอกกับพวกพี่ๆว่า ไม่ได้ขายนี้เอาไว้ดับไฟ เพราะบ้านที่นี้ทำจากใบไม้ทั้งนั้นไฟไหม้ได้ง่าย นี่แหละอุปกรณ์ดับไฟของพวกเขา เจอปุ๊บปาปั๊บ

ผมลืมเล่าไป อีกอย่างคือที่เส้นทางช่วงตากมาแม่สอด ด่านจะเยอะมากๆ ครับ บางด่านก็จะขอให้ลดกระจกลงมองหน้า อืม….. หน้าแมวๆ ไม่มีพิษมีภัย เชิญครับๆ เค้าก็จะปล่อยๆเราไป

 

12:15 น. สัญญาณเตือนภัย
หลังจากขับรถยาวมาตามทางหลวงหมายเลข 12 อีกไม่กี่กิโลผมจะถึงอุทยานแล้ว จากประสบการณ์ การหาข้าวกินแถวๆสถานที่ท่องเที่ยวนับว่าไม่ใช่ความคิดที่ดีนักสำหรับคนที่ต้องการประหยัดอย่างผม เอาล่ะก่อนเข้าอุทยานหาข้าวกินสักหน่อย ทันทีที่จอดรถ เท้าก้าวแรกที่ก้าว จี๊ดเลยครับ ความปวดเมื่อยแบบที่ไม่เคยพบเจอ มันมาเจอผมแล้วว เมื่อยมากๆๆๆ ปวดด้วย วันนี้ยังไม่ถึงไหนเลยต้องไปอีกไกล ร่างกายจะไม่ไหวแล้วรึ คงเพราะนอนทับหินเมื่อคืนแน่ๆ

หลังจากลงจากรถ ผมต้องยืดเส้นสายสักหน่อย ก่อนที่จะกินข้าว ซื้อน้ำท่า แล้วออกเดินทางเข้าสู่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยต่อ

IMG_5483

13:00 น. วัดศรีชุม
ผมขับรถมาตามทางเข้าเรื่อยๆ จนเลยวัดศรีชุมหนึ่งในจุดที่ผมตั้งใจจะเข้ามาดู คือนึกขึ้นได้อีกทีก็เลยซะแล้วววว จนต้องวนรถกลับมา  หากขับขี่รถบริเวณนี้ นอกจากจะสังเกตุเห็นเหล่านักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว เราจะสังเกตุเห็นนักท่องเที่ยวปั่นจักรยานกันเหงื่อซก ท่ามกลางอุณหภูมิเกือบ 40 องศา

IMG_5495

ทันทีที่จอดรถ ผมตรงไปที่จุดจำหน่ายตั๋ว วัดศรีชุมแห่งนี้ต้องเสียค่าเข้าชม สำหรับคนไทย สามสิบบาท ชาวต่างชาติก็ร้อยนึง เจ้าหน้าที่ประจำป้อมตรงนี้น่ารักมากครับ ยิ้มแย้มพูดคุยอัธยาศัยดี แนะนำสถานที่เที่ยวรอบๆ และเส้นทางแนะนำกับผม

วัดศรีชุมแห่งนี้ มีวิหารขนาดใหญ่ น่าตื่นตาตื่นใจมากสำหรับผม ภูมิใจนะครับบ้านเรายังมีอะไรดีๆ อารยธรรมสิ่งก่อสร้างแบบนี้ ทำให้นึกถึงอดีตว่าสุโขทัยต้องเจริญมากๆแน่ๆเลย

IMG_5490

ด้านในตัววิหาร มีพระพุทธองศ์ใหญ่มาก มีฝรั่งอยู่สองสามคน แต่ละคนล้วนแต่ให้เกียรติสถานที่ครับ ทุกคนเงียบและถอดรองเท้าเข้ามาในวิหาร ทั้งๆที่ไม่มีป้ายบอก

13:30 น. วัดสะพานหิน
หลังจากออกมาจากวิหาร ผมแวะคุยกับพี่เจ้าหน้าที่อีกครั้ง พี่เค้าแนะนำว่า “เดี๋ยวน้องขับรถย้อนกลับไปนะแล้วเลี้ยวซ้ายไปดูวัดสะพานหิน ที่นี้มีสะพานหินทอดยาวไปยังวิหาร สวยมากค่ะ” แน่นอนครับ ผมไปตามที่เจ้าหน้าที่บอก แวะชำระเงินค่าเข้าอีกสามสิบ ขับเข้าไปในทางเปลี่ยว จนมาถึง วัดสะพานหิน

IMG_5498

เห้ยมันสวยและแปลกอย่างที่เค้าบอกจริงๆ เป็นการเรียงหินทอดยาวไปถึงตัววิหาร ด้านบนมีพระพุทธรูปอยู่ ขณะเดินขึ้นได้เจอนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็ยิ้มทักทายกันตามประสา จนมาถึงด้านบน กับอากาศร้อนๆแบบนี้ เหงื่อแตกเต็มตัวครับ แต่ด้านบนก็จะมีวิวสวยๆ กับลมเย็นๆ ให้พอหายเหนื่อยได้บ้าง

IMG_5507

14:00 น. ใจกลางอารยธรรมกับอากาศที่ร้อนนนนนมากๆๆ
ออกจากวัดสะพานหิน ผมขับรถตามทางมากเรื่อย พบเจอนักท่องเที่ยวมากมาย ล้วนแต่เป็นชาวต่างชาติทั้งสิ้นพลันคิดว่า คนไทยไม่นิยมเที่ยวแบบนี้หรอ หรือว่าวันนี้เป็นวันธรรมดาหว่าา แต่ถ้าเป็นเราจะให้มาปั่นเที่ยวแบบนี้ขอมาตอนเย็นนะร้อนมากกกกก

เราสามารถเห็นสิ่งก่อสร้างมากมายตามทาง จนผ่านเข้ามาภายในกำแพงเมืองโบราณ จะพบกับศูนย์กลางความเจริญของที่นี่ ที่นี่ผมมาทราบทีหลังว่าเอารถเข้าได้แต่ผมหาทางเข้าไม่เจอ ด้านที่ผมจอดรถ เค้าอนุญาติให้เฉพาะจักรยาน ตอนนั้นก็ไม่เป็นไรเดินเอาก็ได้ 5555 ไหนๆก็ปวดตัวอยู่แล้วทนอีกหน่อยนะร่างกาย

IMG_5519

ชำระค่าตั๋วอีกรอบ เดินเข้ามาด้านใน ซ้ายมือคือวัดมหาธาตุ วัดที่จะสำคัญและใหญ่ที่สุดในสมัยสุโขไท ส่วนด้านขวามือผมคือวัดสระศรี ผมเดินเข้ามาในวัดมหาธาตุ ที่นี่คนไทยพอสมควร

“เร็วๆ เลยๆ น้องมายืนตรงนี้ อ้าวแม่ๆ ตรงนี้ๆ”  เสียงคนไทยกลุ่มนึงซึ่งกำลังจัดเตรียมจะถ่ายรูป ซึ่งดังมากครับ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังไม่เสียงดังขนาดนี้เลย ผมว่าไม่ดีเลยครับ น่าจะเคารพสถานที่สักหน่อย

IMG_5535

เดินมาต่อเรื่อยๆ ถ่ายรูปเรื่อย อากาศร้อน ไม่นานจึงต้องขอลาจากที่นี่ เพราะสู้อากาศไม่ไหว ผมแวะเข้าห้องน้ำภายในอุทยานแต่เหมือน ให้เอกชนทำสัมปทาน ค่าเข้า 5  บาท และห้องน้ำไม่สะอาดมากกกกกก แถมทางเข้าดูไม่สะอาดไม่น้อยกว่่าในห้องน้ำ  ในความคิดผมทุกอย่างในอุทยานนี้ดูดีหมดครับ ยกเว้นสุขาเนี่ยแหละ

ก่อนออกมาผมพบนักท่องเที่ยวเดิมมาถามทางผม เธอบอกว่าเธออยากทราบประวัติของแต่ละวัดที่นี่ หรือมิวเซี่ยมที่อธิบายประวัติศาสตร์ของที่นี่ ซึ่งเธอไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร แต่ผมนั้นไม่สามารถรับบทครูประวัติศาสตร์ได้จริงๆครับ แค่ภาษาอังกฤษทั่วไป ก็แทบจะคุยไม่รุเรื่องอยู่แล้ว

IMG_5528

ขณะกำลัง งกๆเงิ่นๆ มีฮีโร่หญิงชาวต่างชาติเดินเข้ามาช่วยอธิบายเส้นทางต่างๆ และข้อมูลที่เธอคนนั้นอยากได้ว่าอยู่ตรงไหนยังไง จนผมรู้สึกว่าเป็นส่วนเกินจึงขอตัวออกมา ทำให้มาคิดว่าสิ่งนึงที่ผมอยากให้มีเหมือนสถานที่เที่ยวหลายๆแห่งที่เคยไปเยือนคือ โบร์ชัวอธิบายครับ แปลกนะ ที่นี่ใหญ่ขนาดนี้กลับไม่มีเอกสารแนะนำนักท่องเที่ยวเลย มีแต่แผนที่และชื่อวัดเท่านั้น

15:00 น. ยิงยาววววววววว
อากาศร้อนๆ กับแดดเปรี้ยงๆ สุดท้ายผมก็กลับมาที่รถเพื่อ จะออกเดินทางไปจุดหมายต่อไป คืนนี้ ผมตั้งใจจะขับรถอีก สี่ชั่วโมงเพื่อจะกลับไปนอนที่เมืองเก่าของไทยอีกเมืองนั้นคือ “อยุธยา”

อยุธยา เป็นเมืองเก่าที่อยู่ใกล้กรุงเทพที่สุด ทำให้มีความคิดชั่ววูบมาว่า หรือเราจะกลับบ้านเลยดีไหม อีกแค่ ชม. นิดๆเอง อีกความคิดรีบเข้ามายับยั้ง ไม่ๆๆๆ ไหนๆก็ไหนๆ ต้องมาให้ถึงที่สุด ถึงแม้จะปวดเมื่อยตัว ปวดหัวที่เจออากาศร้อนๆไปบ้าง ต้องลุยจนจบทริป

19:00 น. Stockhome Hostel ครั้งแรกกับการนอน hostel แบบห้องรวม  !!!
ดวงอาทิตย์ร้อนๆของวันที่สองก็ตกไปเรียบร้อย ผมขับตาม GPS เรื่อยๆ จนมาถึงที่พักในคืนนี้ของผม นั้นคือ Stockhome Hostel ซึ่งผมเจอในอโกด้า ในราคา 250 บาทรวมอาหารเช้า ก่อนอื่นก็อยากจะเกริ่นนิดนึง Hostel แบบนอนรวมกับนักท่องเที่ยวคนอื่น ในต่างประเทศเป็นที่นิบมมานานพอสมควร ส่วนที่ไทยเองยังมีไม่เยอะ และลูกค้าส่วนใหญ่กว่า 90% จะเป็นชาวต่างชาติ เนื่องจาก คนไทยมักจะ กลัวนู้นนี้ คำถามเยอะแยะมากมายแบบที่คนรอบๆตัวถามผมเช่น “ไม่กลัวหรอนอนกับคนอื่น” หรือ”โรงแรมธรรมดาก็ไม่แพงต่ากัน”

มนต์สเน่ห์ของโฮสเทล จากที่เคยฟังหรืออ่านจากรีวิวคนอื่น ผมพึ่งได้มาสัมผัสก็คราวนี้แหละครับ ซึ่งไว้จะเล่าในตอนท้ายๆนะครับ

20160122_212527

กลับมาที่แวบแรกที่เห็นที่พัก ภายนอกมีเก้าอี้ตัวเล็กๆ  มีฝรั่งหัวทองนั่งคุยกันเต็มไปหมด ด้านในตกแต่งมีสไตล์ เปิดเพลงเบาๆ มีโต๊ะและเก้าอี้ รวมถึงหนังสือสำหรับนั่ง hang out ตามประสาเพื่อนๆ จะว่าไปก็คล้ายๆร้านเหล้าชิวๆ ชักกลัวเหมือนกันแฮะ เอาวะลุย ไหนๆก็มาแล้ว

เข้ามาด้านในพูดคุยกับ staff พอเป็นพิธี ได้ทราบว่าที่นี่ถ้าศุกร์เสาร์ ก็จะมีคนไทยมาพักบ้างนะ ไม่ใช่มีแต่ชาวต่างชาติอย่างเดียว อย่างเช่นวันนี้ก็มีสี่ห้าคน

IMG_5560

แล้ว staff ก็พาผมเดินขึ้นไปห้องพร้อมกับยื่นกุณแจ และ card สำหรับเข้า พร้อมกับแจ้งผมว่า เหลือแต่เตียงบนนะครับ ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ณ เวลานี้ไม่มีคนสักคน staff แนะนำเสร็จก็ขอตัวกลับมาด้านล่าง

ผมใช้เวลาในการมองสำรวจรอบๆ ที่นอนไหนมีเจ้าของแล้วเค้าจะปิดม่านไว้ หรือมีสัมภาระก็จะวางไว้บนที่นอน จริงๆ เค้ามีล๊อคเกอร์ให้ด้วยนะครับสำหรับเก็บของมีค่า ท้องเริ่มหิวและ ผมจึงรีบจัดแจงเก็บกระเป๋าตัวเอง  ซึ่งต้องใช้ความพยายามระดับหนึ่งที่จะปีนขึ้นไปเตียงบน ซึ่งสูงพอสมควรสำหรับไซต์คนไทยแบบผม

20:00  น. เพื่อนคนแรกในบ้านหลังเล็กๆแห่งนี้
ผมเดินออกมาข้างๆ ที่พักมีร้านอาหารเล็กๆริมถนนหน้าเซเว่น ผมใช้ที่นี่เป็นที่เติมพลังมื้อสุดท้ายของวัน พร้อมกับของหวานเพื่อเติมความกระชุ่มกระชวย ก่อนจะกลับเข้ามาที่ stockhome ที่นี่ชั้นล่างจะเป็นส่วนที่ไว้นั่งฟังเพลงชิวๆ พูดคุยกับเพื่อนๆต่างถิ่น ส่วนชั้นสองจะมีชุดโซฟา ทีวีจอยักษ์และหนังหลายๆเรื่องไว้บริการ ข้างๆจะมีคอมพิวเตอร์เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้งานอีกด้วย นับว่าเหมือนบ้านเล็กๆที่อบอุ่นหลังนึงเลยทีเดียว

ผมเดินผ่านชั้นสอง พบกับ ชางต่างชาติโซนเอเชียตัวเล็กๆ เปิดฟอเรสกั้มดูอยู่ จึงขอเข้าไปนั่งดูด้วยพร้อมกับเจอกลุ่มวัยรุ่นคนไทยที่ staff พูดถึงเดินสวนกันซึ่งเป็นที่แปลก เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

ดูได้สักพักผมก็กลับขึ้นไปที่ห้อง ณ เวลานี้ก็ยังไม่มีคนมา ผมปีนขึ้นไป พร้อมกับเปิด notebook ขึ้นเพื่อดูรูปที่ถ่ายจากทริปไปเรื่อยๆ

IMG_5567

“เฮโหลล” เสียงเปิดประตูพร้อมกับเสียงทักทายดังขึ้น ชาวต่างชาติรูปหล่อเข้ามาพร้อมกับคำทักทาย “ไฮ” ผมทักทายตามประสา ชาวต่างชาติเดินเข้ามาเตียงด้านล่างถัดจากเตียงผม ผมเปิดบทสนทนากับเพื่อนใหม่คนนี้ ซึ่งเค้าชื่อว่า “พิลิป” ชื่อเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้า 5555 เดินทางมาลำพังและผมเป็นเพื่อนคนแรกที่เขาเจอในโฮสเทลแห่งนี้ ผมก็เช่นกันเนื่องจากคนอื่นยังไม่กลับมา เราคุยกันไปเรื่อยตามประสาคนที่ชอบการท่องเที่ยว

หนุ่มตราเครื่องใช้ไฟฟ้าคนนี้ มาจากเยอรมัน มาคนเดียว ทริปนี้มาไทย 1 เดือน ลาว 1 เดือน กัมพูชา 1 เดือน ก่อนไปจบที่เวียดนาม โดยวันนี้เป็นวันที่สองของพิลิปที่อยุธยาแล้ว

“ลัมเพอ” “ลับพู” ฟิลิปพูดถึงจังหหวัดต่อไปที่เขาจะเดินทางไป
“ลำปาง ??” “Nooo”   “ลำพูน ??” “Noooo”  ฟิลิปพูดถึงจุดหมายในวันพรุ่งนี้ของเขา เหมือนเล่นเกมส์เดาสถานที่กับพิลิฟ พิลิปจึงบอกว่า ลัมพู ลับเพอไรเนี่ย อยู่ทางเหนือของอยุธยา

“ลพบุรี” “Yes!!” พิลิปดีใจเหมือนถูกหวย พรุ่งนี้พิลิปจะนั่งรถไฟไปลพบุรี ค้างหนึ่งวัน ก่อนจะไปต่อที่สุโขทัยและเชียงใหม่

ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน ฟิลิปถามถึง ที่นี่ ชี้ๆๆลงพื้น  “ยูเยีย or ยูยา” “อ้อ this town say อะยุดทะยา”  โนยูเยีย ออร์ ยูยา 555 ดูเหมือนฟิลิปจะมีปัญหาในการออกเสียงสักหน่อย

รูปอาจจะน้อยนะครับ เล่าอย่างเดียว 555 เพราะกำลังจะเข้านอน

20160122_210207

ผมนั่งเล่นคอมต่อสักพัก เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น เฮลโลลลลลล ตามมา เป็นฝรั่งสาว ผมทักทายกลับ เธอเข้ามาเก็บของและกลับลงไป สักพักมาอีกคน เฮลโลลลลล ฝรั่งสาวอีกคน ผมชักสงสัยฟิลิปว่าจะได้นอนไหมเนี่ย คนเข้าๆออกๆไม่ขาดแถมเข้ามาเหมือนเป็นธรรมเนียมต้องทักทายกันเหมือนเราอยู่บ้าน af เดียวกัน 5555

22:00 น. ได้เวลาเข้านอน
ผมกำลังจะเข้านอน มีคนเข้าๆออกๆห้องมาเรื่อยๆ เพื่อนเตียงล่างของผมเป็นสาวฝรั่งอีกเช่นเคย รวมๆแล้วห้องนี้นอกจากผม ฟิลิป แล้วก็น้องคนไทยที่มากับกลุ่มเพื่อนๆ นอกนั้นเป็นสาวฝรั่งทั้งสิ้น อ้อๆ ยังมีคนเอเชียที่เก็บตัวคนนั้นอีกคน สรุปแล้วคืนนี้ผมต้องนอนรวมกับสาวๆฝรั่งนับไม่ถ้วนหรือเนี่ย….

อีกสิ่งนึงที่ค่อนข้างงกังวลกับที่นี้คือช่องว่างด้านใน ที่ทะลุลงไปด้านล่าง สิ่งที่ผมกลัวคือผมชาร์ตแบตโทรศัพท์และ แทปเล็ตไว้ข้างๆตัว กลัวจะเผลอนอนดิ้น ตกไปใส่หัวฝรั่งสาวด้านล่างเอา 5555

ที่นอนที่นี่จัดว่าหลับสบายครับ แอร์กำลังดี คนเข้ามาหลังๆเห็นว่านอนๆกันแล้วเค้าก็จะปิดไฟ รู้สึกตัวอีกที ตีสามกว่า กลุ่มน้องๆคนไทยมาครับไม่รู้ไปไหนมากลับกันดึกๆ พยายามลดเสียงแต่ก็ยังได้ยิน ลูกค้าที่นี้ผมมองว่าน่ารักแทบทุกคนนะครับ นอนกันเงียบสนิท เสียงกรน เสียงตดไม่มีเลย ยังกะผมนอนคนเดียวยังไงยังงั้น และก็เผลอหลับไป

วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559 วันสุดท้ายของการเดินทาง

6:30 น. อรุณสวัสดิ์เช้าวันสุดท้ายที่อยุธยา
เมื่อคืนผมได้พักผ่อนจัดว่าเต็มที่ ตื่นมาด้วยความสดชื่น อาบน้ำอาบท่า พร้อมลุยหาของกิน ที่นี่  มีขนมปัง แยม กาแฟให้เป็นมื้อเช้า  แต่จะเริ่มตอนแปดโมงซึ่งท้องผมรอไม่ไหว ผมจึงออกไปเดินชมหน้าโฮสเทล กลับมาพร้อมกับเสบียงนิดๆหน่อย ก็พบกับ เพื่อนคนเดิม ฟิลิป ฟิลิปกำลังจะเดินทางไปสถานีรถไฟ เพื่อที่จะไปลพบุรี ตอนนี้เขารอเช็คเอ้า ผมจึงถามว่าเขาจะไปยังไง ฟิลิปบอกว่า คงนั่งรถตุ๊กๆไป ผมบอกไม่เป็นไร ไหนๆท้องผมก็อิ่มแล้ว ผมจะออกไปเที่ยวรอบๆเมืองสักหน่อยเดี๋ยวผมไปส่ง

20160123_071436

ระหว่างรอ staff check out พิลิป ได้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในอยุธยาให้กับผม 555ผมมาอยุธยาครั้งแรก ต้องมาให้ฝรั่งแนะนำสถานที่เที่ยว ที่ไม่น่าพลาดกับคนไทยแท้ๆอย่างผม 555 พิลิปแนะนำ วัดไชย กับพระราชวังโบราณมาบอกสองที่นี้สวย นอกนั้นธรรมดา ยูลองไปดู เขาเช่ามอไซค์ตะเวณมารอบแล้ว

7:30 น. ขับรถในอยุธยาโดยมีฝรั่งเป็นเนวิเกเตอร์
หลังจากพิลิปเช็คเอาท์เรียบร้อย ผมก็จัดแจงรถผมสักหน่อย  เนื่องจากรกมาก กระเป๋าพี่แกใบใหญ่แบบแบคแพคเกอร์  ผมก็เปิดหาแผนที่ตัวเมืองที่ได้จากเค้าเตอร์ เพื่อที่จะดูสถานีรถไฟ ฟิลิปบอก ไม่เป็นไรเดี๋ยวไอนำทางเอง ฟิลิปพูดอย่างมั่นใจเนื่องจากเค้าอยู่นี่แว้นไปทั่วแล้ววว

IMG_5477

พิลิป นำทางผมมาจนถึงสถานีรถไฟ  หลายคนอยากเห็นหน้าพิลิป แต่ผมไม่ได้ถ่ายรูปมาครับ 555   พิลิปขอบคุณผมหลายๆอย่าง เราล่ำลากันเป็นพิธี  พิลิปอวยพรให้ผม “Have a nice trip and Good luck” ผมตอบอย่างเต็มปากเต็มคำ “Me toooooo” 555 ตั้งใจจะตอบ You tooo แต่ดันตอบผมมาคิดอีกทีโคตรขำตัวเองเลย พิลิปคงงงเหมือนกัน

8:00 น. สิ่งที่ไ่ม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
หลังจากส่งฟิลิปเรียบร้อย ผมขับรถมุ่งหน้าสู่วัดไชยวัฒนาราม ตามคำแนะนำของฟิลิป มองเห็นแต่ไกล สวยมากจริงๆครับ ผมรีบจอดรถนักท่องเที่ยวยังไม่มี แน่สิครับมันพึ่งเปิดผมสะพายกล้องซื้อตั๋วในราคาสิบบาท เดินเข้าไป ก้าวแรกพร้อมกลับยกกล้อง กด “แชะ” “No memory card” เห้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ผมอุทานในใจแบบว่าดังมาก ตายห่า เมื่อคืนเอาการ์ดไปเสียบคอมเปิดดูรูป ลืมเอาใส่กลับ และคอมอยู่บนเตียงที่โฮสเทล

ไม่คิดว่าก้าวที่สองของการเข้ามาที่นี่คือ ก้าวเท้ากลับไปขึ้นรถรีบปึ่งกลับมาที่โฮสเทล ณ เวลานี้ทุกคนตื่นแล้ว ด้านล่างมีหนมปังไว้คอยบริการ ไม่ เดี๋ยวผมขึ้นไปก่อน แถมไหนๆแล้ว ขอเช็คเอ๊าท์ด้วยเลย ผมรีบตรงผ่านบรรดาสาวๆฝรั่งพร้อมกับเปิดห้อง “แกร๊ก” ภาพที่ผมเห็นเต็มตาคือ สาวฝรั่งที่นอนใกล้ๆประตู กำลังใส่เสื้อโดยที่เธอสวมชุดชั้นในอยู่ O_O เธอเห็นผมเธอก็เฉยๆ แต่ผมสิตกใจรีบคว้า กระเป๋ารีบลงมาด้านล่าง

ผมแวะมานั่งแคปเจอร์ความจำกินขนมปังสักพัก พอรองท้องได้ก็เก็บอาการเพื่อที่จะกลับไปยังวัดไชยวัฒนารามต่อ

9:00 น. วัดไชยวัฒนาราม
เหมือนดั่งเดจาวู ผมเหมือนเคยมาที่นี่แล้ว 555 ก็ใช่น่ะสิเอ็งอ่ะมาที่นี่แล้วเมื่อเช้า แต่เอ็งอันลืมการ์ดจึงต้องกลับไปเอา ที่นี่สวยครับ ยิ่งใหญ่อลังการ อยากให้อยู่ให้ลูกๆหลานๆได้เห็นและภูมิใจ เดินรอบๆ ผมได้เห็น ช่างกำลัง บูรณะบางส่วนไปเรื่อยๆ นึกถึงข่าวน้ำท่วมทีไร เป็นห่วงวัดนี้ทุกทีครับ มาดูสถานที่จริงแบบว่า ติดริมน้ำเลยแฮะ

IMG_5584

ข้อมูลจาก wiki บอกไว้ว่า วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. 2173 ขึ้นเพื่ออุทิศผลบุญนี้ให้กับพระราชมารดาของพระองค์ และอีกประการหนึ่งวัดนี้อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือเขมรด้วย จึงทำให้มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมส่วนหนึ่งมาจากปราสาทนครวัด

IMG_5589

เอาเป็นว่าไม่รู้จะบรรยายอะไรดูรูปแทนละกันครับ อิอิ

IMG_5603

10:00 น. จุดหมายสุดท้ายของการเดินทาง พระราชวังโบราณ
จบจากวัดไชยแล้ว ผมเดินทางกลับมาฝั่งเกาะเมืองต่อ ใจกลางเมืองแห่งนี้มีพระราชวังโบราณตั้งอยู่ ซึ่งก็เป็นอีกที่ ที่พิลิปแนะนำให้มา ผมจอดรถเดินผ่านบรรดาร้านขายขนมมากกมาย ชวนให้เสียเงิน แต่ทริปนี้เงินผมใกล้จะหมดและ จึงต้องยับยั้งใจก่อนที่จะเตลิดไปมากกว่านี้

ผมเดินผ่านวัดและวิหาร ซึ่งมาทราบในภายหลังว่า”วิหารพระมงคลบพิตร” ซึ่งด้านในมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากกกก เป็นวิหารที่ ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยแต่ได้รับการทำนุบำรุงรักษามาเรื่อยๆ IMG_5609

เดินเข้ามาเรื่อยๆ ผ่านป้ายแสดงความเป็นมรดกโลก เสียค่าเข้าชมอีกสิบบาท สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือ สถาปัตยกรรมโบราณ ที่สวยสดงดงามและยิ่งใหญ่ นั้นคือ พระราชวังโบราณ

IMG_5639

พระราชวังโบราณ แห่งนี้เคย เป็นที่ประทับของกษัตริย์หลายพระองค์ หากจะเล่าจะกลายเป็นวิชาประวัติศาสตร์ไป เอาเป็นว่าเดินถ่ายรูปท่ามกลางอากาศร้อนๆ แต่มีลมเย็นๆพัก และชื่นชมความอลังการของกรุงศรีอยุธยาในอดีตเรื่อยๆ

IMG_5635

11:00 น. ปิดทริป ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ดีๆ ตลอดสามวันสองคืน
ได้เวลาที่จะต้องเดินทางกลับแล้ว จบแล้วสำหรับทริปนี้ ผมออกเดินทางกลับกรุงเทพ ขับรถพร้อมกับนึกย้อนถึงประสบการ์ต่างๆ ที่ผ่านมาตลอดสามวันสองคืนนี้ ได้พบ ได้เจออะไรมากมาย ซึ่งถ้าหากผมไม่กล้าที่จะก้าวออกมา ก็คงไม่พบประสบการณ์ดีๆแบบนี้

ทำไมนะ หลังจากทริปนี้ผมก็นึกถึง Trip ต่อไปในอนาคตซะและ จะไปไหนดี ไปยังไงดี ?? รอเวลาที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ อีกครั้ง

สิ่งนึงที่ยังติดค้างไว้ตอนกลางคือ มนต์สเน่ห์ของการพักโฮสเทล นั้นคือ ที่นี่มักจะเป็นแหล่งรวมของนักเดินทาง ทำให้เราได้รู้จักคนมากขึ้น ได้เพื่อนใหม่ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางที่แต่ละคนประสบพบเจอมา บรรยากาศที่เหมือนบ้าน คุยกันสนุกสนาน นี่แหละครับที่โรงแรมไม่ว่าจะราคาแพงขนาดไหนก็ให้เราไม่ได้ครับ

IMG_5615

สุดท้ายการเดินทางของผมก็ต้องจบลง เพื่อที่จะรอโอกาสใหม่เริ่มต้นเดินทางอีกครั้ง ขอบคุณพี่ๆนักตกปลาที่เป็นเพื่อนกางเต้นท์ ลูกจ้างคนขายจักรยานชาวเมียร์ม่า ที่อุส่าพาแว้นมอไซค์ไปกดเงิน พี่ประจำจุดขายตั๋ววัดศรีชุมที่คอยแนะนำสถานที่เที่ยวในอุทยานสุโขทัยให้กับผม พิลิปเพื่อนที่โฮสเทลที่ได้คุยและแลกเปลี่ยนการท่องเที่ยว

ก่อนจบขอยกคำๆนึงจากรายการหนังพาไปนะครับเพราะชอบคำนี้มากๆ นั้นคือ “จุดหมายปลายทาง อาจไม่ใช่ที่สุดของความงดงาม” แล้วเจอกันทริปหน้า วะหะหะหะหะ

 

 

ขับรถเล่นกว่า 1500 km ตาก สุโขทัย อยุธยา ของแถมที่ได้คือประสบการณ์(Part แรก)

“บ้าไปแล้ว” คำที่คนรอบๆตัวเอ่ยเมื่อผมเล่าโปรเจคออกทริปลุยเดี่ยวของผมให้ฟัง  555 ก็บ้าจริงๆแหละครับ อยากลองดู ได้โอกาสลางานสองวันรวมเสาร์อาทิตย์ได้ 4 วัน เอาเป็นว่าเดินทางสักสามวันอีกวันพักละกัน วางแผนเสร็จสรรพ เริ่มที่บางบ่อ ไปยังแม่สอด แล้วขึ้นไปนอนแม่เมย วันที่สองลงมาสุโขทัย กลับมานอนอยุธยา แล้วถึงกลับบ้าน ถ้าสรุปแค่นี้ ก็เหมือนไม่มีอะไร แต่จริงแล้ว สุดยอดประสบการณ์กำลังจะเกิดขึ้น

23-1-2559 15-45-10

อ้อ ผมยังเล่าไม่หมด นอกจากการขับรถเล่นของผมในครั้งนี้ สิ่งที่ผมอยากทำอีกอย่างคือ ถ่ายรูปดาวครับ มือสมัครเล่นน่ะครับ หาบทความเอย ถามท่านผู้รู้เอยเพื่อที่จะลองถ่ายรูปด้วย แต่แล้ว ด้วยความพลาดของผมอย่างแรง ก่อนเดินทางได้สองวัน ผมเช็คปฏิทิน ข้างขึ้นข้างแรม พบว่า ขึ้น 14 ค่ำ โอ้ อีกวันเดียวก็จะเต็มดวงและ ไม่ต้องคิดต่อและดงดาว ไม่เห็นกันพอดี ดวงจันทร์สว่างซะขนาดนั้น

หลังจากที่ทราบเรื่องนี้ในใจก็คิดเนาะ เออ ไม่เป็นไรเที่ยวเอามันส์และกัน และการเดินทางก็กำลังจะเริ่มขึ้น หลากหลายอารมณ์หลากหลายประสบการณ์ จึงต้องการบันทึกไว้เป็นความทรงจำ ……..

 

วันพฤหัสบดีที่  21 มกราคม พ.ศ. 2559 (ขึ้น 14 ค่ำ T T)

3:00 น. เริ่มออกเดินทาง
เช้านี้ อากาศแจ่มใสไม่เหมือนกับ สองสามวันที่ผ่านมา ซึ่งฝนตกหนักทุกวันเลย ขับรถออกจากหมู่บ้าน ผ่าน รปภที่กำลังฝันหวาน รถบนถนน ไม่เยอะมาก มาเรื่อยๆ  ผ่านอยุธยา ชัยนาท สิงห์บุรี อุทัยธานี จนมาถึงนครสวรรค์ แวะเติมแกส เข้าห้องน้ำแล้วเดินทางต่อ ผ่านกำแพงเพชรซึ่งที่นี่ก็มีอุทยานประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นมรดกโลกอีกแห่ง แต่ไม่แวะครับ 555

IMG_5320

8:00 น. ถ้าเมารถคงมีอ๊วกกันบ้างแหละ
ผ่านกำแพงเพชรมา ดวงตะวันโผล่ขึ้นมาทักทาย ผมแวะปั้มอีกครั้งเพื่อเติมพลังทั้งคนทั้งรถ ก่อนจะเลี้ยวซ้าย เข้าไปยังแม่สอด การเดิมทางที่พึ่งเริ่มต้น แต่เหมือนจะหน้าเบื่อ  แต่หารู้ไหมว่า ความตื่นเต้น นั้นรออยู่ เส้นทางจากแยกเข้ามายังแม่สอด ต่างจาก ที่ขับมาทั้งคืน ทั้งชันและคดเคี้ยว แต่จุดพีทอยู่ที่ รถบรรทุกครับ ขับกันเร็วมาๆ(ขาลง) และช้าาาาามาก(ขาขึ้น) ถ้าข้ามฝากมาชนคงแบนแต๊ดแต๋แน่ หรือตอนเร่งเครื่องแซง ลุ้นกันเกร็งเลยทีเดียว

นอกจากบรรดารถบรรทุกแล้ว มีสิ่งนึงที่ผมพึ่งเคยเห็นครั้งแรกในชีวิตนั้นคือ ที่หยุดรถฉุกเฉิน มองภายนอกนึกว่าเนินจั้มฟ์ แบบที่อยู่ในเกมส์ 555 ถ้าคิดไม่ออกผมได้แคปหน้าจอจาก google street view มาให้ชม นี่เลย เนินจัมฟ์ในตำนาน 555

23-1-2559 15-58-00

ผมได้ลองหาข้อมูลดูพบว่าเจ้าที่หยุดรถเนี่ย เคยใช้งานจริงๆมาแล้วมากมายและได้ผลอย่างมาก โดยจะสร้างไว้เพื่อแก้ เวลารถขนาดใหญ่เบรกไม่อยู่ และจะสร้างบริเวณที่ ถนนมีความลาดชันมากกว่า 7% !!!

9:45 น. มิงกาละบาแม่สอด
เอ๊ะ ผมไม่ได้ข้ามไปเมียร์ม่านะ แต่ข้ามไม่ข้ามก็เหมือนกัน ที่นี่ชาวเมียร์ม่าเยอะมากกกก และที่นี่ก็เจริญมากด้วย มีทั้งสนามบิน มีห้างมากมกายรวมถึงโลบินสันแม่สอดครับ เจริญกว่าบ้านผมอีก 5555 มาถึงนี่ แต่จุดหมายของผมอยู่เลยไปอีกหน่อยนั้นคือ “คลัง 9” แหล่งรวมจักรยานนำเข้ามือสอง มากมายมาเป็นโกดัง

10:00 น. คลัง 9 แหล่งรวมจักรยานมือสองนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดในไทย
ที่นี่มีจักรยานเยอะมากครับ หลายร้านด้วย ทุกร้านมีคนขายเป็นชาวเมียร์ม่า ลองได้เต็มที่ มีหลากหลายสภาพหลากหลายราคา แต่เมื่อคุยเรื่องราคาต้องปวดหัวเพราะว่า ฟังพี่ๆคนขายแถบไม่รู้เรื่อง จริงครับ ครั้งแรกเลยที่ ซื้อของในประเทศตนเองแต่ฟังแทบไม่ออก แต่พวกพี่ๆเค้าใจดีนะครับ เสียดายสถานที่ห้ามถ่ายภาพบรรยากาศ จึงได้แต่ถามราคาและถ่ายรูปจักรยานมาให้ชมแทน

คันนี้เบสิคครับ มีเกียร์ โช๊คอัพ ล้อ 20 สภาพไปปั่นไปตลาดก็ถึง 555 ราคา 1500 เท่านั้น20160121_100338

จนมาถูกใจ สองคันนี้ครับ ยี่ห้อเชฟ คันแรกมีเกียร โช๊คอัพ ล้อ20 ราคา 3500 กับอีกคัน คันเล็ก ล้อ 16 ไม่มีโช๊คอัพ ราคา 1800 เดิมๆ ทั้งคู่เปลี่ยนเบาะหน่อย ขี่แว๊นได้เลย 5555

20160121_10314420160121_101620

ต่อรองราคาเสร็จสรรพ ควั๊กกระเป๋าตังมาจ่าย อ้าวววว ไม่มีเงิน ลืมกดเงินมาสิครับ
ผม:พี่ๆ แถวนี้มี ATM ตรงไหนครับ พอดีไม่ได้กดเงินมา
พี่คนขาย:มีๆ ด้าน้ะ(สำเนียงฟังยากๆ)
ผม:งั้นเดี๋ยวมาผมขอไปกดเงินก่อน
พี่คนขาย: มาๆๆ เดี๋ยะพาซ้องมอไซป่ะ

โห สุดยอด มีน้ำใจมาก เค้าพาผมซ้อนมาไซค์ไป หน้าปากซอยเพื่อกดเงินครับ จริงๆ พี่คนขายชาวเมียร์ม่าคนนี้จริงๆเค้าไม่ใช่เจ้าของร้าน แต่เป็นลูกจ้าง ให้กับเถ้าแก่ของเค้าอีกที ทั้งสองคนน่าจะเป็นคนเมียร์ม่า ที่มีเชื้าติทางเอเชียกลางนะ ผมรู้สึกว่าทั้งสองคนเหมือน คนอินเดียมากกว่า

แล้วผมก็ซ้อนมอไซค์ชาวเมียร์ม่าไป  เป็นครั้งแรกเลยครับ 555 แปลกดี แต่ก็ขอบคุณมากครับ ผมไม่ได้ถามชื่อพี่คนขายมาหรอก นอกจากนั้นเค้ายังพยายามเข้าไปเจรจาต่อรองราคากับเถ้าแก่ให้ จนสุดท้าย เค้ายังช่วยขี่จักรยาน มาส่งและพับขึ้นรถ

20160121_105259

ลืมบอก เวลาซื้อจักรยานที่นี่ ราคาเค้าจะบอกมารวมภาษีแล้วนะครับ ภาษีอะไรสักอย่าง เวลาซื้อคนขายเค้าจะ ปั่นจักรยานไปเอาเอกสารแสดงภาษี ไว้ยื่นให้เจ้าหน้าที่ดู

ตัดกลับมาที่รถ ตายล่ะ แค่ของแคมปิ้ง ด้านหลังก็แทบจะใส่อะไรเพิ่มไม่ได้ แล้วจักรยานสองคันนี้ล่ะ ซื้อมาแล้วยังไงต้องเอากลับ สุดท้ายก็ยัดลง  แต่ผมนี่สิเหงื่อท้วมตัว เสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยเปื้อน 555 IMG_5331

11:00 น. สุดประจิมที่ริมเมย
ออกรถย้อนกลับมาทางแม่สอด ตลาดริมเมย ตลาดขายของพื้นบ้าน ริมชายแดนเมียร์ม่า ในตลาดผมว่าก็เหมือนทั่วๆไป ขนม ถั่วต่างๆ แป้งเมียร์ม่า เสื้อผ้า เครื่องแกะสลัก ซึ่งผมเดินไม่นาน ก็ออกเดินทางต่อ

IMG_5322 IMG_5328 IMG_5330

13:00 น. เส้นทางไม่ได้โรยด้วยลาดยางเสมอไป
เพราะอาทิตย์ยังแผดเผาอากาศก็ร้อน ได้เวลาเดินทางต่อ หลังจากเติมซื้อเสบียง ไก่ย่างห้าดาวและข้าวเหนียว เพื่อเป็นมื้อเย็นบนดอยอันเดียวดาวของผมในคืนนี้ ออกจากแม่สอดมามุ่งหน้าไปยังอุทยานแห่งชาติแม่เมย แผนผมคืนนี้ผมจะไปนอนม่อนกิ่วลม เพื่อไปดูดาวในยามค่ำคืนและตื่นเช้ามาดูทะเลหมอก

IMG_5336

100 km แรกเส้นทางที่มุ่งเหนือไปยังแม่ฮ่องสอง เป็นทางราบปกติ  มีเขาบ้างนิดๆหน่อยๆ ผิดกับเส้นจากตากมายังแม่สอด แถมรถยังน้อยอีกด้วย ขับรถเพลินๆ จะสังเกตุเห็นหมู่บ้านที่ถูกล้อมรั่ว มีป้อมถี่ๆ เป็นจุดๆ มีเจ้าหน้าที่ใส่ชุดลายพรางประจำป้อม ผมแวะจอดรถเพื่อเข้าไปพูดคุยสอบถามกับเจ้าหน้าที่ ชุมชนนี้คือ ชุมชนผู้ลี้ภัยสงคราม ส่วนใหญ่ข้ามมาจากเมียร์ม่า ผู้อพยพที่นี่ไม่สามารถออกมาด้านนอกได้ แต่เค้ายังมีโอกาสอพยพไปประเทศที่สามเช่นอเมริกา ญี่ปุ่น หรือทางยุโรป หากเค้าผ่านการสัมภาษณ์

IMG_5474 หลังจากขอบคุณคุณเจ้าหน้าที่ผมก็เดินทางต่อ ขึ้นเหนือมาเรื่อยๆ ก็เจอทางเลี้ยวเข้าอุทยาน มีรถที่พึ่งลงมาจอดพัก คนบนรถมองด้วยสายตาแปลกๆ ประมาณว่า มึงจะไปจริงๆ หรอ ผมเก็บความสงสัยเอาไว้ มุ่งหน้าสู่ความลาดชันอันไกลโพ้น 555 อีก 7 กม. จะถึงที่ทำการแล้ว

ผ่านไปร้อยเมตรแรก สองร้อยเมตร สามร้อยยย ผมก็ค้นพบกับพื้นผิวดาวอังคาร ดาวอังคารแบบนรกด้วย ทั้งชัน ทั้งหลุม บางจุดพื้นหายไปครึ่งเลน ไม่เหมาะกับเก๋งติดกระโปรงอย่างยิ่ง

IMG_5337

15:00 น. ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่เมย
หลังจากผ่าน 6 km ผิวดาวอังคารและความชันแห่งมาเชี่ยนมาได้ ก็จะพบกับอุทยานนนนนนนน แห่งชาติแม่เมย อุทยานแห่งนี้มีจุดที่ให้ นักท่องเที่ยวอย่างเราๆท่านๆได้กางเต้นท์ตั้งหลายจุด ตั้งแต่ที่ ที่ทำการอุทยานเอง หรือจะไปกางตามม่อนต่างๆไม่ว่าจะ กิ่วลม ครูบาใส

IMG_5345

ผมเข้าไปทักทายและชำระเข้าธรรมเนียมตามปกติ และได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ เพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆ

ผม: ตรงไหนน่ากางเต้นท์บ้างครับ
เจ้าหน้าที่:กางตรงริมน้ำตกหรือ ด้านหลังตรงนี้ก็ได้ครับ
ผม:ตรงม่อนกิ่วลม สามารถกางเต้นท์ได้ไหมครับเห็นว่าสวย
เจ้าหน้าที่:ได้ครับ หรือจะกางที่ม่อนครูบาใสก็ได้ครับ ม่อนกิ่วลมไปอีก สิบกว่าโล ม่อนครูบาใส อีก 7 โล

ผม:ด้านบนมีห้องน้ำไหมครับ
เจ้าหน้าที่:มีครับแต่ไม่มีห้องงอาบน้ำ

ผม:ด้านบน ถ้ากางเต้นท์คนเดียวน่ากลัวไหมครับ เห็นว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ และผมมาคนเดียว
เจ้าหน้าที่:ไม่น่ากลัวครับ น้องเป็นคนแรกที่มาวันนี้ ยังไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลย

ทำเอาผมกังวลใจนิดๆว่าจะเอาไงดีวะ ไปกางคนเดียว จะหลอนไหมเนี่ย คิดต่างๆ นาๆ

เจ้าหน้าที่:ลองขึ้นไปดูก่อนก็ได้ครับ ถ้าไม่ไหวค่อยกลับมาด้านล่าง

เอาวะลองดู สุดท้าย ผมถามถึงทางที่จะขึ้นไป ได้คำตอบว่า เหมือนกับที่ขึ้นมาครับ -_-”

IMG_5344

ผมขนเสื้อผ้าลงจากรถ เพื่ออาบน้ำอาบท่า เผื่อที่จะนอนบนนั้นจริงๆ จะได้ไม่เสียเวลา ระหว่างที่อาบ น้ำที่สุดจะเย็น ในอุทยานที่เราเป็นนักท่องเที่ยวคนเดียว ก็คิดไปเรื่อยๆ  จน เอาไง เอากันไหนๆ ก็มาแล้ว

16:00 น. ลุ้น
เสร็จธุระส่วนตัว ผมออกเดินทางต่อ เพื่อไปเสี่ยงดวงเอาข้างหน้าว่า จะมีนักท่องเที่ยวกางเต้นท์ไหม ถ้ามีอย่างน้อยผมก็มีเพื่อน ไปกางเต้นท์ในที่เปลี่ยวๆ กลางค่ำกลางคืนคนเดียว ผมขับรถมาต่อ ทางขามาอุทยานเป็นไง ต่อจากนี้ก็เป็นอย่างนั้น ดางอังคารแห่งมาเชี่ยนไม่มีผิด 5555

IMG_5347

ใช้เวลาเกือบครึ่ง ชม. กับระยะทางเพียง 7 km จริงครับ ค่อยหยอดๆ ถึงอย่างนั้นก็สั่นไปทั้งกระเพาะ แถมยังต้องมาลุ้นอีกว่า จะมีคนอาศัยนอน บนม่อนครูบาใสไหม ที่จริงผมตัดสินใจจะไม่ไปม่อนกิ่วลมแต่แรกเพราะทางเนี่ยแหละครับ เหมือนจะใกล้ แต่ไกล 555 จนแล้วจนรอดผมก็มาถึง ม่อนครูบาใส

16:30 ความจริงปรากฎ
ภาพแรกที่ผมเห็นคือ ลานกว้างงงง สุดลานมีเต้นท์อยู่สามหลังพร้อมกะบะ มีชายฉกรรจ์กำลังเดินไปเดินมาท่าทางมีพิรุธ ผมทำใจดีสู้เสือ “พี่ครับ ขอกางเต้นท์นอนด้วยคนนะครับ”  “เชิญครับๆ” หนึ่งในกลุ่มนั้นตอบกลับ

IMG_5360

ผมจอดรถ เช็คสัญญาณมือถือก่อนเลย ไม่มีครับ AIS DTAC TRUE สักค่าย T T  พร้อมขนข้าวของยังกะย้ายบ้าง ลงจัดแจงกางเต้นท์ ซึ่งห่างจากกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 50 เมตร กลุ่มคนดังกล่าว ทักทายพูดคุยผมตามประสา มาคนเดียวหรือครับ มาจากไหน ยังไง อะไรประมาณนี้ พร้อมกับเริ่ม จุดกองไฟ ในใจ คงไม่ได้จะจับผมหั่นเป็นชิ้นๆ กินเป็นอาหารค่ำนะคร๊าบบบมื้อนี้

IMG_5369

ชายฉกรรจ์ 1 : พี่(เค้าเรียกผมว่าพี่)มาคนเดียวไม่กลัวหรอครับ กล้ามาเลยนะครับ
ผม : ครับเปลี่ยนบรรยากาศ (พร้อมกับหัวเราะกลบความกลัว)
ชายฉกรรจ์ 1 : นี่ถ้าไม่เจอพวกผมยังจะกาง คนเดียวไหมครับ
ผม: คงคิดดูก่อนนะครับ
ชายฉกรรจ์ 2 :พี่เค้ามาคนเดียวคงมีอะไรป้องกันตัวติดมาด้วยบ้างล่ะหน่า
ผม : แหะๆๆๆ ก็มีบ้างครับ (นี่ทำพูดดีไป … ในใจผมคิดว่าสติเนี่ยแหละครับ เครื่องป้องกันชั้นดีของผม)
ชายฉกรรจ์ 3:ในรถพี่เค้าทั้งปืนเอย ระเบิดเอย นี่รู้ไหมครับ แถวนี้พม่าเยอะ เกิดมันย่องมาตอนดึกฆ่าเราไม่ทันร้องเลย
ชายฉกรรจ์ 1 :หรือถ้าพวกผมเป็นคนร้ายเองจะทำยังไงครับ สัญญาณมือถือก็ไม่มี
ผม: งั้นผมกราบลาละครับ T T
ชายฉกรรจ์ 1:เดี๋ยวๆๆ ผมพูดเล่นน่ะครับ 55555
IMG_5401

หลังจากผูกมิตรเรียบร้อย พระอาทิตย์ยัง ไม่ตกไหนๆก็ไหน ซ้อมไว้หน่อยจักรยานที่ซื้อมา ว่างนัก ปั่นเล่นบนดอยแม่งเลย 5555 (ขออภัยหากดูเถื่อน มีไว้เพื่อป้องกันตัวครับ 555)

IMG_5379

หลังจากเตรียมแผนสำรอง หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะปั่นจักรยานลงเขาเนี่ยแหละ ก็ได้เวลาสำรวจรอบๆ ห้องน้ำครับ เพราะยังไงคงหนีที่นี่ไม่พ้น ห้องน้ำหรอครับ อย่าเรียกงั้นเลยครับ เป็นส้วมซึมที่ไม่มีน้ำ อึคงไม่ไหวถ้าข้าศึกไม่บุกจวนตัวจริงๆ แค่ฉี่ยังไม่ค่อยจะกล้าเลย  ห้องน้ำมีสองห้องอีกห้องปิดตายอยู่ ไม่รู้ว่าห้องงข้างๆ มีศพอยู่ไหม จินตนาการเข้าไป 5555 เอาเป็นว่า ถ้าดึกปวด บอกได้คำเดียว “อดทน”

IMG_5404

18:00 น. เมื่อความมืดเข้าครอบงำ
พระอาทิตย์ตกแล้วครับ หลังจากทำความคุ้นเคยกับกลุ่มชายฉกรรจ์ ผมขอเปลี่ยนชื่อพวกพี่ๆ เค้าเป็น นักตกปลานะครับ เพราะ จากการนั่งคุยกัน เนียนๆ ไปพบว่า พี่ๆเค้ามีอาชีพทำเรือตกปลาอยู่เกาะสีชัง ปีนึงจะมาเที่ยวกับเเพื่อนๆหนนึง ครั้งนี้พวกเขามีเวลา 1 อาทิตย์ วันนี้เป็นวันแรกของเขาและพรุ่งนี้เค้าจะไปต่อที่แม่ฮ่องสอน ว่าแล้ว พี่ๆกลุ่มนักตกปลา ก็ย่างปลาหมึกของดีของสีชังให้ผมได้ลิ้มลอง อร่อยมากครับ ขอบคุณมากๆ ทั้งปลาหมึก ทั้งเพื่อนกางเต้นท์ จริงๆแล้วผมถามชื่อมาแต่สุดท้ายก็จำชื่อไม่ได้ แต่ไม่ต้องห่วง ผมจำหน้าได้ครับ หากเจอที่สีชังผมจะเข้าไปทักแน่นอน

IMG_5409

20:00 น. ฝันดีราตรีสวัสดิ์
นั่งฟังพวกพี่ๆนักตกปลาคุยกัน ประสาเพื่อนสนุกสนาน เราก็ได้เวลาพักผ่อนถามว่าง่วงไหม ง่วงครับ  ดีที่คืนนี้เป็นคืนแรม แสงจันทร์สว่างมากมองไปทางไหนก็เห็นไม่มืดมาก แต่ความกังวลเล็กๆ ทำให้ผมถอยรถมาจอดข้างๆ เต้นท์เผื่อเกิดอะไรขึ้น

IMG_5417

ถึงคือนี้ดวงดาวจะน้อย แต่ก็ยังพอมีให้เห็น หลับๆตื่นๆ ฟังพี่ๆคุยกัน พร้อมกับเสียง โรงสีบ้างทำให้ไม่เงียบเหงาดีครับ คร๊อกกกกก คร๊อกกกก ทั้งคืนเลยยยยย

จบแล้วสำหรับ part แรกกับประสบการณ์เที่ยวคนเดียว พรุ่งนี้ ยังมีเรื่องต่างๆมากมายรอเราอยู่ เก็บแรง รับรองอีกรสชาติไม่แพ้วันนี้แน่นอน……

พาเที่ยวไต้หวัน มนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรม เทคโนโลยีและธรรมชาติที่ผสมกันอย่างลงตัว(ครึ่งหลัง)

เข้าสู่ครึ่งหลัง ตอนจบของบทความแล้ว เย้…… ผมหวังว่าท่านที่เข้ามาอ่านบันทึกการเดินทางฉบับนี้จะสนุกไปด้วยกันครับ ต่อกันเลยยยยย

  • เคนจิ ไกด์ชาวไต้หวันผู้ชื่นชอบนิยมประเทศไทย

เช้าวันที่สามของทริป เราต้องตื่นแต่เช้า เพราะเรานัดเคนจิ ซึ่งเป็นไกด์ชาวไต้หวันให้มารับเราที่ โรงแรมตอนเก้าโมง โรงแรม EFCA ที่เราพักมีอาหารเช้าให้ เราจึงฝากท้องที่นี่ อาหารเช้าที่นี่เป็นบุฟเฟ่แนวๆนานาชาติ วันแรกของเราที่โรงแรมของเรามีอาหารจีนเป็นหลัก บะหมี่เย็นญี่ปุ่น และหนมปังเนยแยม มีอย่างนึงที่เอ้ค่อนข้างประทับใจคือน้ำเต้าหู้ เอ๊ะหรือนมถั่วเหลืองคือ ไม่หวานมากครับ กำลังดีเลย

IMG_3010-1

สำหรับแพลนวันที่สามของเรา มีอัดแน่นหลายจุดซึ่ง หากเดินทางโดยรถสาธารณะอาจจะต้องใช้เวลามาก ทำให้ไม่ทัน และบางจุดไม่มีรถสาธารณะผ่าน จึงจำเป็นต้องเหมารถ โดยเราได้เคนจิมาขับรถให้เราโดยมีค่าใช้จ่าย 3000 NT ทั้งวัน โดยเรารู้จักเคนจิผ่าน Line ตั้งแต่ก่อนมาที่นี้ และเคนจิเป็นที่ปรึกษาค่อนข้างดี อ้อ แอบเช็คราคาTaxi ของ โรงแรม เดินทาง 3-4 คน 8 ชั่วโมง ราคา 4000 จึงเอาแหละถือว่าไม่แพง

ตึ๊ง..นึง… เสียงไลน์ดัง  เอาล่ะ เก้าโมงและถึงเวลานัด เคนจิตรงเวลามาจอดรอและไลน์มาหาเรา พวกเราเดินไปเพื่อพบกับเคนจิ แรกเลย พวกเราคิดต่างๆนานา ว่าเคนจิจะขับรถอะไรมารับเรา และเคนจิมีอาชีพอะไร เราก็ได้คำตอบเมื่อเจอเคนจิ

รถของเคนจิเป็น E-class รุ่นเก่า ซึ่งปกติแล้ว taxi ที่นี้จะเป็น toyota wish โอ้แปลกไม่เหมือนใคร อยู่ไทเปจนจบทริป รถเคนจิเนี่ยแหละแปลกสุด 555 และอยากบอกเพื่อนๆไว้อย่างคือ ที่นี้พวงมาลัยซ้ายนะครับ เดินขึ้นรถดูด้วยครับ เดี๋ยวเค้าจะนึกว่าเราขับเองแบบในคลิป ปล่อยไก่ตัวโต 555

พูดถึงเคนสักหน่อย จากการสัมภาษณ์  เคนเคยมาเรียนภาษาที่เชียงใหม่ ทำให้พูดภาษาไทยได้บ้าง และมาไทยแล้วประมาณ 5-6 ครั้ง ชอบเมืองไทย ชอบเพลงไทยเช่น “ฝากใจแลกเบอร์โทร” เคนบอกว่า สงกรานต์ไทยเปิดแต่เพลงนี้ ชอบเล่นมุขไทยๆเช่น เคนว่า เคนชื่อเคน หล่อเหมือนคนชื่อเคนที่ไทยคือคนนี้ พลางเปิดมือถือให้ดูเป็นรูปเคน ธีรเดช -_-” แต่ก็มีสิ่งที่เราต้องกังวลบ้างคือ ตอนเคนจินึกคำในภาษาไทย เคนจะใช้สมาธิอย่างสูง เคนๆๆๆๆ รถๆๆๆ หลายครั้งที่โดนบีบแตรใส่ ทำเอาเสียวๆเหมือนกัน หากมองมุมกลับกันเคนคงหนักใจไม่น้อยในการเรียกชื่อพวกเรา เอ เอ้ เต้ ชื่อเหมือนกันซะ 555

กลับมาที่การเดินทางของเรา เรานั่งรถเคนจิ ออกมานอกเมือง บรรยากาศรอบๆ ที่เป็นเมืองเริ่มหายไปแทนที่ด้วยภูเขา แถมเป็นภูเขาที่เขียวชะอุ่มด้วยซ้ำ บ้านเราจะหาภูเขาเขียวๆก็มีแต่อุทยานแห่งชาติ ที่อื่นหรอ โดนตัดต้นไม้ทำไร่ ทำสวนหมดแล้ว 5555

วิวประมาณไหนหรอ ดูจากรูปล่ะกัน แต่บอกไว้อย่าง ตาเห็นเองสวยกว่าในรูปเยอะ  ด้านซ้ายเป็นภูเขา หน้าผาที่สูงชัน ด้านขวาคือทะแลแปซิฟิก ที่กำลังคำรามมมมมมมมม แฮร่รรรรร

IMG_3031-1

IMG_3023-1

  • Yehliu geopark หินรูปเห็ดกับทะเลแปซิฟิก

เคนขับรถพาเรามาเรื่อยๆ จนมาถึงสถานที่นึง อ้าวเคนที่นี่ยังไม่ใช่ Yehliu นิ เคนบอกเราจะแวะที่นี้กันก่อน ดูจากในรถ สวยอย่างที่เคนบอก พอเปิดประตูรถบุ๊ป ปะทะเข้าที่หน้าเลยครับ ลมครับ ลมแรงมาก เพราะแถวนั้นมีเมฆฝนด้วย นี่นึกภาพไม่ออกเลยว่าตอนไต้ฝุ่นเข้าจะขนาดไหน นี่แค่ลม ลมจากทะเลแปซิฟิก คลื่นก็แรง ตกไปตายลูกเดียว

IMG_3039-1

มองด้านล่างว่าสวยแล้ว เราลงเดินตามฝูงชนไป บริเวณนั้น โอ้โห เป็นผา เอ๊ะหรือเป็นแหลมเนี่ย พื้นที่เรายืนอยู่มีลักษณะเหมือนทรายแข็งตัว เดินไปเรือยๆ สูงขึ้นๆ มีหน้าผา มองลงไปมีแต่หิน แต่ก็ยังเห็นคนท้องถิ่นตกปลาบ้าง แต่เรา เสียว เว้ยยยย ลมก็แทบจะปลิววววว กลัวมากจะโดนลมพัดตกทะเล 5555

ที่หน้าผาแห่งนี้ ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันชื่ออะไร แต่สามารถมองเห็น yehliu geopark ได้จากที่นี่ โดยที่เห็นไกลๆเป็นแหลมยื่นน่ะใช่เลย มองไปรอบๆคิดในใจ ลมก็แรง ฝนจะตกป่าวน้อออ ถ้าฟ้าใสก็คงดี ถ่ายรูปออกมาจะได้สวยๆ แต่เคนบอกว่า ถ้ามาหน้าหนาวจะไม่ค่อยหน้าเที่ยวเพราะจะหนาวมากเนื่องจากลมแรงงงงงงงงงง มากกกกกกกกกกกกก

panorama-1

IMG_3061-1 IMG_3066-1

หลังจากที่พวกเราเพลิดเพลินกับการถ่ายรูป เรากลับมาที่รถเคนเพื่อที่จะไปยังจุดหมายต่อไป จุดหมายต่อไปของเราคือ อุทยาน Yehliu

IMG_3103-1
เมื่อเปิดประตูรถ ก็ได้รับกลิ่นอาย แห่งหมู่บ้านประมง กลิ่นเหมือนๆ บ้านเพ อ่างศิลายังไงยังนั้น เพราะข้างๆทางเข้า จะมีตลาดขายอาหารทะเลแปรรูปพวกปลาแห้ง ปลาหมึกแห้งไว้บริการ ที่ทางเข้าก็พบกับฝูงทัวร์จีนบริมาณมากมาย ซื้อบัตรและชำระค่าธรรมเนียมจำนวน 80 NT ซึ่งนับว่าไม่แพงเลย เคยดูสารคดีท่องเที่ยว พวกอุทยานในต่างประเทศราคาค่อนข้างโหด เช่นจีน ค่าเข้าทีคิดเป็นเงินไทย 500 บาทขึ้น แต่ที่นี่ไม่แพงเลยครับ

IMG_3141-1

ด้านในอุทยาน Yehliu ต้องเดินจากจุดขายตั๋วเข้าไปประมาณ 400 เมตร ก็จะเห็นฝูงเห็ดหิน ให้มนุษย์โลกได้ถ่ายรูปกัน หินรูปเห็ดนี้เกิดจากธรรมชาติ ลม ฝน คลื่น จึงทำให้ลักษณะภูมิประเทศแถบนี้มีลักษณะแบบนี้ และหินที่ดูจะเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่คงหนีไม่พ้น เศียรราชินี หินรูปร่างคล้ายกับหญิงมีอายุสวมมงกุฎในการ์ตูนดิสนี่ย์ เราจึงเห็นผู้คนต่อคิวกันเพื่อจะถ่ายรูปกับหินก้อนนี้ ส่วนพวกเราหรอ เดินเล่นถ่ายรูปกับจุดอื่นๆ ก็ได้

IMG_3154-1

  • อาณาจักรของแมว Houtong Cat village

นาฬิกาบอกเราว่า ถึงเวลาที่เราต้องไปต่อแล้ว เรานัดแนะกับเคนไว้ให้มารับที่หน้าเซเว่น เพื่อเราจะได้เติมพลังก่อนเดินทางต่อ นั่งรถเคนต่อมาเรื่อยๆ ผ่านหุบเขา แม่น้ำที่สวยงาม จนเข้ามาถึงหมู่บ้าน อันเงียบสงบในหุบเขา ที่นี้ก็คือจุดต่อมาที่เราจะมากัน หมู่บ้านของแมวที่เกาะไต้หวัน หมู่บ้าน Houtong อ่านว่าอะไร ในกลุ่มไม่มีใครรู้ 5555 หมู่บ้านแห่งนี้แต่เดิมคงเงียบสงบ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวเยอะขึ้น เหมือนจะเยอะกว่าจำนวนแมวแล้ว หรือเพราะว่าเรามาวันอาทิตย์หว่า

IMG_3196-1

มาถึงนี่ก่อนอื่นได้เวลามื้อเที่ยง มื้อเที่ยงวันนี้เป็นก๋วยเตี๋ยวสไตล์จีนๆแต่ รสชาติใช้ได้นะครับ เนื้อนุ่ม อร่อยดีราคา 100 NT หากินได้บริเวณสถานี และเมื่อหนังท้องตึงหนังตาหย่อนได้เวลานอน ม่ายช่ายยยย ออกเดินสำรวจแมว อารมณ์ที่นี่เหมือนหมู่บ้านกลางหุบเขา ด้านหน้าอดีตเคยเป็นเหมืองถ่านหิน ปัจจุบันเลิกไปแล้ว แต่ยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงอยู่ ถัดมาเป็นแม่น้ำ ตรงกลางมีสถานีรถไฟ ด้านหลังเป็นภูเขาเล็กๆ โดยมีบ้านเรือนผู้คนอยู่บริเวณนี้

IMG_3182-1

เราเดินข้ามทางรถไฟเพื่อข้ามไปฝั่งหมู่บ้าน ช่วงแรกเราเจอแมวน้อยมากๆ จนเราพบว่า เราต้องสังเกตดีๆ เจ้าเหมียวเหล่านี้ ซ่อนตัวอยู่หลังป้ายบ้าง พุ่มหญ้าบ้าง บนหลังคาบ้าง แมวที่นี่ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคนดี เดินเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ วิวที่นี้ดีมาก ดูสงบ แมวบางตัวนั่งคุยกันบ้าง เล่นกัน หรือทะเลาะกันบ้างตามประสา แต่มีตัวนึงผมชอบเป็นพิเศษคือเจ้าตัวนี่

IMG_3240-1

ตูนี่แหละเจ้าป่า หง่าววววววววววววว

เจ้าตัวนี่นั่งนิ่งไม่กระดิกยังกะรูปปั้น แถมอยู่สูงซะประมาณว่า ตูเนี่ยแหละเจ้าป่า 555555 ไม่ว่าใครจะมาถ่ายรูปก็ยังนิ่งเฉย เท่เจรงๆ 5555 จริงๆ ขากลับผมได้แวะร้านขายของที่ระลึกของที่นี่ ไม่อยากบอกเลยมีแต่ของน่ารักๆๆๆ เต็มไปหมด หมดเงินกับร้านนี้ไปเกือบ 500 NT และที่แปลกสำหรับผมคือ postcard ถ้าบ้านเรา postcard จะนึกถึงประดาษที่ด้านหน้ามีรูปสวยๆ ซึ่งอาจจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ แต่.. postcard ที่นี้ จะมีหลากหลายมาก เช่น เป็นไม้แผ่น เป็นสังกะสี แล้วมีปากกาสีให้เราเขียน ผมซื้อมาเหมือนกันแต่ไม่กล้าเขียน กลัวส่งไม่ถึงไทยแล้วหาย 5555 เสียดาย ไว้ตอนท้ายจะเอาของฝากและ postcard ของหมู่บ้านแมวมาให้ดู

page01

ต่อๆๆๆ ที่นี่ยังมีที่เดินเล่นอีกมากมายนะเสียดายว่า เรามีเวลาไม่เยอะ เราก็ต้องไปกันต่อแล้ว โดยเคนจิ เดินนำไปที่จอดรถ ไอ้เราก็นึกว่าใกล้ๆ แต่เดินไกลพอสมควร เพราะที่จอดรถตรงหมู่บ้านน้อยและวันนี้คนค่อนข้างเยอะ เดินเป็นระยะทางไกลเลยแต่ก็ทำให้เราไม่เบื่อ บรรยากาศดี เพราะลักษณะภูมิประเทศ ตรงกลางเป็นแม่น้ำ ด้านบนเป็นหมู่บ้านของคนในพื้นที่ และมีส่วนที่ดูเก่าๆร้างๆด้วย ด้านข้างมีภูเขาอีก มีครบเลย แต่บรรยากาศกาคืนคงวังเวงพิกล 5555

IMG_3275-1

IMG_3286-1

เดินทางกันต่อ ก่อนที่จะไปกันที่จุดหมายสุดท้าย เคนจิพาเราแวะไปอีกที่ ที่ๆ ทัวร์ไม่พาไปนั้นคือ…. ที่ไหน ผมก็เรียกไม่ถูกเหมือนกัน 555

  • ดันเจียนลับที่เคนจิพาไป 

สถานที่แห่งนี้อยู่เลย jiufen มาอีกครับ ขับรถขึ้นเขาไปเรื่อยๆ สูงขึ้นๆ วิวรอบๆยิ่งสวย หมู่บ้านตั้งอยู่ริมผาวิวสวยงาม ไม่พ้นแม้แต่ หมู่บ้านของคนตาย นั้นก็คือฮวยซุ้ยยย นั้นเอง ระหว่างทางพบเห็นได้ทั่วเลยครับ เค้าสร้างซะสวย นอกจากหมู่บ้านคนตายแล้ว ถนนหนทางก็น่าสนใจไม่แพ้กันโค้งซ้ายโค้งขวาหน้าผา เสียวๆกันไป ประมาณ 20 นาทีจาก jiufen เคนจิก็พามาถึงดันเจี้ยนลับ บนยอดเขาแห่งนี้ แผนที่

 

IMG_3327-1

พวกเรารีบลงจากรถขนลุกเลยครับงานนี้ไม่ใช่ความสวยนะครับ ลมหนาวววว + ฝน ร่มกางแทบไม่ได้ เดินฝ่ากันมาที่ริมผาจุดชมวิว สวยครับ สวยจริงๆ ประเทศไทยหามุมอย่างนี้ไม่ได้ ที่คุณจะอยู่บนยอดเขาสูง มองลงมาด้านล่างเป็นทะเล ส่วนวิวอีกมุมเหมือนที่เคนจิให้ดูรูปตัวอย่างเลย ถนนบนสันเขา สวยครับ แต่ท้องฟ้านี้สิ ไม่เป็นใจกับพวกผมเอาซะเลย หนาว ลม ฝน เราอยู่ได้ไม่นานต้องเผ่น ก่อนขึ้นรถเราแวะซื้อมันครับ แถมโดนทักเป็นคนพิลิบปินด้วย จำได้เลย ครั้งที่ไปสิงคโปรตอนนั้นก็โดนทัก 555  ได้และมันรสเหมือนมันเทศบ้านเรา แต่เนื้อสีเหลือง ร้อนๆหวาน หอม แต่แอบแพงนะ หัวละ 50 NT แหนะ

IMG_3343-1

เส้นทางที่เราเดินทางนั้นมีจุดแวะพักริมทางเรื่อยๆ ก่อนถึง Jiufen เคนก็พาจอดแวะริมทาง ถ่ายรูปอีกรอบ ที่นี่ก็สวยครับแนวเดียวกันกับด้านบนเลย เขาสูงเสียดฟ้ากับน้ำทะเลสุดลูกหูลูกตา เสียดายรูปถ่ายถอดออกมาไม่สวยเท่าตาเห็นครับ อยากให้มาดูเองกันมากกว่าต่างจากรูปเยอะ

IMG_3345-1

  • ถึงสักที ที่หมายสุดท้ายของวัน jiufen เมืองโบราณ

ก่อนเลือกที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง ก็ได้อ่านเรื่องราวของหมู่บ้านโบราณแห่งนี้มาจากหลายๆที่ เป็นหมู่บ้านโบราณที่ได้รับอารยธรรมจากประเทศญี่ปุ่นมาพอสมควร ทำให้คนญี่ปุ่นชอบมาเที่ยวที่นี่ จุดเด่นของที่นี่คือ ถนนโบราณ ซึ่งเป็นถนนคนเดินกว้างไม่เกินสองเมตร สองข้างถนนเป็นร้านขายของที่ละลึกบ้าง ร้านขายขนมบ้าง ขายอาหารบ้าง

IMG_3417-1

เคนพาพวกเราเดินพร้อมกับชิมนู้น ชิมนี่ เต้ถามเคนว่า ให้เคนพาไปซิอะไรที่มานี่แล้วต้องลอง ห้ามพลาดดดด เคนก็เลยพาไปต่อแถวๆนึง แยกจากถนนหลัก มันก็คือ…. เค้าเรียกไรหว่า 5555 ประมาณว่า บัวลอยที่ทำจากเผือกและมัน มีทั้งเย็นและร้อน เราสั่งมาถ้วยเดียวเพื่อลอง เป็นแบบร้อนIMG_3410-1

จากจุดต่อคิวต้องเดินเข้าไปอีกถึงจะเป็นร้านนั่ง หาโต๊ะนั่งแล้วลองครับ คนลองคือผมกับเต้ ครับอร่อยใช้ได้ เหมือนบัวลอย แต่มีเครื่องและไม่มีกะทิ เต้ติดใจมาก นอกจาก เจ้าขนมที่ว่านี้ วิวจากร้านนี้ก็อร่อยไม่แพ้กัน 555 วิวสวยยยยย ได้ชิมของที่ขึ้นชื่อว่าเด็ด เดินออกจากร้านแถวยาวกว่าขาเรามาอีกนะเนี่ย

IMG_3439-1

จุดต่อๆมา เราขอให้เคนช่วยพาเราไปจุดถ่ายรูปสวยๆ เคนพาไปครับ ตามที่เห็นในเว็บเลย ถ่ายๆไป ฝนก็เริ่มปรอยๆ อีกแล้ว เราจึงกลับเข้ามาในตลาด นี่ก็เริ่มเย็นแล้ว อย่างที่บอกที่นี่มืดเร็วมาก ขากลับเราแวะซื้อของฝากคือพายสับปะรด รสชาติไม่ได้อร่อยมากแต่ที่แพงน่าจะคือ packaging ที่ดูดีมีชาติตระกูลเหมาะกับซื้อเป็ยของฝากครับ กับราคา 15 ชิ้น 375 NT

IMG_3473-1

และแล้วก็ได้ของฝากกันไป ผมกล่องเดียวฝากออฟฟิตพอและหนัก 555 ส่วนเพือนผมหรอซื้อจนร้านรวยเลยโดยเฉพาะเอ้ “เห้ยยย ซื้อขนาดนี้อย่าลืมนะขากลับน้ำหนักเราซื้อแค่ 5 โล”  “ญาติกูเยอะว่ะ”  555 ตามนั้น

IMG_3466-1

เดินออกมาถึงหน้าตลาดก็เย็นแล้วแต่คนก็ไม่ได้ลดจำนวนลงเลย แวะถ่ายรูปวิวก่อนที่จะขึ้นรถกลับ วันนี้ตะลุยมาหลายที่ถ้านั่งรถสาธารณะคงเก็บไม่ได้ขนาดนี้ ต้องขอบคุณเคนจิ เราจึงเก็บได้ครบทุกที่ตามที่ต้องการ

panorama-3-1

ขากลับรถ เข้าไทเปค่อนข้างหน้าแน่น ผลพวงจากการตะลุยมาทั้งวันก็เริ่มง่วง แต่แพลนวันนี้เรายังไม่จบแค่นี้ วันนี้เรามีนัดกับ….. บุฟเฟ่ชาบูชื่อดัง ที่อยู่ข้างๆโรงแรมเรา มีพบก็มีจาก ถึงว่าลาบอกลาเคนจิแล้วขอบคุณครับ พวกเราลงจากรถเค็นจิ หิ้วของฝากพะรุงพะรัง ขึ้นไปเก็บที่โรงแรม เพื่อให้พร้อมที่จะตะลุยราตรีกันต่อ

  • ชาบูไต้หวันได้มาต้องมาลองงงงงงงงง

ใช้เวลาไม่นานนักเราก็มาอยู่ที่หน้าร้านชาบู หม่าล่าแล้ว อ่านรีวิวมาเค้าว่าคนเยอะ ไม่เหมือนกับที่เขาว่าเลยมีนั่งหน้าร้าน สามถึงสี่คนเอง ด้วยความมั่นใจเดินเข้าไปเพื่อขอจองคิว พนักงานทำการจองคิวและแจ้งกลับมาว่า ได้คิวประมาณ 3 ชั่วโมงค่ะ ใช่ครับ สาม ชั่วโมงจริงๆ ฟังไม่ผิด ไม่น่าเชื่อว่าร้านนี้จะฮอตจริงๆ โชคดีที่ผมเตรียมร้านชาบูสำรองไว้อีกร้าน เป็นร้านแนะนำจากคุณ 1000 mile เหมือนกัน  ชั้นสองของโรงแรม just sleep ไกลหน่อยแต่ ไม่มีทางเลือกครับ พวกเราจึงรีบเดินไปกัน ไม่รู้ว่าเพราะความหิวหรือว่าต้องการรีบกินรีบไปซื้อของ ของเพื่อนผมกันนะ

IMG_3488-1

ชาบูที่เรามากินร้านนี้ ขอบอกว่ามีแต่คนไต้หวัน เยอะมากเดินกันขวักไขว่ ไปถึงพนักงานเอาเมนูมาให้ดูว่าบุพเฟ่ราคาเท่าไหร่ แต่พวกเราอ่านไม่ออก งงๆ แต่มาแล้วกินๆๆ yes yes yes ไป 555 พนักงานพาไปที่โต๊ะ ชาบูร้านนี้ จะเป็นหม้อเล็กๆหม้อใครหม้อมัน เลือกน้ำซุปได้ หลังจากนั้น เค้าก็จะเอาตะเกียบและกระบวยตักซุปมาให้ แล้ว เราสามารถเดินไปตักอาหารได้เลย

IMG_3489-1

อุปสรรคอีกอย่างที่ท้าทายเราก็คือ เตาไฟฟ้าภาษาจีนล้วน แล้วเราจะติดยังไงล่ะเนี่ยหรือเราต้องกินกันดิบๆ มั่วกันอยู่สักพักจนหม้อเริ่มร้อน 555 เดินสำรวจสิครับ สิ่งหนึ่งในเค้าเตอร์เครื่องดื่มที่น่าสนใจที่มีให้คือ Thai Milk Tea โอ้วววว มาไกลแฮะไหนลองชิม จริงๆมันก็คือชานมสีส้มๆบ้านเราแหละ แต่พอชิมเท่านั้นแหละ กลับมากินชานมบ้านเราดีกว่า รสมันออกหวานประแหล่มๆ ของบ้านเราอร่อยกว่าเยอะ (แต่ชาไข่มุกตามร้านรสชาติดีกว่าเรานะ 555 )

IMG_3486-1

นอกจากอุปสรรคของการควบคุมเตาภาษาจีน ยังมีน้ำจิ่มอีกครับ น้ำจิ่มชาบูต้องปรุงเองงงงง โอ้ววว พวกเราอาศัยข้อมูลในเน็ต ต้องมีซีอิ้วอย่างนี้ ใส่น้ำส้มอย่างนี้ ใส่อันนี้อย่างนี้ แต่ถ้วยไหนล่ะคือซีอิ้วตูอ่านไม่ออกกกกกก จึงใช้ทริกต่อไปคือ ลอก ยืนสักมาคนไต้หวันมายืน ตักๆๆ ใส่ๆๆ แต่ แต่ละคนใส่ไม่เหมือนกันเลย เอาวะไม่เป็นไร ใส่มั่วๆแหละ 555 ผมใส่นู้น ใส่นี้ จนมาถึงกา ที่มีตัวอักษรภาษาจีน ไม่มีอังกฤษกำกับ ก็จัดเลยครับ เทใส่ถ้วยน้ำจิ้ม แต่เอ๊ะ ทำไมมันใสๆหว่า คนที่นี่ก็มองผมแปลกๆ แล้วเค้าก็มาหยิบกานั้นไปเติมน้ำหม้อซุปที่โต๊ะตัวเอง ทำให้ผมทราบว่า กาเนี่ยคือน้ำซุป มันไม่ใช่ส่วนผสมของน้ำจิ้ม -_-”

เรื่องต่อมาคือน้ำซุป ขอบอกว่าที่นี้ ไม่มีช้อน ไม่มีส้อมให้นะครับ ทำให้คนไทยอย่างเราค่อนข้างลำบาก เต้จึงไปหยิบส้อมกับช้อนที่ใช้กินขนมหรือของหวาน มากินอาหารแทน อ่อแล้วมาถามผมว่า มึงกินน้ำซุปยังไง ผมก็คิด เออว่ะมองไปโต๊ะอื่นๆ เค้าก็ไม่มีช้อนซุปให้ โต๊ะตรงข้ามใช้กระบวยตัก นั้นแหละครับผมเอาบ้าง ใช้กระบวยนั้นแหละตักเข้าปาก 555 แต่หัวไปดูโต๊ะอื่นอีกทีเพื่อความชัวร์ เค้าใช้ถ้วยซดดแทน -_-”

กลับมาที่หม้อชาบู ชาบูร้านนี้ไม่ใช่เกรดฟรีเมี่ยมครับเพราะฉะนั้นกุ้งกับปูตัวใหญ่ๆ ไม่มี แต่พอมีอาหารทะเลบ้าง อาหารญี่ปุ่นก็มี ของหวานก็มี เนื้อ หมูแบบสไลด์มีหมด ถือว่าไม่ได้น่าเกลียดกับราคา 500 นิดๆ NT

อิ่มแล้วครับ ตอนจ่ายเงิน เอ้เพื่อนผม พยายามปล่อยเหรียญออกให้หมดเพราะ ที่นี่ แบงค์เริ่มต้นที่ 100 ต่ำกว่านั้น เหรียญหมด เราถึงกับยืนนับเหรียญเพื่อจ่ายเค้าทีเดียว พนักงานขำๆ แต่ก็เข้าใจครับ เค้าชอบด้วยมีเหรียญมาๆๆๆๆ 555 นอกจากจ่ายแล้ว เค้ายังถามอีกว่ามีเหรียญอีกไหมเค้าแลกแบงค์ให้ (ทั้งนี้ทั้งนั้นเราใช้สายตาและภาษามือคุยกันครับ เพราะต่างคนต่างใช้อังกฤษกันไม่คล่อง) ใจดีจัง

  • Ximen ในยามค่ำคืน

เดินออกมา ที่หมายสุดท้ายของวันนี้คือ โอนิซึก้าาาาาาาาาาาาาาาาาา ขอเพื่อนผม เดินหาร้านเจอร้านนึงข้างๆ โรงแรม แต่ของไม่เยอะ  พนักงานจึงแนะนำไปอีกสาขาคือด้านหลัง ผมไปปล่อยเอ้ไว้ที่นั้น แล้วผมขอตัวไปเดินถ่ายรูปต่อแถวใจกลางซีเหมือน

IMG_3520-1

เดินไปที่ตึกแดงวันเดียวกับที่เค้ามีสินค้าแฮนท์เมคมาขาย น่ารักๆหลายชิน แต่ดึกแล้วกำลังเก็บพอดี ถ่ายภาพตึกแดงสักหน่อยก็เดินหาของฝากบ้าง เดินหาเสื้อใส่วันพรุ่งนี้ด้วย จนได้เวลากลับโรงแรม

IMG_3515-1

ผมนัดเพื่อนไว้หน้าโรงแรม เอ้มาพร้อมกันโอนิไท จำนวนสามคู่คับ เต่หนึ่งคู่ เฮ้ยยยย ซื้อเยอะไปไหมวะ มึงจะหิ้วเข้าไทยยังไงไม่โดนศุลกากร เอ้จึงต้องทิ้งกล่อง เอารองเท้าใส่กระเป๋า เพื่อให้เค้ารู้ว่าเราไม่ได้ซื้อไปขาย คงไม่เจอภาษีแต่อย่างใด

IMG_3526-1

วันนี้ถือว่าเป็นวันที่เต็มที่กันอีกวันนึงพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายแล้ววววว เวลาผ่านไปเร็วใจหายเหมือนกัน คืนนี้เข้านอนหลับสนิท ……….

  • วัดที่เก่าแก่ที่สุดของไต้หวัน วัดหลงซาน

เช้าวันสุดท้าย เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว พวกเราต้องเก็บกระเป๋า ออกมา checkout แต่เช้า และขอฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อน  ขอบคุณที่ให้ที่พักผ่อนเราสองคืน เช้าวันนี้อาหารเเป็นบุพเฟ่นานาชาติที่เน้นอาหารจีนเหมือนเดิม มีหนมปัง น้ำเต้าหูเหมือนเดิม แต่มีบางเมนูแตกต่างจากวันแรก

IMG_3536-1

พวกเราฝากกระเป๋าเรียบร้อย วันนี้ เราจะใช้เจ้าบัตร Easy Card ที่ซื้อมาเนี่ยเที่ยวเองในเมืองไทเปโดยใช้รถไฟฟ้ากันทั้งวัน ที่แรกเลย เปรียบเหมือนศาลหลักเมืองของไทเป ศูนย์รวมของศรัทธามที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดนั้นคือ วัดหลงซาน

IMG_3548-1

วัดหลงซานเดินทางไม่ยากครับ  MRT Longshan Temple Station Exit 1 ครับ แล้วเลี้ยงขวาเดินตามทางมาเรื่อยๆก็จะเริ่มเห็นผู้คน การมาวัดนี้เหมาะกับมาเช้าๆนะครับ ตอนทัวร์ยังไม่ลง แต่ที่วัดนี้พบคนญี่ปุ่นมาไหว้เยอะครับ ไม่รู้ทำไม ตัววัดไม่ใหญ่มากครับ แต่ดูเก่าแก่จริงๆ เป็นวัดแรกของไต้หวันเลยก็ว่าได้ ด้านในอารมณ์วัดจีนทั่วไปครับ ควันธูปเต็มไปหมด

IMG_3561-1

หลังจากเพื่อนทั้งสองไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคลเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกเดินทางกันต่อ สถานีต่อไป…….

  • อนุสรณ์สถานณ์เจียงไครเช็ค Chiang Kai Shek Memorial Hall

คนไต้หวันไม่มีใครไม่รู้จักเจียงไครเช็ค เพราะท่านเปรียบเสมือนคนก่อตั้งประเทศครับ ผู็ซึ่งหอบผู้คนมายังเกาะแห่งนี้ อย่างที่ครึ่งแรกเคยเล่าไว้

อนุสรณ์สถานแห่งนี้จึงถูกก่อสรา้งขึ้นเพื่อรำลึกและให้เกียรติเจียงไครเช็ค  ผมเลือกเป็นหนึ่งในจุดหมายเพราะเห็นคนส่วนใหญ่ที่มาไต้หวันจะแวะมาครับ ดูรูปจากในเน็ตก็ไม่เท่าไหร่ อ่ะลองมาละกัน จริงๆมีอีกที่ ที่สไตล์เดียวกันครับคือ อนุสรณ์สถาน ดร.ซุน ยัตเซน ครับ แต่เรามีเวลาไม่พอจึงเลือกมาที่อนุสรณ์สถานณ์เจียงไครเช็ค ที่เดียว

IMG_3601-1

MRT Chiang Kai Shek station Exit 5 เดินออกมาผ่านกำแพงหนึ่งชั้น โอ้โห…………….. ผมถึงกับอ้าปากค้างในใจ(เอ๊ะมันเป็นยังไง) ทำไมมันดูยิ่งใหญ่ขนาดนี้ สองข้างเป็นโรงละครแห่งชาติก็ดูยิ่งใหญ่ ที่เคยเห็นจากในเน็ตจากในรูปนี้ ขี้ประติ๋วไปเลย 555 เห็นของจริงใหญ่อลังการงานสร้างจริงๆครับ พื้นที่ก็กว้างมากๆด้วย ไม่ใช่ผมคนเดียวนะที่ตื่นเต้น เอ้และเต้ก็เช่นกัน รีบคว้ามือถือมาถ่ายรูปกันใหญ่

IMG_3612-1

ด้านในของหอลำลึก จะมีทหารยามยืนนิ่งงงงงง นิ่งมาก ไม่กระดุกกระดิก อยู่สองฝั่ง ส่วนตรงกลางคือรูปปั้นท่านเจียงไครเช็คขนาดใหญ่มีสีหน้ายิ่มแย้มทักทายนักท่องเที่ยว

IMG_3627-1

นอกจากตัวสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่อลังการณ์แล้ว สิ่งที่หน้าสนใจอีกอย่างที่ ใครต่อใครที่เคยมาแนะนำให้เข้ามาดูคือพิธีสับเปลี่ยนเวรยาม จะมีทุกชั่วโมงครับ แนะนำมาก่อนสักสิบนาทีครับ จะได้มีมุมยืนดูไม่โดนบัง

IMG_3716-1 IMG_3717-1

จบการแสดงสลับเปลี่ยนเวรยาม เราก็ได้เวลาไปต่อแล้วครับ จุดต่อไปหากดูตาม แผน เราจะนั่งรถกระเช้าเหมาคง ขึ้นไปยอด เขาเพื่อไปจิบชาอุ่นๆ ชมวิวชิวๆ แต่เมื่อเช้าก่อนจะออกจากโรงแรม พอดีผมเข้าไป app ที่ใช้ดูเส้นทางและคำนวนค่าบริการ ปรากฎว่าตัว app ขึ้น daily maintenance จึงลองเข้าที่ เว็บก็ขึ้นเช่นเดียวกัน นับว่าบนความโชคร้ายยังมีโชคดีที่เข้ามาดูพอดีไม่งั้นไปเก้อแน่

  • ที่หมายสุดท้ายที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เอาเข้าจริง มันไม่ควรพลาดอย่างยิ่งงงงง Tamsui

ย้อนกลับไปเมื่อเช้าที่โรงแรม ระหว่าง หาที่ไป ว่าจะไปไหนดี กระเช้าปิด เราสามคนช่วยกันหาข้อมูล ตัวเลือกตอนแรกคือเป่ยโถ ซึ่งเป็น เมืองบ่อน้ำพุร้อนแบบออนเซ็น แต่ เอ๊ะ อากาศไม่เย็นเท่าไหร่ ไม่น่าไป แถมไม่ได้ไปอาบด้วย ผ่านๆๆๆๆ อีกตัวเลือกนึงที่ผุดขึ้นมาในหัวผมก็คือ ตันสุ่ย ตั้นสุ่ย ตำสุ่ย 555 ออกเสียงไงหว่า ด้วยความรวดเร็ว เอาหล่ะ เวลาสามชั่วโมงที่เหลือเราจะไปที่นี่ก่อน ทีนี้ก็ช่วยกันเลย หาข้อมูล อย่างน้อยมีถนนโบราณให้หาของกินกับ วิวริมตลิ่งสไตล์เมืองปากแม่น้ำ แถมรถไฟฟ้ายังไปถึง

IMG_3728-1
เรานั่งรถไฟฟ้าจากสถานีเจียงไครเช็คใช้เวลาค่อยข้างนานเลย เพราะ Tamsui อยู่สุดสายเลยครับ นั่งออกมาเรื่อยๆ วิวจากในอุโมงค์เปลี่ยนเป็น รถไฟลอยฟ้าเผยให้เห็นวิวทิวทัศน์ เลียนแม่น้ำ สวยครับ นั่งชมวิวเพลินๆ รถก็มาจอดสถานี Beitou ได้ยินแว่วๆ terminal station หันหาเพื่อน อ่าวเห้ยยย มันยังไม่ถึงเลยนะ ทำไมจอดและคนลงหมดแล้วเนี่ย ลองดูๆ ป้ายปรากฎว่า เราต้องเปลี่ยนขบวนไป tamsui ครับ

อารมณ์รถไฟฟ้าที่นี้น่าจะเหมือนรถเมล์บ้านเรา บางขบวนสุดสายไม่เหมือนกัน เราต้องเดินข้ามไปยืนรอขบวนถัดไป โดยสังเกตุที่ป้ายด้านข้างครับ ว่าแต่ละขบวนจะสุดสายที่ไหน เรานั่งรถไฟฟ้ากันต่อ จนถึงสถานีปลายทาง tamsui

IMG_3751-1

ถึงแล้วครับ Tamsui ที่นี่อากาศร้อนกว่าไทเปอีก แต่วิวใช้ได้ครับ สถานีรถไฟฟ้าอยู่ติดกับแม่น้ำเลย เดินตามผู้คนไปเรื่อยๆ ก็จะถึง ถนนคนเดินโบราณ ขนาดไม่ยาวนัก มีของขายเยอะแยะ อยากบอกว่าพวกกุญแจของฝากที่นี่ถูกกว่าที่ซีเหมินนะครับ มาซื้อที่นี่ได้ เดินสักพักได้เวลามื้อเที่ยงพอดี เราเข้าไปหาอะไรกินที่ร้านซึ่งอาหารหลักของไต้หวันก็คงไม่พ้นก๋วยเตี๋ยวเอย เกี๊ยวเอย
IMG_3752-1

หลังจากอิ่มเรียบร้อย ต่อไปของหวาน เอ้เห็นในเน็ตมา จะมีไอติมโคนที่ยาวววววว มาก มีหรือจะพลาด ลองครับ ผมไม่ชอบไอติมจึงขอผ่าน ส่วนรสชาติ หรอ เอ้บอกว่าไม่อร่อยเลย จืดๆ ไอติมจืดๆ 0_o

page04

เดินต่อมาเรื่อยๆ สุดถนนก็จะเป็น ร้านที่อยู่ฝั่งแม่น้ำแล้วครับ ตรงหัวมุมเราเจอกับร้าน บัวลอยยยยยยยย เจ้าเพื่อนยาก อีกแล้ววว เหมือนที่เคยเจอที่จิ่วเฟิ้นเลยยย เต้ติดใจจากที่นั้น เราจะขอกินอีกครั้งก่อนกลับ

IMG_3742-1

เดินเข้าร้าน พนักงานพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้เหมือนเดิมครับ แต่เค้าก็หาเมนูภาษาอังกฤษมาให้ Taro with 2 topping taro taro แล้วก็ taro มันคือไรวะ taro เนี่ย 555 พอถามเค้าก็ชื่อไปที่ มันกับเผือกต้ม เต้เริ่มงง อยากกินบัวลอยไม่อยากกินมันกะเผือกต้ม ผมหรอ ไม่รู้และสั่งๆไปเหอะ จัดเลยครับ taro with 2 topping โดยเลือก topping เป็นไข่ปลาสีส้มๆ กับสับปะรด พนักงานถามกลับแบบเย็นหรือร้อน ก็ตอบไปแบบเย็น อยากลองงงงง

IMG_3755-1
มาแล้วครับเจ้า taro ที่ว่าคือบัวลอยวันนั้นนั่นเองงง แถมแบบเย็นด้วย รสชาติอร่อยครับ ไม่หวานมากมีน้ำแข็งเย็น ด้านล่างรสชาติเป็นน้ำหวานไม่แน่ใจว่าน้ำตาลทรายแดงหรือน้ำลำใยคล้ายๆเต้าทึงบ้านเราหรือเปล่า แต่จุดพีคตรงนี้ครับ ไข่ปลาสีส้ม คำแรกที่เข้าปากหายสงสัยครับ มันคือไข่ปลาน้ำส้มม กัดปุ๊บแตกปั๊บเป็นน้ำส้มซันสคิวสส เลย อร่อยดีครับ เห็นเต้บอกว่าที่ไทยมีนะ แต่ผมไม่เคยกินอ่าาา สรุปtaro นี่อร่อยครับ ไม่เสียดายที่ได้มากิน ราคา 60 NT ครับลองๆๆๆ

IMG_3754-1

ตอนนี้ท้องแน่นมากครับ เราเดินกันต่อเลาะริมน้ำมา ตอนนี้แดดจัดครับ เลยไม่ได้เดินไปตรงริมน้ำ ถ้าเย็นๆ นี่คงดีอากาศก็ดี ร้านอาหารก็น่าจะเปิดเยอะมีของทะเลอีกต่างหาก แถมยัง เดินทางต่อไปชมที่อื่นๆได้อีกครับ ใครมีแพลนลองให้ tamsui เป็นหนึ่งในจุดหมายของคุณนะครับ มาเย็นหน่อยและให้เวลากับสถานที่นี้เยอะหน่อยไม่ผิดหวัง

IMG_3757-1

ก่อนกลับ มีอีกอย่างที่จะลอง ไส้กรอกครับ มีให้เลือกหลากหลาย ผมเลือกไส้กรอกกุ้ง เต้เลือกไส้กรอกไข่ปลาบิน ปลาบินจริงๆครับ 555 ไส้กรอกปลาหมึกสีดำไม่กล้ากิน แต่ละไม้ราคา 40 NT ครับ อร่อยดี รสเหมือนกุ้งแห้งหวานๆ หน่อยๆ 555

  • สิ้นสุดการเดินทาง ลาก่อนไต้หวัน

หมดเวลาสนุกแล้วครับ ต้องเดินทางกลับกันแล้ว จริงๆเรามีเวลาเหลือแต่ เวลาที่เหลือสำหรับของฝากครับ เรานั่ง รถไฟฟ้ามาที่ MRT Zhongxiao Fuxing Exit 2 จะเชื่อมกับชั้นใต้ดินห้าง Sogo Fuxing ผมพาเอ้มาตามลายแทง เค้าบอกชั้นเก้า แต่ดูจาก directory จริง อยู่ชั้นหก เรามาที่นี้เพราะ เอ้มีนัดกับ โอนิซึกะไทเกอร์อีกแล้ว คู่ที่ สี่ของทริปครับ ที่นี่ราคาเท่ากับซีเหมินเลย แต่…!!! ที่นี่ คืนภาษีได้ครับ ซื้อชั้น 6 ขึ้นลิฟท์ไปชั้น 9 ได้เงินคืนเลยยย เย้แล้ว ไอ้ที่ซื้อที่ซีเหมิน 3+1 คู่ของเต้ คืนไม่ได้ครับ ใครมาแนะนำ sogo นะครับคืนภาษีได้

ออกมาจากห้างเรากลับมาเดินเล่นที่ซีเหมินอีกเล็กน้อย ที่นี้เราไม่ได้ช๊อปปิ้งอะไรกันมากมาย พอ 16.00 ก็ได้เวลากลับมาที่โรงแรม เพื่อเอากระเป๋าและเดินทางไปสนามบิน

ที่โรงแรมมีตาชั่งให้ด้วยครับ เราก็ชั่งน้ำหนักกันผ่านทุกคน เอ้เฉียดๆ ร่ำลาพนักงานโรงแรม พวกเราก็หิ้วสัมภาระอันระเกะระกะมาตามทาง ขึ้น รถไฟฟ้ากลับมายังจุดเริ่มต้นของไทเปนั้นคือ Taipei Main station

 

Taipei Main station คือศูนย์รวมทุกสิ่งอย่างที่เคยกล่าวไว้ในครึ่งแรก ขากลับเราจะนั่งรถบัสกลับครับ เพราะไม่ไกลมากและราคาถูกกว่ารถไฟความเร็วสูงครับ Taipei main station ใหญ่พอควรทางเชื่อมนู้นนี่นั้นเยอะไปหมด กว่าจะหาทางออก z3 เจอ ออกมาแล้วอารมณ์คล้ายๆเอกมัยบ้านเรา เราต้องต่อคิวเพื่อซื้อตั๋วไปสนามบิน

ตรงเค้าเตอร์ขายตัวมีหลายบริษัทครับ จุดนี้ต้องระวังขึ้นสายให้ถูกนะครับ 1819 นะครับเป็น express ไปสนามบิน ราคา 125 NT พวกเราเกือบพลาดนั่งรถสายอื่นที่ไปสนามบินได้เหมือนกัน แต่จะแวะตามทางในเมืองก่อน ไม่ใช่ตรงไปสนามบินเลยแบบ 1819

ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็มาถึงสนามบินเถาหยวนครับ เรามาถึงก่อนสามชั่วโมงเค้าเตอร์ยังไม่เปิด เราจึงลงไปที่ food court เพื่อหามื้อเย็นกินกัน ราคาอาหารที่สนามบินราคาไม่แพงครับ 140 เหรียญนี่อย่างเยอะเลย

อิ่มแล้วก็ได้เวลา เราก็กลับขึ้นมา check in เข้ามาด้านในผ่าน ตม. ปั้มออกนอกประเทศ ด้านในมีดิวตี้ฟรี ขนาดไม่ใหญ่เหมือนบ้านเรา สนามบินคนไม่หนาแน่นมาก gate ที่เราได้เป็น bus gate เดินไกลพอสมควร

นั่งรอไม่นาน ก็ถึงเวลา borading บินกลับด้วยสายการบิน V air กลับถึงไทยโดยสวัสดิภาพเป็นอันจบทริปอันแสนมันส์

IMG_3775-1

  • บทสรุปส่งท้ายก่อนลาจาก

ก่อนอื่นต้องแสดงความยินดี ท่านอ่านมาจบแล้ว เย้ …….  บทนี้จะเป็นการกล่าวอำลา และสรุปค่าใช้จ่ายต่างๆครับ และอวดของฝากครับ เริ่มจากของฝากก่อน ของฝาก ผมส่วนใหญ่ได้จากหมูบ้านแมววว เพราะว่า น่ารักมากกกกกกกก ดูจากรูปด้านล่างนะครับ

20151023_212356

ไพ่รูปแมววว ขอบอกน่ารักมากกกกก ราคา 80 NT เป็นรูปแมวล้วนๆ เล่นได้จริง แต่เสียดายตัวไพ่เป็นกระดาษ อาจจะเหมาะสะสมมากกว่า ด้านหลังมีหลายลายให้เลือกด้วย ,กระเป๋าใส่ของเล็กๆน้อยๆ รูปแมวสีเหลือง ราคา 200 NT, ที่รองแก้วรูปแมวดำเหลืองราคา 50 NTและไปรษณียบัตรไม้ ลายแมว อ้าว ถ่ายมาไพ่บังหมด 5555 ราคา 100 NT

ยังมีของฝากอื่นๆ อีกที่ไม่ได้ถ่าย เช่น พายสับปะรดแพค 15 จาก จิ่วเฟ้นนน ดูรูปจากด้านบน ราคา 375 NT พวกกุญแจไม้ หาได้ทั่วไปราคา 100 NT อันนี้ผมว่าเค้าทำน่ารักมากครับ เหมาะกับเป็นของฝากจริงๆ

มาดูค่าใช้จ่ายกันบ้าง ด้านล่างเป็นค่าใช้จ่ายที่คำนวนไว้ต่อคนครับเงินสดที่ประมาณว่าจะเตรียมไปคือ 9,434 บาทแต่เอาเข้าจริงแลกไปเต็มๆ ที่ 10,000 บาท ได้ 8,800 NT แต่เหลือเงินกลับมาประมาณ 1,500 NT สรุปแล้ว ทริปนี้ ค่าใช้จ่ายรวมค่าของฝาก ทั้งสิ้น 15,800 บาทเท่านั้น!!!

23-10-2558 21-33-04

ผมเคยเห็นแพคเก็ตทัวร์ไต้หวัน คล้ายๆแบบที่ผมไป ราคาเกือบๆ 30,000 ขึ้นทั้งนั้น ผมแนะนำว่าไปเองสนุกกว่า ทำการบ้านสักหน่อย สิ่งที่ได้มากกว่าไปทัวร์แน่นอน นั้นคือประสบการณ์ที่มีค่ามากเมื่อเที่ยบกับเงินเท่านี้

หลายท่านคงได้คำตอบแล้วว่า ทำไมผมถึงตั้งชื่อการท่องเที่ยวไต้หวันว่า “มนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรม เทคโนโลยีและธรรมชาติที่ผสมกันอย่างลงตัว”  เพราะไต้หวันมีสามสิ่ง ที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสได้ ตัวแทนของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นวัดหลงซาน โรงละครแห่งชาติ ล้วนสะท้อนถึงวัฒนธรรมของที่นี่ ตัวแทนของเทคโนโลยีผมยกให้ การคมนาคม และตึกไทเป 101 สุดท้าย ธรรมชาติ ภูเขา ทะเล ทะเลสาบ เส้นทางเดินป่า ทางปั่นจักรยาน เยอะมากกกกกกกก ชอบครับ

ในมุมมองของผมไต้หวันจึงเป็นประเทศท่องเที่ยวที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม และคงได้คำตอบแล้วว่า ไต้หวันมีอะไร ทำไมต้องไปเที่ยว สุดท้ายนี้ขอบคุณครับ แล้วเจอกันทริปหน้า 555555