ลุยเฟี้ยวเที่ยวคันไซ (Part จบ)

มาๆๆ มาฟังเรื่องเล่าต่อในตอนจบ

logo

ครั้งแรกกับการแก้ผ้าแช่ออนเซ็น
เช้าวันที่ 3 ของภูมิภาคคันไซ วันนี้ ผมมีแพลนจะเดินทางไปละแวกเมืองโกเบกัน ซึ่งจริงๆแล้วโกเบไม่ได้ไกลจากโอซาก้ามากนัก และเมืองที่จะไปมีชื่อว่า อาริมะ หรืออาริม่าเนี่ยเป็นเมืองออนเซ็นที่อยู่ไปทางทิศเหนือของโกเบ ซึ่งเส้นทางนี้ค่อนข้างชานเมืองหรือเรียกง่ายๆว่าบ้านนอกอ่ะแหละรถไฟจะผ่านไม่เยอะมาก ผมนั่งรถไฟสาย Hanshin เพื่อไปลง โกเบแล้วจึงต่อรถไฟสาย Seishin-Yamate เพื่อไปสลับขบวนอีกรอบ

เมื่อถึงสถานี Tanigami ผมจะต้องสลับสายทีสถานีนี้ สถานีนี้ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะออกมาจากตัวเมืองแล้ว นอกจะเงียบแล้วอากาศก็เย็น ในสถานีมีเซเว่น เล็กๆ ให้บริการ เมื่อเช้าด้วยความที่รีบออกไม่ได้หาไรกินมาจึงหิวมาก ผมเข้าไปหาอะไรรองท้องในเซเว่น ได้กาแฟกับถั่วมา นั่งกินไปรอรถไฟไป

IMG_1722-50

เนื่องจากวันนี้เป็นวันเสาร์ ขบวนรถจึงนานๆมาที แถมขาไปและกลับยังใช้ชานชลาเดียวกัน ผมก็นั่งรอไป สงสัยไปว่าทำไมปลายทางไปอะริมะทำไมไม่มีมาสักที ครึ่ง ชม ก็แล้ว ชมนึงก็แล้ว ตัดสินใจเดินไปถามแม่ลูกคู่นึง ดูเค้าจะไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็มีชายหนุ่มวัยกลางคนสวมแว่นตา สไตล์คนญี่ปุ่น(ก็แน่นิ ก็ผมอยู่ญี่ปุ่น) เดินเข้ามาให้ความช่วยเหลือ พูดคุยกันจนพอทราบว่าผมต้องไปเปลี่ยนรถไฟอีกสถานี ผมก็ขอบคุณเค้าไป แล้วผมก็กะจะเอาขยะที่กินๆรองท้องไปทิ้ง ทันทีที่ผมลุกขึ้นเริ่มเก็บของ ชายคนดังกล่าวเข้าใจว่าผมจะขึ้นรถไฟขบวนถัดไป จึงรีบมาพูดๆๆ แล้วก็เขียนกระดาษให้ แต่เปล่าผมจะไปทิ้งขยะเฉยๆๆ แล้วผมก็กลับมานั่งที่เดิม

IMG_1726-51

พอถึงขบวนที่ผมจะขึ้นพี่แกก็วิ่งมาเลย ชี้มือชี้ไม้ ให้ผมรีบขึ้นขบวนนี้และรอส่งผม บ๊าย บาย พร้อมกับรอยยิ้มแห่งมิตรภาพให้ผม ขอบคุณมากๆครับ ถือว่าเป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุดในทริปนี้เลย หากไม่ได้ ชายคนดังกล่าวผมคงนั่งรออีกนาน ฮ่าๆๆๆๆๆ
นั่งรถไฟมาถึงสถานีที่จะต้องเปลี่ยนรถอีกครั้ง รถไฟสายสุดท้ายวิ่งเพียงสถานีเดียวเท่านั้น เพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง arima onsen เมืองที่ผมตั้งใจจะมาแช่ออนเซ็นในวันนี้

IMG_1735-54

เมืองอาริม่าเป็นเมืองในเขา ขนาดไม่ใหญ่มากเป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ส่วนใหญ่จะเห็นนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีและชาวญี่ปุ่นเอง จากการอ่านการบ้านในพันทิบซึ่งมีน้อยและเก่ามาก แต่ก็พอทำให้ทราบว่า ที่นี้มีออนเซ็นแบบสาธารณะอยู่สองที่ เป็นออนเซ็นเก่าแก่และราคาไม่แพง หากต้องการแช่ 1 ที่คิด 550 เยน หากเหมาสองที่ 800 และยังมีพวกพิพิธภัณฑ์ด้วยที่สามารถจ่ายเงินเพิ่มในแพคเกตแต่ผมจำราคาไม่ได้ ผมเดินผ่าน ออนเซ็น ซึ่งอยู่ใกล้กับทางเข้า ที่นี่มีที่แช้เท้าฟรีด้วย สามารถถอดรองเท้า ถุงเท้าแช่น้ำได้เลย

IMG_1760-59

ผมได้แต่แวะดูแต่ไม่ได้แช่เนื่องจากคนเยอะอีกทั้งลืมผ้าเช็กเท้ามา 555 จึงเดินสำรวจเมืองต่อจนมาถึงอนเซ็นสาธรณะอีกที่ ที่มีชื่อว่า Gin no Yu   ผมตั้งใจจะแช่ที่นี่แหละเพราะ เดินเข้ามาไกลพอควร คนน่าจะไม่เยอะ เมื่อเข้าไปด้านใน จนท. แนะนำให้ฝากรองเท้าโดยใช้ตู้ locker แบบหยอดเหรียญร้อยเยนและ กดซื้อตั๋วแบบต่างๆที่เครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ พร้อมกับยื่นตั๋วให้ จนท แล้วเค้าก็ถามเราว่าจะเอาผ้าด้วยไหม ใช่ครับผมไม่ได้เอาผ้ามาจึงต้องเสียเงินค่าผ้า

IMG_1742-56

 

ถึงไข่จะสุกแต่ร่างกายก็สุขเหมือนกัน
เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปจะพบทางแบ่งแยกชายหญิงชัดเจน ด้านไหน ก็อย่างที่รู้ๆ เป็นห้อง locker ที่เห็นคนยืนแก้ผ้าเพียบ ผมจะต้องถอดทุกอย่างที่นี้ให้เปลือยเปล่า ถามว่าเขิลไหม ไม่ครับ 555 ไม่มีใครรู้จักถอดๆๆๆ ยัดใส่ตู้แล้วรีบเดินเข้าไปเลยย

ถัดจากห้อง locker เป็นห้องอาบน้ำแล้วครับ มองอะไรไม่ค่อยเห็นเพราะไอน้ำแร่คลุ้งมาก ตามธรรมเนียมที่เปิดมาเราต้องอาบน้ำล้างตัวก่อนมีทั้งแบบตะวันตกและแบบญี่ปุ่น แน่นอนมาที่นี่ต้องเลือกแบบญี่ปุ่นสิครับ นั่งอาบน้ำครับ โดยสังเกตคนข้างๆเอาว่าเค้าอาบยังไง สบู่กับแชมพูมีให้ครบถ้วน ผ้าที่ได้มาจะเป็นผืนเล็กๆใช้ขัดตัว ก็ทำเลียนแบบข้างๆไป ขัดหลังบ้างตัวบ้าง จนเนื้อตัวสะอาดก็ได้เวลา ลงแชาออนเซ็นจริงๆซะที

IMG_1756-58

ก้าวแรกเลยลองเอาเท้าจุ่มๆ นึกในใจร้อนโคตรรรรร ร้อนสุดๆๆๆ กี่องศาฟระเนี่ย ตัวจะสุกไหม ทำใจได้เอาวะ ทนหน่อย ก็ลงเลยครับ ไปแช่อยู่ข้างๆอ่าง ผ้าที่ได้มาต้องวางไว้ขอบอ่างตามมารยาท เห็นคนอื่นมาแช่จนตัวแดง ผมก็เช่นกันแช่ จนคิดว่าพอและ พอเพียงไม่นานมาก จึงลุกขึ้นมาอาบน้ำต่ออีกรอบ

อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวเสร็จก็ออกมาแต่งตัวแต่ เห้ยย ไม่ได้เอาผ้าเช็ดตัวมาทำไงล่ะเนี่ย ก็หนีไม่พ้นผ้าขนหนูขัดตัวผืนเล็กๆแหละครับ บิดน้ำให้แห้งพอถูไถได้ 5555 ตัวหมาดๆ ก็ออกมาใส่เสื้อผ้าที่ห้อง locker

https://i0.wp.com/www.feel-kobe.jp/facilities/img/0000000064_04.jpg?resize=584%2C438

รูปภายในจาก http://www.feel-kobe.jp/facilities/img/0000000064_04.jpg

แต่แล้วก็มีเหตุการเกิดขึ้น ระหว่างแต่งตัว ก็ได้ยินเสียงกุญแจตู้รองเท้าตก พลันผมก็หยิบแล้วใส่กระเป๋า แล้วก็แต่งตัวเป่าผมเรียบร้อย เดินออกมาด้านนอกตรงเค้าเตอร์เพื่อมาคืนกุญแจ พบกับชายแก่กำลังคุยกับเจ้าหน้าที่ตรงเค้าเตอร์ด้วยภาษาญี่ปุ่น แน่นอนผมฟังไม่รู้เรื่องแต่ สีหน้าลุงบอกว่ากำลังเดือดร้อนอะไรสักอย่าง
แล้วภาพในสมองก็แวบขึ้น ลุงคนนี้คือคนที่เดิน สวนเราแล้วกุญแจก็ตกลงพื้น หรือว่าที่เค้ากำลังตามหาคือกุญแจ ผมรีบล้วงมือเช็ค ก็เป็นตามคาดในกระเป๋ามีกุญแจที่เก็บรองเท้าสองชุด ซวยล่ะหว่า ภาพรีเพลย์วนกลับมาในหัวใหม่อีกรอบ ต้องเป็นของชายแก่ผู้นี่แน่นอน ผมก็ตรงเข้าไปขัดระหว่างบทสนทนาทันที โดยที่ไม่ตรวจสอบก่อนว่าดอกที่ให้ไปนั้นเป็นตู้รองเท้าผม

ตาลุงก็ขอบคุณใหญ่แล้วก็เดินไปที่ตู้รองเท้า ผมก็เช่นกันแต่เอ๊ะทำไมเบอรตู้กับกุญแจไม่ตรงกัน ผมรีบวิ่งไปหาลุงแล้วขอสลับอีกครั้งทันที 5555
หลังจากเรื่องวุ่นวายจบลงผมเดินออกมาด้านนอก ตัวผมอุ่นขึ้นแม้ว่าอากาศภายนอกจะหนาวเหน็บ เนื้อตัวรู้สึกถึงความสบายอย่างบอกไม่ถูก ฟินจริงๆ

IMG_1768-62

ร่างกายสบายพลังก็เพิ่มขึ้น ได้เวลาเดินชมเมือง เมืองอาริม่ามีคลองเล็กๆไหลผ่านกลาง ริมคลองมีทางเดินและสะพานซึ่งก็สวยไปอีกแบบ หากแดดร่มรมตกก็สามารถมานั่งเล่นชิวๆได้เลย แต่อากาศแบบนี้ถึงแดดจะออกก็ยังหนาวมากครับ ถ่ายรูปนิดหน่อยก็ได้เวลาอำลาเมืองเล็กๆน่ารักแห่งนี้

IMG_1786-66

หุ่นเหล็กแห่งเมืองโกเบ

ผมนั่งรถไฟย้อนกลับมาทางเดิมกลับมาเที่ยวย่านโกเบ แต่ขากลับก็ยังมิวายหลังทางนิดหน่อย มาติดแหงกในสถานีรถไฟร้างๆ ที่แทบไม่มีคน กะอากาศหนาวๆก่อนจะมองหาป้ายรถไฟแล้วเดินทางต่อได้

IMG_1791-68

นั่งรถไฟต่อมาจนถึงโกเบ โกเบเป็นเมืองท่าที่มีชื่อเสียงในเขตคันไซ จุดหมายแรกที่ผมจะไปคือ Wakamatsu Park สงสัยล่ะสิ ที่สวนแห่งนี้มีอะไร ที่สวนแห่งนี้มีคือ…………..เจ้าหุ่นเหล็กหมายเลข 28 (Tetsujin 28) การเดินทางมาหาเจ้าหุ่นนี่ สามารถลงที่สถานี Shinnagata  แล้วเดินวนมาหลังตึกก็จะเจอเจ้าหุ่นนี้ตั้งเด่นมากกก

เจ้าหุ่นเหล็กตัวนี้ในอดีตเป็นการ์ตูนที่เคยดังมากของนักเขียนการ์ตูนนามว่ามิตสึเทรุ โยโกยามา ซึ่งหลังจากเค้าเสียชีวิต จึงได้มีการสรา้งเจ้าหุ่นตัวนี้เพื่อเป็นเกียรติเค้า

IMG_1793-69

เจ้าหุ่นเหล็กตัวนี้จะตั้งอยู่ที่สวน วากามัตซึ อยู่หลังห้องอะไรสักอย่าง ขึ้นจากรถใต้ดินโกเบ Shinnagata  เดินอ้อมมาหลังห้างก็เจอและ

อ่าวโกเบที่ไม่เบ

หลังจากชื่นชมเจ้าหุ่นเหล็ก ท้องเริ่มหิวแต่ก็ไม่รู้จะกินอะไร บังเอิญเดินผ่านร้านขายผักและผลไม้สดเห็น สตอเบอร์รี่ลูกยักษ์  ใหญ่กว่าที่ไปกินเกาหลี ในราคาสามร้อยเยน เยน เยนนน เท่านั้นนนน(90บาท) ไม่รีรอเลือกแพคสวยๆ เดินเข้าไปจ่ายเงิน ก็ได้สตอเบอรี่มาชิมแต่เดี๋ยวเก็บไว้ก่อน ไว้ได้ที่เหมาะๆ ค่อยแกะกิน 555

IMG_1834-76

ผมกลับมาที่สถานีรถไฟใต้ดินโกเบ นั่งต่อไปอีกจนถึงสถานี Harborland  เดินต่ออีกหน่อยก็จะถึงบริเวณอ่าวโกเบ ไหนๆเรามาโกเบ เราต้องมาถ่ายรูปกับหอคอยโกเบด้วยไม่งั้นมาไม่ถึง ทางที่เดินไปยังบริเวณอ่าวจะมีจุดให้ถ่ายรูปมากมาย และบริเวณอ่าวเอง จะมี Kobe Anpanman Children’s Museum & Mall ทำให้เด็กๆเยอะมาก และชิงช้าสวรรค์สีแดงตั้งเด่นเป็นเอกลักษณ์ริมอ่าว

IMG_1813-2

บริเวณริมอ่าวนี้มีที่ให้นั่งเล่นเยอะมาก จึงมักจะเห็นคนญี่ปุ่นมานั่งเล่น ทำกิจกรรม ชิวๆกันที่นี่ ผมเลยถือโอกาสแกะสตอเบอรี่ชิม ท่ามกลางแดดที่ร้อนแรง แต่ยินดีที่จะนั่งตากแดดเพราะอากาศมันหนาวจริงๆ 5555

IMG_1816-75

pano kobe-2

บ่ายๆแก่ๆก็ได้เวลาเดินทางกลับโอซาก้า ผมนั่งรถไฟสาย Hanshin เพื่อกลับมายังย่านนัมบะ แต่ก่อนจะกลับเข้าที่พัก ผมใช้เวลาที่เหลือไปเดินเล่นย่าน Ebisuhigashi ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่แห่งนึงของโอซาก้า แต่เนื่องจากเวลาที่มาถึงยังไม่มืดจึงยังไม่เห็นร้านอะไรมากนัก แต่เมื่อกลางวันที่ผ่านมาผมมีเพียงสตอเบอรี่รองท้อง ทำให้ตอนนี้ผมหิวแล้วววววววววว

IMG_1843-2

ได้เวลาที่ผมจะหาอาหาร Local ทานอีกแล้ว ผมเดินลัดเลาะซอยนู้นซอยนี่ ก็มาเจอกับร้านอาหารญี่ปุ่นร้านนึง เข้าไปด้านในผมขอเมนูภาษาอังกฤษมา วันนี้อยากกินเนื้อครับ เลยสั่งข้าวเนื้อย่าง ซึ่งราคาก็อยู่ในเรทปกติคือ1000 เยน รสชาติอร่อยครับ อยากกินอีกแต่ท้องไม่รับและ นั่งพักให้หายหนาว ก็ออกมาด้านนอก พระอาทิตย์กำลังจะตกและ ได้เวลาเข้าไปใจกลางย่าน Ebisuhigashi ซึ่งจะมีหอคอย Tsutenkaku  ตั้งเด่นอยู่ใจกลางย่าน หอคอย Tsutenkaku เป็นหอคอยที่สร้างขึ้นมานานและ และเคยสูงที่สุดในเอเชียด้วยยยย

ผมเดินหาทางเข้าสักพัก พบว่าคิวยาวววมากกกก จึงต้องตัดใจ และออกมาเดินเล่นต่อ วันนี้ลุยมาเยอะ คงต้องกลับไปที่พักแล้ว โดยย่านนี้ห่างจากที่พัก 1 สถานีรถไฟใต้ดิน ผมจึงตั้งใจจะเดินกลับเรื่อยๆ  แต่ขากลับก็เกิดเหตุการณ์ขึ้น

ระหว่างที่เดินกลับ มีชายตัวใหญ่วัยกลางคนเดินเข้ามาคุย ทำท่าชี้มาที่ข้อมือจึงเข้าใจว่า มาถามเวลา เราจึงให้ดูเวลาไป แล้วเค้าก็ถามว่ามาจากไหน หลังจากนั้นก็บอกกับเราว่าเค้าป่วย พอจะมีเงินไหม แล้วก็ชี้ๆไปที่เข่าของเขา ผมเห็นท่าไม่ดี จึงบอกไปว่าผมไม่เข้าใจแล้วรีบเดินหนีเลย -_-”

เส้นทางเดินขากลับผมใช้เส้นทางเดิมผ่าน den den town ย่านของเล่นและเกมส์ ก็มีโอกาสแวะเข้าไปร้านของเล่นเพื่อเติมฝันในวัยเด็กอีกสักครึ่ง(เดินยั่งกิเลส 555)

กลับมาถึงที่พัก วันนี้มีเวลาพักผ่อนเยอะหน่อย  เนื่องจากเริ่มปวดเมื่อยร่างกายจากการเดินมาทั้งวัน จึงขอรีบอาบน้ำเข้านอน

คืนนี้เป็นคืนที่แขกเยอะ ทำให้ห้องพักมีเสียงตลอดเวลาจึงนอนไม่ค่อยหลับ แต่ก็ต้องพยายามพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ยังเหลืออีกวัน………..

วันสุดท้ายของการเก็บตก

วันสุดท้ายที่ญี่ปุ่น ผมตื่นมาด้วยร่างกายที่ค่อนข้างอ่อนล้าและเพลีย รวมถึงอากาศที่เย็นจับใจ ทำให้เหมือนจะมีอาการเป็นไข้ ปวดหัวเล็กน้อย โชคดีที่กินบาแล้วอาการดีขึ้น สำหรับแผนวันนี้ รู้ไหมผมจะไปเที่ยวไหนนนน ให้ทาย 555 น่าจะทายกันถูกเพราะตั้งแต่มาที่นี่แทบไม่ได้เที่ยวในเมืองโอซาก้าเลยยยยยยยยยย

วันสุดท้ายของเขตคันไซของผมจึงเป็นการเดินเที่ยวรอบๆโอซาก้านั้นเอง ผมเช็คเอ้าท์ออกจากที่พัก หอบสัมภาระรุงรัง ทันทีที่เดินออกมาสัมผัสกับลมของโอซาก้าวันสุดท้ายคือ หนาวเว้ยยยยยย

 

ผมเดินไปยังสถานีนัมบะ ญี่ปุ่นนี่ดีครับ มี locker ฝากของ ผมมีเวลาเดินเที่ยวที่โอซาก้าถึงหกโมงเย็นก่อนจะกลับมายังสถานีนัมบะโดยใช้ KTP และต้องมาขึ้นรถไฟที่สถานีนันไคนัมบะ ผมจึงเอาสัมภาระมาฝากที่ locker ที่สถานีนี้

สำหรับ locker ใช้งานไม่ยากมีให้เลือกหลายขนาด เปิดฝาใส่ของ หยอดเหรียญแล้วบิดกุญแจออก ก็ไปเดินตัวปลิวต่อได้เลย

หลังจากฝากกระเป๋าแล้วท้องก็หิว ที่นี่เป็นเขตช็อปปิ้งย่านกลางคืน หากจะหาของกินเช้าตรู่แบบนี้ค่อนข้างจะหายาก แต่ก็ไม่รอดสายตา ตอนขาที่เดินมา ผมเห็นร้านข้าวหน้าเนื้อที่มีสาขาอยู่มากมายยั่วเยี๊ยะในต่างประเทศ นั้นคือร้านโยชิโน ย่า ย่า ย่าาาาาา จึงไม่พลาดที่จะแวะลองชิม

อิ่มแล้ววว ก้ได้เวลาออกลุยยย ที่แรกที่จะไปซึ่งเป็น landmark ของโอซาก้าอีกแห่งนอกจากเจ้าป้ายกูลิโกะ ก็คือ ปราสาทททท โอซาก้าาา  สำหรับปราสาทโอซาก้า เป็นปราสาทเก่าแต่ของเมืองแต่ถูกทำลายและบูรณะขึ้นมาใหม่หลายครั้ง เนื่องจากปราสาทโอซาก้ามีบริเวณกว้างขวาง จึงสามารถเดินทางโดยรถไฟมาลงได้ถึงสองสถานี

ปราสาทโอกาซ่าาาา เอ๊ะต้องโอซาก้าสิ

ผมเองเดินทางมาลงสถานี Morinomiya  เมื่อขึ้นมาด้านบนจะเห็นบริการรถพ่วง ไปยังตัวปราสาท เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า เช้านี้เราต้องเดินไกลแน่นอนนน ผมเดินตามผู้คนมาเรื่อยๆ ผ่านเหมือนสวนรอบบริเวณปราสาท จนเริ่มเจอกำแพง ก็จะเจอบันไดด้วย กว่าจะเข้ามาถึงเหนื่อยเหมือนกัน

IMG_1857-82

ก่อนเข้าตัวปราสาท จะมีบริเวณรอบๆ จะพบกับผู้คนมาถ่ายรูปมากมายปราสาท และมีร้านเล็กๆ มากมาย แต่ยังไม่ถึงเวลากิน ขอถ่ายรูปสวยๆก่อน วันนี้ฟ้าใสกิ๊กเลย ไม่มีเมฆใดๆทั้งนั้น แดดแรงอีกต่างหาก แต่อากาศก็ยังโคตรหนาวเหมือนเดิม 5555

IMG_1890-93

ก่อนเข้าตัวปราสาท เราจะต้องซื้อตั๋วก่อน ซึ่งจะมีเครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติและเค้าเตอร์เจ้าหน้าที่ ที่เครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติคนส่วนใหญ่มาใช้บริการกันที่นี่ ซึ่งผมเองก็เช่นกัน ระหว่างที่อยู่ในคิวก็พยายามมองคนที่อยู่ที่เครื่องจำหน่ายตั๋วว่ามันกดยังไง จ่ายเงินยังไง  ต่อคิวมาสักพักพอถึงคิวตัวเอง พลันเหลือบไปเห็นป้าย สำหรับผู้ถือบัตร KTP รับส่วนลดติดต่อเค้าเตอร์จำหน่ายบัตร ผ่างงงงงงง

นี่ต่อมาตั้งนานเพื่อมาเจอป้ายนี้หรอเนี่ยยย รีบเดินออกมาเข้ามาที่เค้าเตอร์สอบถามยังเจ้าหน้าที่ โชบัตร KTP และชำระเงินในราคาพิเศษ 500 yen ก่อนเดินเข้าไปด้านใน

IMG_1871-86

พอเข้ามาด้านในปราสาท  ทำผมอะเมซิ่งมากครับ เพราะข้างในไม่เป็นแบบที่คิดเลยยย แทนที่จะได้เจอสถาปัตยกรรมโบราณ แต่นี่อาคารสมัยใหม่ชัดๆๆ จัดแสดงเหมือนพิพิธภัณฑ์ มีประมาณ 5 ชั้นจำไม่ได้ บางชั้นจะห้ามถ่ายรูป

ผมก็ผิดหวังเล็กๆ แต่ก็เดินชมนู้น นี่ นั้นไป   ภายในก็จะมีผังเดิมของปราสาท ภาพบรรยากาศสมัยนั้น เครื่องแต่งการ ประเพณีโบราณ

IMG_1899-95 IMG_1896-94

ขึ้นมาด้านบนสุด จะมีระเบียงออกมาด้านนอกเพื่อชมวิวมุมสูง ซึ่งสามารถมองเห็นเมืองได้รอบๆ วิวดีพร้อมลมเย็นๆ ทำเอาหายเหนื่อยไปได้บ้าง

IMG_1904-97

ชมปราสาทเสร็จ ก็กลับลงมาด้านล่าง แวะดื่มชาเขียวเย็นๆและนั่งพักหน่อย ด้านล่างคนยังเยอะเหมือนเดิม หากใครหิวสามารถซื้อของหวานของคาวทานได้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ยังไม่พ้น นักเรียนญี่ปุ่นตัวเล็กๆ กับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี

IMG_1920-99

ขากลับผมเลือกเดินกลับมาอีกฝั่ง ไม่ได้กลับไปยังสถานีเดิม เผื่อเจอมุมดีๆถ่ายรูปสวยๆ และก็จริงอย่างที่คิด เส้นทางกลับมาที่สถานี Tanimachiyonchome  จะมีมุมถ่ายรูปที่สวยกว่า เส้นทางแรก หากใครอยากได้รูปแนะนำมาทางสถานีนี้ดีกว่าครับ

IMG_1933-103

 

หนึ่งในชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่และเก่าแก่ของโลกกก

IMG_1937-104

จุดหมายต่อไป ที่เป็น Landmark อีก ชิงช้าสวรรค์ เท็มโปซาน ชิงช้าสวรรค์แห่งนี้มีสรา้งมานานและ และเคยขึ้นอันดับหนึ่งในเรื่องความสูงของโลก ใช้เวลาหมุนรอบนึงเกือบ 20 นาที หลายปีก่อนผมได้มีโอกาสขึ้นสิงคโปรไฟรเออมาแล้ว มาโอซาก้า ก็จะขอมาลิ้มลองด้วย

การเดินทาง สามารถเดินเท้าจากสถานีรถไฟ Osakako แถมบริเวณนี้ไม่ได้มีแค่ชิงช้าสวรรค์ ยังมีพิพิธภรรณ์สัตว์น้ำ ที่มีชื่อ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำอีกด้วย แต่ผมไม่ได้เข้าอ่ะ มานี่มาขึ้น ชิงช้าอย่างเดียว 55555

IMG_1951-105

เดินมาถึงรีบตรงไปยังคิวชิงช้า คิดว่าคนจะเยอะแต่ไม่เลยโล่งมากๆๆๆๆ ชิงช้าเท็มโปซานไม่เหมือนกับสิงค์โปร ของสิงค์โปรจะดูใหม่ๆไฮเทค ติดแอร์ แต่เท็มโปซานนี่ เป็นชิงช้าแบบดั้งเดิมจริงๆ กระเช้านึงบรรจุผู้โดยสารไม่ได้มาก ทีแรกนึกว่าจะได้ นั่งร่วมกับชาวต่างชาติด้านหน้าซึ่งเค้าก็มาคนเดียว แต่เพราะคิวน้อย ก็เลยได้นั่งคนเดียวครองกระเช้าไปเลยยย

วิวมุมสูงริมอ่าวแห่งนี้ สวยครับ มองได้รอบๆเลย เห็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำใกล้ๆ ด้วย หรือจะมองไกลๆ ก็เห็นอ่าวเห็นเรือขนส่งเหมือนกัน

หากถามว่าเสียวไหม เสียวครับ เสียวกว่าสิงคโปรนะ 555 เพราะมันเป็นแบบ ชิงช้าแบบดังเดิมเลย 555

IMG_1971-107

ผ่านไปเกือบ 20 นาทีก็กลับลงมาถึงพื้นล่าง เวลาที่แพลนไว้วันนี้เหลือค่อนข้างเยอะทีเดียว กว่าจะเย็น ผมเลยใช้เวลาที่เหลือ เดินเล่นที่นี่ด้วย เพราะด้านล่างมีห้างเล็กๆ ให้เดินดูของ อีกทั้งสวนสาธารณะ ซึ่งมีแต่ผู้คนนั่งจิ้มโทรศัพท์ไม่รุทำอะไรกันอยู่หรือว่าจะจับโปเกม่อน จนได้เวลาเที่ยง ท้องก็หิวเอาล่ะหาไรกินดี

IMG_1992-112

เดินกลับมาสถานีรถไฟ Osakako ตรงบริเวณทางขึ้นเห็นร้านทาโกะยากิ ซึ่งในไทยหากินได้ไม่ยากตลาดนัดแถวบ้านผมยังมี ฉไนเลยมาญี่ปุ่นจะไม่ลอง แถมร้านนี้คนเยอะด้วยยย ดูแล้วอะไร ราคาไม่แพง ถ้าจำไม่ผิด ชุดเล็ก 12 ลูก 600 เยนเท่านั้น

 

ผมสั่งชุดเล็ก 1 ชุด ลิ้มรสความอร่อย คำแรก บอกได้เลยว่า ร้อนนนนนมาก ทั้งลิ้นทั้งปากพองครับ -_-”  เอาล่ะ มาถึงรสชาติจริงๆอร่อยครับบอกเลย ใครมาพิพิธภัณฑ์หรือมาชิงช้า ลองซื้อชิมดูนะครับ 555

IMG_1994-113

พิพิธภัณฑ์บ้านและความเป็นอยู่ของชาวเมืองโอซาก้า

ตอนที่อยู่ที่ร้านทาโกะ ผมเปิดคู่มือ KTP ดูว่าเวลาที่เหลือก่อนจะหลับไปซื้อของฝากและนั่งรถไฟกลับสนามบิน ผมควรจะไปเที่ยวไหนดีกับ 1 ชมที่เหลือ ก็ไปเจอพิพิธภัณฑ์ความเป็นอยู่โอซาก้า เห็นในรูปสวยดีดูมีวัฒนธรรม ขอแวะไปดูสักหน่อย พอถึงสถานี Tenjimbashi-suji Rokuchome เดินออกมา เดินหาไม่เจอครับ เจนมาเจออป้ายถึงรู้ว่ามันอยู่ชั้นบนของตึกนี่นา เราก็นึกว่าอยู่บนพื้นปกติ

จึงเดินเข้าไปในลิฟท์ขึ้นไปด้านบน มีเจ้าหน้าที่มาสอบถามและอธิบาย จึงซื้อตั๋วเข้าชม พร้อมทั้งฝากกระเป๋าไว้ที่ locker ในนี้ส่วนใหญ่ถ่ายรูปได้ครับ ยกเว้ณบริเวณชงชาIMG_2001-114

ด้านในจะเป็นการจัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวโอซาก้าสมัยก่อน ที่นี่สามารถเช่าชุดเดินถ่ายรูปได้ แต่ผมว่านะ สถาที่ค่อนข้างเล็ก มีที่ถ่ายรูปน้อยและดูไม่ค่อยมีอะไร และที่นี่ก็เจอแต่นักท่องเที่ยวเกาหลีสวมยูกาตะ ถ่ายรูปเยอะแยะเลย 555 ไปไหนๆ ก็เจอยังกะมาเที่ยวเกาหลี

IMG_2017-118

 

ถ่ายรูปนิดหน่อยก็เบื่อและ ก่อนจากก็ขอสัมผัสเสื่อทากามิ เอ๊ะเรียกถูกไหม ได้ยินแต่ในการตูนบ่อยๆ ขอจับของจิงหน่อยเป็นบุญมือ เวอร์วังมาก 555  อืมมมมม คล้ายๆเสื่อกก บ้านเราแฮะแต่ ทอแบบแน่นๆ หนาๆ กว่าเยอะ อิอิ

IMG_2011-116

บ่ายแก่ๆแล้ว ได้เวลา เดินทางกลับมาบริเวณที่พักเพื่อจบภารกิจก่อนกลับไทย นั้นคือ ช๊อปปิ้ง ทั้งของตัวเองและของฝาก ซึ่งไม่ต้องไปไหนไกล เดินไล่มาตั้งแต่ Shinsaibashi ลงมา Dotonbori เลี้ยวขวาามาจบที่ Nippombashi

ภารกิจช๊อปปิ้งภารกิจปิดท้ายยย

ช่วงนี้ก็ไม่มีอะไรจะเล่ามาเพราะซื้อของอย่างเดียว  อ้อมีแนะนำของรองท้องอย่างนึง ตอนเดินผ่านร้าน ดองกี้ที่คนชอบมาซื้อของ มีร้านขายอาหารข้างๆ เค้ามีไก่บาบีคิวขาย อร่อยดีต้องลอง รองท้องได้ดี ส่วนร้านดองกี้หรอ เข้าไปแปปก็เดินออกและ คนเยอะของเยอะ บางอย่างก็แพงกว่าร้านอื่นนะ

ตอนที่ผมเดินกลับมาที่ย่าน Nippombhashi เนี่ยกะกลับมาหาซูชิที่วันก่อนกินไปคือ คือชุด Regular Sushi ราคาพันเยนนน เพื่อเป็นการส่งท้าย ระหว่างที่เดินในตลาด Kuromon Ichiba Market เนี่ยเดินผ่านร้านกระเป๋าเป้จึงแวะไปดูเผื่อมีใบถูกใจจะได้แวะเปลี่ยนกระเป๋าใบเดิมที่ เน่าๆ ขาดๆและ

ระหว่างกำลังเลือกนั้น ชายวัยกลางคนซึ่งท่าทางบ่งบอกว่าเจ้าของร้านแน่ๆ เข้ามาทัก

“ยูคัมฟอมไทแลนน”
“เยส”
“ผ้มพูดทายได้นิดน่อยย ผ้มมีเมียคนทาย”

หลังจากนั้นก็ยาวครับแกมาช่วยเลือกเอา คอเลคชั่นมาให้ดู  แถมแกก็กดมือถือต่อสายถึงเมียแกให้คุยอีกด้วย คือกะว่ามาดูเฉยๆ สงสัยจะได้กลับไปซักไปและ และก็มาจบยี่ห้อญี่ปุ่นดังที่กำลังนิยมในหมู่วัยรุ่นไทย (ผมก็ยังวัยรุ่นนะ) พร้อมกับส่วนลดมากมายเป็นที่น่าพอใจ แถมอมยิ้มอีกสองแท่ง 555 และได้ทำการย้ายของก่อนฝากกระเป๋าใบเก่าทิ้งด้วยนะครับ 55555

สะพายเป้ใบใหม่ออกจากร้าน กะเดินแวะร้านนาฬิกาก่อนกลับ แต่ร้านปิดแล้วผิดหวังกันไป เดินกันต่อวนกลับมาที่นัมบะ ยังเหลือเศษตังพอสมควรแวะ Family mart เพื่อเปลี่ยนเงินเป็นขนมยัดกระเป๋าเท่าที่จะยัดได้และไม่ลืมที่แวะล๊อคเกอร์เอากระเป๋าที่ฝากไว้

ตอนนี้สภาพผมถ้าเป็นหนังหุ่นยนต์ คือร่างประกอบร่างสุดยอดแล้วครับ 555 ของพะรุงพะรังมากกก เดินขึ้นไปสถานี นันไคนัมบะ เพื่อรอรถไฟกลับสนามบิน นับถอยหลังกลับบ้านแล้วสินะ เวลาผ่านไปรวดเร็ว ที่สถานีนันไคเนี่ย จะมีชานชลาเยอะมาก ยืนรอให้ถูกล่ะ อิอิ

หากยังจำกันได้ขามาจากสนามบินนั้น ผมนั่งเจ้าอัศวิน rapit แต่ขากลับนี้ผมนั่งสาย Express ซึ่งอยู่ในแพคเกต KTP แต่ถ้าหากครึ้มใจคุณจะนั่ง rapit ซึ่งเร็วกว่านิดหน่อย และมีการระบุที่นั่ง คุณสามารถเพิ่มเงินเพื่อนั่งสายนี้ได้ ส่วนผมหรอขอแบบไม่ต้องจ่ายเพิ่มละกัน

รถไฟเริ่มออกตัว เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ก็ถึงเวลาลาจาก โอซาก้า บ๊าย บาย การผจญภัยครั้งนี้ก็ถึงเวลาจบ ผ้าม่านถูกหย่อนลง ไฟดิมลดแสงสว่างลง พร้อมผู้ชมปรบมือ จบสักที 5555 เป็นอีกครั้งของการเที่ยวแบบฉายเดี่ยวเหงาๆ มากมายด้วยประสบการณ์ ไว้มีโอกาสมาถึงจะได้ลุยกันใหม่

อ๊ะ คิดว่าจบและอ่ะสิ อาจจะต้องขออภัยที่รอบนี้ไม่ค่อยจะบันเทิงเท่าไหร่ แต่ขอส่งท้ายด้วยสาระหน่อยละกานนนนน

วิธีดูป้ายยรถไฟจ้าาา (ฉบับเดาเองล้วนๆผิดแจ้งมาได้จ้า)

asegsg

โดยทั่วไปแล้ว เราจะเห็นตารางรถไฟแบบนี้อยู่ที่ชานชลา ของสถานี เจ้าป้ายนี้แหละจำทะให้คุณเดินทางได้อย่างถูกต้อง เริ่มจากแบ่งเป็นสามส่วน(กดซูมเอานะ)

ส่วนซ้ายสีเขียวๆฟ้าๆ คือ ตารางเวลาสำหรับวันธรรมดา สีชมพูด้านขวาคือวันหยุด
ในตารางทั้งสองจะแบ่งสองขาบนล่าง นั้นคือไปและกลับ และจะมีเวลาที่ออกจากสถานีนี้ หัวคอลัมภ์คือ ชม.  ค่าในตารางจะเป็นนาที สีของนาทีบอกว่าเป็นสายไหนExpress rapit semi หรือ local ซึ่งก็ต้องมาดูด้านลjาง ตารางที่สาม  ที่จะบอกว่า แต่ละสายนั้นจอดสถานีไหนบ้าง  ประมาณนั้นแล ไม่ยากใช่มะ อิอิ

ขอลาด้วยสาระไว้เพียงเท่านี้ อิอิ ไว้เจอกันใหม่โอกาสหน้าเมื่อถึงเวลาต้องออกเดินทางอีกครั้ง

ขอบคุณครับ

 

 

 

ถึงไม่ใช่ติ่ง ก็เที่ยวรอบ Seoul ได้ (Part แรก)

IMG_6548-22

อีกครั้งกับบันทึกการเดินทางของผม ซึ่งครั้งนี้ เป็นการเดินทางครั้งแรกที่เปิดโลกกว้างด้วยตัวคนเดียว ในดินแดนกิมจิ ด้วยความที่ไม่กี่วันก่อน jeju air ได้ออกโปรโมชั่นบินไปกลับ กรุงเทพ – โซลในราคา 96xx เท่านั้น แถมเวลาค่อนข้างสวยอีกด้วย จึงกดจองไปโดยไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าจะได้ไปตะลุยโซลในเร็ววันแบบนี้

ตั๋วเครื่องบิน

Capture1ตามที่กล่าวไปตอนแรก ผมได้ตั๋วโปรของสายการบินเจจูแอร์มาในราคา 9xxx เท่านั้น โดยเจจูแอร์เป็นสายการบินแบบ LOW COST สัญชาติเกาหลีใต้ มีซุงจุงกิ ดาราชื่อดังเป็นฟรีเซ็นเตอร์ โดย น้ำหนักกระเป๋าเช็คอินอยู่ที่ 15 kg น้ำหนักกระเป๋าขึ้นเครื่องอยู่ที่ 10 kg(ปัจจุบันตั๋วโปรทางสายการบินไม่ได้แถมกระเป๋าเช็คอินแล้วว ต้องซื้อเพิ่มนะ) ส่วนเวลาบินก็สวยๆ นะ ดึกถึงเช้าเที่ยวต่อ วันสุดท้ายกลับดึก เที่ยวเต็มๆ สี่วัน

จองที่พัก

Capture2 Capture3

ในตอนแรก ผมกะใช้บริการเว็บ Couchsurfing.com การหาที่พัก จนแล้วจนรอดก็หาโฮสไม่ได้ อาจจะเพราะ ผมยังไม่มี reference จึงต้องหันไปพึ่ง agoda เจ้าประจำ แน่นอน ราคากับ rating เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ผมต้องการที่พักสำหรับสามคืน จึงทำการจองไปสองที่ สองคืนแรกนอนที่ G Guesthome Itawon อีกคืนไปนอนที่ Han River Residence  ซึ่งจะกล่าวต่อไปในเนื้อเรื่องนะ

เตรียมพร้อมก่อนออกเดินทาง

20160515_094053

แน่นอน ผมเเหลือเวลาไม่ถึงเดือนที่จะต้องออกเดินทางแล้ว ครั้งนี้ไปคนเดียวอีกด้วย ทุกอย่างดูฉุละหุกไปหมด ผมต้องรีบทำการบ้าน เปิดหารีวิวต่างๆ เพื่อที่จะเอาตัวรอดที่นั้นลำพังได้ ของต่างๆต้องถูกเตรียมให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นปลั๊กไฟ ถ้าหัวแบนๆ ต้องหา adapter หัวกลมๆมาใช้ power bank ก็สำคัญอย่าลืม อ้อเรื่องอากาศ ที่ผมไปเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิอากาศค่อนข่างเย็นสบายในเวลากลางคืน และแดดจะแรงจัดในเวลากลางวัน ซึ่งไม่ต้องเตรียมเสื้อหนาวไปให้มากมาย

Capture4

เมื่อถึงวันเดินทาง

เที่ยวบินของที่จองไปนั้นออกตอนตีหนึ่งครับ ฉะนั้นหลังจากใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือนทำงานตามหน้าที่จนเลิกงานก็ได้เวลาปลดปล่อยชีวิตเป็นอิสระ รีบกลับบ้าน อาบน้ำอาบท่าเช็คของอีกรอบ เมื่อถึงเวลาแทกซี่มาจอดหน้าบ้านตรงตามเวลา ผมมาถึงสนามบิน เกือบๆ สี่ทุ่ม ก่อนเค้าเตอร์เปิด แต่ตอนนี้สิ คนต่อคิวบานเลยแฮะ ขาไปผมมีเพื่อนสมาชิกร่วมเดินทางไปไฟลท์เดียวกัน พอสมาชิกครบ ก็ไปที่เค้าเตอร์เช็คอินทำการเช็คอิน วาบเจอกันอีกที ก็หน้าเกตเลย ส่วนเกตที่ได้เดินขาลากสุดปลายฝันจริงๆ

ภาพตัดมาที่บนเครื่องบิน jeju air ใช้เครื่องบิน Boeing 737-800 รุ่นยอดนิยม เนื่องจากเป็นเครื่องขนาดไม่ใหญ่ระยะทางจากกรุงเทพถึงโซล น่าจะไกลสุดแล้วที่รุ่นนี้จะไปได้ นั่งแล้วไม่อึดอัดสบายๆ มีบริการเฉพาะฟรีน้ำดื่ม ลูกเรืองน่ารักสไตล์กิมจิ บินเครื่องขึ้นไม่นาน กัปตันก็ดับไฟพักผ่อนกันไป

 

20160518_054904

ใช้เวลา ห้า ชม.กว่าจะถึงโซล ที่โซลเวลาเร็วกว่ากรุงเทพ สองชั่วโมง และเราได้เห็นแสงแรกของวันบนเครื่อง ธรรมชาติได้ไล่โทนสีของฟ้าอย่างสวยงาม จนไม่นานนัก เราก็มาถึง Inchon International Airport สนามบินนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้

เท้าแตะพื้นแบกเป้ขึ้นบ่า

เมื่อถึงสนามบิน ผมผ่าน ตม. ได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร รับกระเป๋าเรียบร้อย ต่อไปก็ไปรับ wifi และ ซื้อบัตร T money สำหรับ wifi ผมเลือกใช้บริการของ kt mobile เพราะเค้ามีโปรโมชั่น จองผ่านเว็บ จะฟรีค่าเช่า เสียเฉพาะค่าเน็ตเท่านั้น วันละ 5000 won เท่านั้น vat อีก 10% รวมแล้วสี่วันมีค่าใช้จ่ายเพียง 22000 w(6xx baht) เท่านั้น เน็ตแรงหายห่วง อ่อสถานที่รับคือ บูตใกล้ๆประตูแปด เผื่อใครสนใจเพราะเทียบแล้วราคาถูกกว่าซื้อซิมหรือเช่า egg อีกครับ

ข้างๆกัน มีร้าน CU ซึ่งถือว่าเป็นร้านสะดวกซื้ออีกเจ้าที่เกาหลี(ไทยมีแค่แฟมกะเซที่ดังๆแต่เกาหลีมีหลายเจ้านะครับ) สิ่งแรกเลยที่ต้องซื้อคือบัตร T money บัตรเติมเงิน transport card ใช้ในการซื้อของเดินทาง ขึ้นรถไฟฟ้าทรถเมลเหมือนบัตร octopusของฮ่องกง หรือบัตร easycard ของไต้หวัน จัดแจงเติมเงินไป 30000 won ค่าบัตรอีก 4000 won  ลายน่ารักมั้ย อิอิ

20160518_081333

ตะลุยเดี่ยวเข้าเมืองโซลลลลลลลล

ถึงเวลาล่ำลาสมาชิกในทีมให้เดินทางปลอดภัย ผมเลือกโดยสารรถไฟฟ้า เข้าเมือง โดยรถไฟเข้าเมืองจะมีสองประเภทนั้นคือ all stop train กะ express train เลือกเอาตามสะดวกครับ เช้าๆ แบบนี้รถไฟฟ้ากลับคนไม่เยอะมาก แต่ก็ยืนยาวๆ จนถึงที่พักน่ะแหละ 5555 อ้อ พูดถึงระยะทาง ประมาณ สี่สิบโลมั้ง เข้ามาถึงโซลเนี่ยไกลไม่ใช่เล่น ภูมิประเทศรอบๆ สนามบิน จึงไม่ค่อยมีตึก มีแม่น้ำบ้างทะเลบ้างตามประสาชนบท มีสีเขียวขจีให้เชยชม ยืนดูวิวข้างทางมาเรื่อยๆ ไม่มีโอกาสให้ควักกล้องมาถ่ายเพราะของเต็มไม้เต็มมือ

หนึ่ง ชม. นิดๆเห็นจะได้ กว่าจะมาถึงสถานี Itawon  อันเป็นสถานีที่ใกล้ที่พักที่สุด ออกมาจากรถไฟฟ้าก็เจอกับเมือง อากาศสบายๆ มองรอบด้านตึกไม่สูงมาก เอาไงเปิดแผนที่ดู หาทางมุ่งน่าสู้ G Guesthome ต่อ บริเวณ itawon นี้คล้ายกับข้าวสารบ้านเรา เป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยว ตามแผนที่นึกว่าเดินไม่ไกลแต่จริงๆไกล พอควรเลย ผ่านร้านค้าต่างๆรวมถึงร้านอาหารไทยที่พบได้มากในบริเวณนี้

IMG_6469-3

G Guesthome ที่พักเล็กๆแต่อบอุ่นชะมัด

เดินเอาเหนื่อย ที่นี่เหมือนมีเขา  มีเนินตลอดทาง เดี๋ยวชันบ้าง ไม่ชันบ้าง ทำเอาคนพื้นที่ราบลุ่มอย่างเราได้หอบ เดินเข้าซอยเล็กๆเงียบๆจนมาถึงที่พัก G Guesthome  พอกดอ๊อด ก็ได้เจอกับ staff หนุ่มชาวโคเรียน สองคนออกมาต้อนรับ แนะนำที่นอน ล๊อกเกอ การเข้าออก ที่พัก และเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้เจอกับเดวิด (แต่ตอนนั้นยังไม่รู้จักกัน งงไหม)

IMG_6466-2

สำหรับบรรยากาศที่พักทั่วไปก็เหมือนอยู่บ้านพักเยาวชนครับ สะอาดสะอ้าน ห้องน้ำก็สะอาด มีอาหารเช้าง่ายๆให้ทำทานได้เอง การพักแบบ hostel มีข้อที่ควรรู้หลายๆ อย่างเช่น เราจะต้องล้างจานและแก้วที่เราใช้เอง การทักทายทุกคนที่เหมือนเป็นธรรมเนียมเหมือนอยู่บ้านเดียวกัน

แต่ผมเสียอย่างสื่อสารภาษาไม่ค่อยได้  ได้แต่ทักทายนิดหน่อยก็เนียนขอตัวออกมา ไม่รู้ว่าจะทำให้เสียชื่อคนไทยไม่มีมนุษยสัมพันธ์หรือป่าว ที่แน่ๆ ป๋มสื่อสารไม่ค่อยได้ง่ะ

20160518_095832 20160518_095838

IMG_6611-38

หลังจากเก็บข้าวเก็บของเปลี่ยนเสื้อสักหน่อย ก็พร้อมตะลุยโซลในวันแรกครับ วะหะหะหะ

นั่งหลับที่ Namsangol Hanok Village 

หลังจากเก็บข้าวของที่พักเรียบร้อย เดินจากที่พักมาขึ้น รถไฟใต้ดิน โดยที่นี่จะเรียกว่า Subway และ Subway นี้ถือ เป็นยานพาหนะหลัก หรือจะเรียกได้ว่า เป็น USS Enterprise ที่ผมใช้เดินทางตะลุยอวกาศโซลแห่งนี้ก็เป็นได้

อ้อ ไหนๆก็มาถึง Subway และ ที่นี้ Subway ซับซ้อนซ้อนเงื่อนเป็นคดีฆาตกรรมปริศนา ก็ว่าได้ ทางที่ดี เราควรโหลด app ไว้ประจำ smart phone  เป็น APP ที่ช่วยในการเดินทางใน seoul ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะ คำนวนราคา เวลา สับเปลี่ยนสถานี ข้อมูลทางออกจบใน app เดียว app นี้มีให้โหลดทั้ง android และ ios

https://play.google.com/store/apps/details?id=com.imagedrome.jihachul
https://itunes.apple.com/us/app/subway-korea/id325924444?mt=8

Capture

กลับมาเดินทางกันต่อ Namsangol Hanok Village เนี่ยเป็นหมู่บ้านที่จัดแสดงความเป็นอยู่โบราณของชาวเกาหลี สามารถเดินทางด้วย subway มาที่สถานี Chungmuro  ทางออก 3 แล้วเดินเลี้ยวซ้ายเข้าซอยมานิดนึง ที่นี่เข้าชมฟรี แต่หากต้องการร่วมกิจกรรมจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มครับ สำหรับผมแล้วที่นี่ไม่มีอะไรมาก บ้านรูปทรงคล้ายไปทางจีน ญี่ปุ่น แดดแรงๆ ประกอบกับเมื่อคืนไม่ได้นอน ทำเอาเพลียเหมือนกัน

IMG_6472-4 IMG_6475-5 IMG_6479-6 IMG_6480-7 IMG_6486-8 IMG_6488-9

ขนาดของตัวหมู่บ้านไม่ใหญ่มาก ใช้เวลาเดินไม่นานก็ทั่วครับ ได้เวลามาหาที่ร่มใต้ต้นไม้หลบแดด และตามที่บอกตอนแรก อากาศที่นี่ หากกลางคืนจะเย็น ไม่ต้องเปิดแอร์เปิดผมลมก็หลับสบายๆ แต่กลางวันนี่สิแดดแรงจริงๆ ร้อนเหมือนกัน แต่ไม่ร้อนอ้าวแบบบ้านเราครับ

ผมหาร่มไม้หลบแดด พอมีลมโชยๆ เย็นๆ บรรยากาศแบบ หลับแน่ๆ ก็เลยเผลอนั่งหลับไป(ทำไปได้)

IMG_6491-10

รู้สึกตัวอีกทีไลน์เด้งครับ ผมมีนัดกับสมาชิกที่มาเที่ยวบินเดียวกัน ปกติแล้ว ผมไปที่ไหนจะต้องไป landmark ของที่นั้นๆ สำหรับ โซลคงไม่พ้น N Seoul Tower เพราะเพื่อนที่มาในไพลท์เมื่อคืนไปพอดีเลยตกลงว่าจะไปพร้อมกัน

N Seoul Tower หอคอยแห่งความรัก

การเดินทางไป N Seoul Tower สามารถไปได้หลายวิธีเช่น นั่งรถเมล์ เคเบิ้ลคาร์หรือใครฟิตหน่อยสามารถเดินขึ้นได้ เราเลือกที่จะขึ้นโดยนั่งเคเบิ้ลคาร์ การเดินทางมายังเคเบิ้ลคาร์ สามารถเดินมาจากสถานี Myeongdong Exit 4 เดินเข้าซอยมาอีกนิด ขึ้นเนินเขาอีกหน่อย ก็จะเจอกับท่ารถเคเบิ้ลคาร์

IMG_6497-12IMG_6493-11

แต่แล้วเหมือนชะตาจะเป็นใจ เคเบิ้ลคาร์ปิดปรับปรุง เราจึงต้องหาทางอื่นเพื่อเดินทางไปยัง N Seoul Tower ต้องขอบคุณการจัดการที่ดีของ เคเบิ้ลคาร์ ได้จัดเจ้าหน้าที่พร้อมป้ายอำนวยความสะดวก เราสามารถนั่งรถเมลสาย 2 ขึ้นไปยัง N Seoul Tower ได้ โดนเดินเลยไปอีกนิดและข้ามฝั่งรอที่ป้ายรถเมล

IMG_6500-13

สำหรับรถเมล์ที่โซลถือว่าเป็นครั้งแรกทีผมได้ใช้บริการ รถเมลที่โซลคล้ายกับรถเมลเมืองใหญ่ๆหลายๆแห่ง คือสามารถใช้บัตรแตะชำระค่าบริการได้ แต่ผมไม่แน่ใจว่าแตะเฉพาะขึ้นหรือทั้งขึ้นทั้งลง ผมแตะมันหมดแหละ 555

รถเมลลัดเลาะมาตามทางที่คดเคี้ยว สูงขึ้นเรื่อยๆ เราเริ่มมองเห็นตัวเมืองในมุมสูง ระหว่างทาง เราจะเห็นบางคนเดินขึ้นเพื่ออกกำลังกายก็มี

IMG_6502-14

และแล้วก็มาถึง N Seoul Tower จนได้ แต่จริงๆ ก็ไม่ถือว่าถึงเพราะยังไงต้องเดินต่ออีกนิด อ่อคุณจะสังเกตุได้เมื่อคุณมาถึงป้ายรถเมลที่จะตรงลง ตรงนี้คนจะลงเยอะมาก และรถจะติดพอสมควรเลยล่ะ

IMG_6506-15

ถึงแล้ววว เห็นหอคอยอยู่ไกลๆ นั้นแหละ ที่เราต้องเดินไป เดินตามฝูงชนอันล้นหลามไปเรื่อยๆ ทางก็จะชันบ้าง แต่ก็ไม่ไกลนัก เราจะมาถึงลานกิจกรรม ข้างๆ หอคอย ตรงนี้ มักจะมีกิจกรรมมาจัดแสดงนักท่องเที่ยวเป็นประจำ วันนี้ที่ผมไปมีการจัดแสดงการใช้อาวุธโบราญ และการรำอะไรสักอย่าง

IMG_6511-17 IMG_6532-18 IMG_6537-19

ถ้าพูดถึง N Seoul Tower แล้วคงไม่มีใครไม่รู้จัก การคล้องกุญแจคู่รัก ซึ่งเยอะจริงๆครับ แต่ทางเจ้าหน้าที่จะมีการนำออกเรื่อยๆ อีกอย่างเดิมคู่รักที่มาคล้องกุญแจ จะโยนกุญแจลงด้านล่าง แต่ปัจจุบัน เค้ารณรงค์ไม่ให้โยนเพราะ สัตว์ที่อยู่ด้านล่างกินเข้าไปจะเป็นอันตราย

IMG_6559-24IMG_6542-20 IMG_6547-21 IMG_6575-26

สำหรับประวัติ N Seoul Tower ผมจะไม่ขอเล่า เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน 555 เอาเป็นว่ามันคือ หอคอยส่งสัญญาณทีวีมาก่อน ก่อนที่จะเปิดให้ท่องเที่ยวละกันและยังสามารถขึ้นไปชมวิวด้านบนได้แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนะ ผมเห็นว่าไม่มีอะไรจึงไม่ได้ขึ้นไป จึงได้แต่เดินรอบๆ ชมนกชมไม้ไปอ้อ ที่นี่มีเมเบิ้ลด้วยนะกำลังสวยเลย เสียดายมีน้อยไปหน่อย

หลังจากถ่ายรูปกะสิ่งคู่บ้านคู่เมืองเรียบร้อย ก็ต้องเดินทางกลับไปขึ้นรถเมลเพื่อไปลงไปด้านล่าง โดยจุดหมายสุดท้ายของวันนี้คือ เมียงดง แหล่งช๊อปปิ้งของวัยรุ่น ที่มีแต่ร้านเครื่องสำอางค์มากมายย เต็มไปหมด

IMG_6579-27

เมียงดง Myeongdong ถนนเครื่องสำอางค์

การเดินทางโดยที่ไม่ได้ทำการบ้านมาก่อน ทำให้เราต้องมายืนที่ป้ายรถเมล และไล่หาสายรถเมลทีละสายว่า จอดที่ไหนมาได้ จนเรามาหยุดอยู่ที่สาย 5 ถึงแน่นอนเมียงดง โดยเราต้องอาศัยการนับป้ายเอา หรืออีกวิธีการคือ google map ช่วยท่านได้ เพราะบางครั้งบางป้ายไม่มีคนลง จบกันนับไม่ถูก 555 ก็ได้ google map เนี่ยแหละช่วยชีวิตไว้

IMG_6586-28

ลงรถเมลปุ๊ยบข้ามถนนปั๊บก็เข้าสูเมียงงงดงงงง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือ นี่มันซีเหมินไทเปชัดๆ 555 เดินไปสักหน่อย ถึงได้รู้ว่า สิ่งที่ต่างคือ ร้านค้า ส่วนใหญ่มีแต่เครื่องสำอางค์ เครื่องสำอางค์และเครื่องสำอางค์ อ๊ากกกก สมาชิกในกรุ๊ปแยกย้ายตามหาของฝากซื้อให้กับที่ทำงาน จนพวกเราเริ่มรู้สึกว่าหิวมากและ เพราะตั้งแต่มาถึงเมื่อเช้าได้หนมปังเซเว่นจากไทย ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยยยย แต่ที่อ่านรีวิวมา ร้านรวงมันเยอะแยะเลยนิ แล้วนี่หายไปไหนหมด ไม่มีร้านของกินสักร้าน

IMG_6588-29

เราเดินจนแถบสุดถนนถึงเจอกลุ่มร้าน ก็เลือกเลยอาหารญี่ปุ่นทงคัตซึ 555 ไหงมื้อนี้เป็นทงคัตซึเนี่ย แต่ตอนนี้ไม่ไหวแล้วหิวเหลือเกินนนน จัดแจงสั่งมาเลย

IMG_6592-31

จานที่ได้นั้นใหญ่มาก ทานได้สองคนเลยแหละ ดีไม่ได้สักมาครบไม่งั้นตาย ท้องแตก แต่ถ้ามองไปโต๊ะข้างๆ วัยรุ่นกลุ่มนึงจัดคนละจาน กินเข้าไปได้ไงหมดวะเนี่ย

พูดถึงร้านอาหารที่เกาหลี มักจะมีกิมจิให้เรากินประกอบทุกมื้อไม่ว่าคุณจะสั่งอะไร สามารถตักกิมจิได้ฟรี กินเท่าไหร่ก็ได้ สุดยอดเลย ส่วนน้ำเปล่า แทบทุกร้านจะเตรียมไว้ให้ลูกค้า เทใส่แก้วดื่มได้เลยครับ

หลังจากอิ่มท้องแล้ว เดินออกมานอกร้าน ฟ้าเริ่มครึ่มๆ ไปบ้าง แต่เอ๊ะ มองนาฬิกา นี่มันทุ่มนึงแล้ว ที่บ้านเราเห็นแบบนี้น่าจะแค่ห้าโมงเย็น และอีกสิ่งนึงที่แปลกออกไปคือ ร้านรถเข็น เริ่มมีการตั้งร้านกันตามทางเดินมากขึ้น ทำให้พื้นที่ที่เหลือไม่มากในท้องได้เติมเต็มเข้าไปอีก

IMG_6604-35IMG_6599-32

ของกินตอนกลางคืนเยอะมาก ส่วนใหญ่จะเป็น เสียบไม้ หรือของกินเล่นๆ  หลายอย่างแพงกว่าตลาดอื่นๆ(มาทราบภายหลัง)  เราเดินกินนู้นนี่มาเรื่อยๆ จนท้องรับไม่ไหว ฟ้าเริ่มมืดลง ก็แน่ล่ะ นี่มันจะสองทุ่มและ 555 ก็ได้เวลาแยกย้ายจากสมาชิกจำเป็น ออกเดินทางเดี่ยวๆอีกครั้งเพื่อกลับไปพักผ่อน

IMG_6601-34IMG_6600-33

บุคคลน่าสงสัย???

สำหรับวันแรกนี่เพลียมาก กลับมาถึงพี่พัก เพื่อนร่วมห้องยังไม่เข้ามากัน จัดแจงอาบน้ำอาบท่า ล้มตัวลงบนที่นอน ระหว่างกำลังดูรูปถ่ายอยู่นั้น จุดเปลี่ยนสำหรับวันพรุ่งนี้ก็เริ่มขึ้น เพื่อนในเว็บ couchsurfing.com ซึ่งได้คุยกันบ้างก่อนจะมาที่เกาหลี

ย้อนกลับไป 1 เดือน ก่อนมายังเกาหลี ผมได้สร้าง Event ไว้ว่าผมจะมาที่โซล อยากได้คำแนะนำในการท่องเที่ยว  เวลาผ่านไปสามอาทิตย์ ไม่มีใครติดต่อมาเลย T T จนสามวันจะเดินทาง มี สมาชิกสาวคนนึง รูปโปรไฟล์พริ้งค์มากทักเข้ามา แถมพึ่งจะสมัครเว็บมา บอกผมว่าเค้ายินดีจะให้คำแนะนำหลายๆอย่าง ผมจึงขอ line ไป หลังจากนั้นก็ติดต่อผ่าน line

ช่วงแรกนั้นผมยอมรับเลย ไม่ไว้ใจอย่างมาก สมาชิกใหม่แถมรูปโปรไฟล์ขนาดนั้น แล้วผมก็แอด line ไป รูปโปรไฟล์ line ผู้ชายแน่นอน ชื่อก็ไม่ใช่ เอ๊ะลองถามดูว่าคุณใช่ ….. ไหม เค้าบอกว่าใช่ อ๊ะ โอเคเราจะไม่ถามอย่างอื่น จะชายหรือหญิงตัวจริงตัวปลอม ถ้าเราไม่ให้ข้อมูลที่อยู่หรือแพลนละเอียดซะอย่างคงตามไม่เจอ

ผมจึงแค่ส่งแพลนคร่าวๆให้ดู ว่า โอเคไหมในแต่ละวัน ก็ได้รับคำแนะนำกลับมา ก็ไม่ได้คิดอะไร

วาร์ปกลับมาเวลาปัจจุบัน ตอนนี้ผมตอนอยู่ใน hostel กำลังเช็ครูป ในกล้อง และจุดเปลี่ยนของวันพรุ่งนี้ก็เกิดขึ้น เพื่อนชาวเกาหลีคนนี้ทักมา ว่าอยู่ไหนแล้ว ถึงเกาหลีแล้วใช่ไหม พรุ่งนี้ว่าง เรามาเจอกันไหม ในใจผมน่ะหรอ กล้าๆกลัวๆ โดนมิฉาชีพป่าววะ บ้านเรามีเพียบ แถมชอบถามว่าเรามาคนเดียวหรอ ยิ่งไม่น่าไว้ใจใหญ่ เอาไงดี …

ผมก็โดนตื้อพักใหญ่ จนผมเลยถามไปตรงๆว่า คุณเป็นคนไม่ดีหรือเปล่า เป็นโจร เป็นคนหลอกลวงเท่าที่ภาษาอังกฤษของผมกับ google จะพอช่วยได้ ใส่ไปเต็มที่

และโดนตอบกลับมาว่า เค้าเป็นเพียงเด็กผู้หญิงเท่านั้น จะมาทำไรได้ เค้าต่างหากที่ต้องกลัวเราในการเจอกันครั้งแรก สำหรับเพื่อนจากเว็บ รูปโปรไฟล์ไม่ใช่ตัวเค้า ถ้าคุณไม่เชื่อจะวิดีโอคอลก็ได้(แต่เนื่องด้วยอยู่ในห้องแล้วจึงปฏิเสธไป)

เราก็อ่ะ โอเค ไปเจอก็ไปเจอ จึงส่งแพลนของวันรุ่งขึ้นให้ เผื่อเค้าจะพาไปไหน รวมทั้งเมนุอาหารเกาหลีที่เราจดๆมา เพื่อให้เค้าพาไปว่างั้น งั้นตกลงเจอกันพรุ่งนี้ ก่อนนอน เพื่อความชัว ผมขอให้เพื่อนคนนี้ส่ง รูปให้ในไลน์ โดยบอกไปว่า ผมจะรู้ได้ไงว่าเป็นคุณ เพื่อเช็คว่าตกลง เค้าเป็นหญิงหรือชาย กันแน่ๆ 555

จบวันที่หนึ่งอันแสนหฤโหด  บนที่นอนอันอบอุ่น อากาศเย็นๆไม่ต้องเปิดแอร์


พร้อมลุยในวันที่สอง

ปกติแล้ว ผมเป็นคนตื่นเช้า มาที่นี่ ผมตื่นหกโมง พบว่าฟ้าสว่างเป็นที่เรียบร้อย แต่สมาชิกร่วมห้องยังไม่ตื่นกันเลย ผมนอนกลิ้งไปมาบนที่นอนสักพักถึงย่องลงมาอาบน้ำแปรงฟัน ด้วยความที่นอนเตียงบน กับหุ่นชาวเอเชียอย่างผม จะขึ้นลงแต่ละทีลำบากมาก แถมยังต้องพยายามเงียบ เพื่อไม่ให้รบกวนเพื่อร่วมห้องอีกด้วย ทำเอาใช้เวลาพอสมควร

IMG_6609-37

หลังจากล้างหน้าแปรงฝันเป็นที่เรียบร้อย ผมก็พบกันผู้หญิงอายุไม่มาก เค้าแนะนำตัวเองว่า ชื่อฟิโอน่า เป็นเจ้าของโฮสเทลแห่งนี้ สำหรับ Fiona คือชื่อของตัวละครในเรื่อง shrek ในโฮสเทลเราจะเห็นรูปเธอหมายถึงตัวกระตูนนะ แปะตามจุดต่างๆ ของโฮสเทลอยู่ทั่วเลย ฟิโอน่าจัดแจง เตรียมอาหารเช้า ผมก็ได้ทานพอดี ปกติแล้วอาหารเช้าที่นี้ จะเป็นซีเรียล นม น้ำผลไม้ ไข่ คุณสามารถใช้เตากับกะทะทำอาหารเองได้

IMG_6608-36

ระหว่างทานมีเพื่อนร่วมโฮสเทลเข้าทานข้าวเช้า ก็ทักทายกันตามประสา ใจจริงผมอยากจะดาวไข่นะ แต่ยังไม่เคยใช้เตาของที่นี่ไม่รู้ต้องทำไง กลัวทำโฮสเทลไฟไหม้ เลย ข้ามไปละกัน 555 อ้ออีกอย่างหากทานเรียบร้อย ก็ควรเก็บล้าง เพื่อคนอื่นจะมาใช้ต่อได้ ซึ่งโฮสเทลส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้

พระราชวัง Gyeongbokgung ที่ยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง

ผมออกเดินทางจากโฮสเทลตอนแปดโมงกะเวลาไปถึงที่พระราชวังเคียงบกพอดีที่เค้าเปิดให้เข้าชม เหมือนกันกับเมื่อวาน subway เป็นยานพาหนะหลักของทริปนี้ สถานีที่เราจะไปคือชื่อเดียวกับพระราชวังนั้นคือ Gyeongbokgung  station ทางออก 5  จะโผล่มายังประตูด้านข้าง ออกมาปุ๊บก็พบกับแสงแดดอันแรงกล้า ทั้งๆที่อากาศยังเย็น สังเกตุหนุ่มสาวชาวเกาหลี ที่มาท่องเที่ยวจำนวนมาก เดินเข้ามาเรื่อยๆ จะพบกับที่จำหน่ายตั๋ว การเข้าชมจะเสียค่าเข้าชม 3000 วอน

IMG_6621-42

หลังจากเดินเข้ามาในตัวพระราชวังแล้ว จะเห็นอาคารขนาดใหญ่ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของที่นี่ก็ว่าได้  และที่น่าสนใจไม่แพ้พระราชวังคือ วัยรุ่นมักจะแต่งตัวประจำชาติในชุดฮันบกมาถ่ายรูปที่นี่ ซึ่งจริงๆแล้วอยากขอถ่ายรูปด้วยนะแต่อายอ่ะ 5555

IMG_6634-47 IMG_6651-50

เดินเข้ามาเรื่อยๆ  แรกๆคิดว่าคงไม่ใหญ่มาก คงไม่มีอะไรให้ชมสักเท่าไหร่ แต่เมื่อเข้ามาแล้วกลับกัน พื้นที่ใหญ่โตกว้างขวางมี อาคารให้ถ่ายรูปมากมาย หากมีเวลาสักครึ่งวันสามารถเก็บได้หมด แต่ที่สำคัญหากจะมาควรพกร่มหรือหมวกมาด้วยนะครับ แดดแรงจริงๆ อิอิ

IMG_6672-53

IMG_6678-54 IMG_6696-57

ลักษณะขอสถาปัตยกรรม ที่นี้จะเป็นอาคารคล้ายๆทางจีน ญี่ปุ่นผสมๆกันไปตามแนวทางประเทศแทบนี้ ตกแต่งด้วยสีแดงเป็นหลัก แซมสีเขียวและลวดลายสีต่างๆตามชายคา สำหรับประวัติศาสตร์นั้นผมไม่รู้ขอข้ามไปละกัน 5555

IMG_6712-58 IMG_6742-63

เดินเล่นจนเริ่มรู้สึกเหนื่อย จึงหาร่มไม้นั่งพัก อ่านนู้นนี่ในเฟสบุ๊คไปพลางๆ วันนี้ผมมีนัดกับคนแปลกหน้า เพื่อนใหม่ชาวเกาหลี ไม่นานเพื่อนก็ทักมา ถามว่าอยู่ไหนผมทานอะไรหรือยัง เดี๋ยวจะพาไปหาอะไรอร่อยๆกิน เค้าใกล้ถึงแล้ว เลยตกลงปลงใจไปตามนั้น ไหนๆมานี่ยังไม่มีอาหารเกาหลีแท้ๆตกถึงท้องเลย

IMG_6745-64

เดินออกจากเขตวัง ยังบ่นๆกับเพื่อนอยู่เลยว่า อยากดูพิธีเปลี่ยน Guard แต่หาไม่เจอว่าเค้าอยู่ตรงไหนกัน จนเดินออกมานี่แหละ ที่แท้ อยู่ด้านหน้าเลย ตรงถนน ได้เวลาเปลี่ยนกะพอดี โชคดีจริงๆ

ผมเคยดูของไต้หวันมา แต่ของไต้หวันจะเป็นทหารในชุดยุคปัจจุบัน แต่หน้าวังเกียงบก  จะมาในชุดโบราณและใส่หนวดเหมือนในหนังเลย ได้บรรยากาศไปอีกแบบ หลังจากเปลี่ยนแล้ว ก็จะยืนนิ่งให้นักท่องเที่ยวเข้าไปถ่ายรูปได้ แต่ใกล้เวลานัดแล้วผมต้องรีบถ่ายๆและไปหาเพื่อนที่จุดนัดIMG_6747-65

====ติดตามอ่านตอนต่อไป วะหะหะ ขอจบครึ่งแรกเท่านี้ก่อนครับ===

พาเที่ยวไต้หวัน มนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรม เทคโนโลยีและธรรมชาติที่ผสมกันอย่างลงตัว(ครึ่งแรก)

IMG_2926-w

ก่อนที่จะเริ่มการเดินทาง ผมขอเพ้ออะไรเล็กน้อยเพื่อให้ทราบที่มาที่ไปของประเทศนี้ ไต้หวันมีอะไร ทำไมต้องไปไต้หวัน บทความพาเที่ยวนี้จะตอบคำถามในตัวมันเอง  ก่อนอื่นเราจะเริ่มย้อนกลับไปศึกษาประวัติของประเทศนี้กันก่อนเพื่อให้รู้พื้นเพของประเทศแห่งนี้

  • ประวัติ ความเป็นมา

ถ้าถามถึงไต้หวัน หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จักหรือเข้าใจว่าเป็นเมืองหนึ่งของประเทศจีน แต่จริงแล้ว ไต้หวันไม่ใช่จีนซะทีเดียว จากที่ได้อ่านข้อมูลมา ก่อนจะเป็นไต้หวันปัจจุบัน
ในอดีตเกาะแห่งนี้ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองญี่ปุ่นเคยยึดมาจากจีนและเข้ามาปกครองเกือบร้อยปี จนถึงญี่ปุ่นแพ้สงครามจึงคืนเกาะให้กับจีน หลังจากนั้นจีนเกิดขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์การปกครอง ระหว่างเจียงไครเช็คและเหมาเจ๋อตุง เจียงไครเช็คเป็นพรรคประชาธิปไตย พ่ายให้กับเหมาเจ๋อตุงพรรคคอมมิวนิส เจียงไครเช็คจึงย้ายผู้คนและทรัพย์สินเงินทองจากพระราชวัง มาที่เกาะไต้หวัน และก่อตั้งรัฐบาลที่นี่

หลังจากนั้นไต้หวันได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา แต่สุดท้าย จีนแผ่นดินใหญ่ที่ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสได้ดำเนินนโยบายจีนเดียว ซึ่งหากใครคบค้ากับจีนแผ่นดินใหญ่ห้ามนับ จีนไต้หวันเป็นประเทศ ด้วยอิทธิผลของจีนแผ่นดินใหญ่ทำให้ในเวทีสหประชาชาติ ไม่มีไต้หวันเป็นประเทศสมาชิก แต่ไต้หวันเองก็พยายามผลักดันตัวเองให้อยู่ในเวทีโลก และพัฒนาประเทศจนอยู่อันดับต้นๆของเอเชีย

IMG_3664-1

ปัจจุบันไต้หวันและจีน มีการคบค้าสมาคมไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยวซึ่งต้องพึ่งพากัน และในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอื่นๆ ไต้หวัน จะเข้าไปตั้งศูนย์เศรษฐกิจไทเป แทนที่จะตั้งสถานฑูต แต่ก็หน้าที่เหมือนกัน หากเราจะขอวีซ่าก็ต้องมาที่นี่เช่นเดียวกัน

จากความเป็นมาด้านบนไต้หวันจึงมีจุดแข็งหลายๆ อย่างเช่น ความมีระเบียบวินัยและความเป็นมิตร จากญี่ปุ่น ภาษาจีนซึ่งคนส่วนใหญ่บนโลกใช้กัน ทองคำที่เจียงไคเช็ค นำมาตั้งตัวและทำได้ดีด้วย อุตสาหกรรมเจริญเติมโต มีแบรนด์เป็นของตัวเองที่เป็นที่รู้จักเช่น ACER ASUS HTC เป็นต้น

อื่นๆ สำหรับประเทศนี้ที่ได้ยินมาคือ เวลาคนไทย ไปทางยุโรป คนที่นั้นมักเข้าใจว่าไทยกับไต้หวันเป็นประเทศเดียวกันไม่รู้ทำไม และหากถามว่าคนไต้หวันเป็นคนจีนใช่ไหม คนจะบอกว่าเขาเองเป็นคนไต้หวันไม่ใช่คนจีน แยกแยะด้วยๆ 555

ซึ่งสรุปย่อๆเลย ไต้หวันคือจีนที่มีระเบียบวินัย มารยาท ความเป็นมิตรแบบญี่ปุ่นนั้นเอง

  • เป้าหมายในการเดินทาง

สำหรับทริปนี้ประกอบด้วยแก๊งเดิมแก๊งเดียวกับที่ไปสิงคโปร์ เอ เอ้ เต้  ก่อนการเดินทาง พวกเราได้กำหนดทีหมายในรอบนี้มุ่งมั่นว่า ไต้หวันนี้แหละคือจุดหมายปลายทาง

การไปต่างประเทศของพวกเรารอบนี้ น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับพวกเราอย่างมาก อย่างครั้งก่อนเราเดินทางเองวางแผนเองจัดว่ามันส์แล้ว รอบนี้ เราไม่ได้อยู่แค่เมืองหลวง เราจะออกต่างจังหวัด เราจะนั่งรถไฟความเร็วสูง นั่งรถเมล์ นั่งเรือ ปีนเขา ไหว้พระ เที่ยวย่านใจกลางเมือง ชมเมืองที่สงบในขุนเขา ยืนเกร็งบนหน้าผา ท่ามกลางกระแสลมแรงของทะเลแปซิฟิก เดินตลาดกลางคืน หลากหลายรสชาติจริงๆ 5555

  • สายการบินและโรงแรม

เรารอสายการบินออกโปรโมชั่น ซึ่งทางเลือกสายการบิน low cost มี VAIR แล Tiger (ปัจจุบันมี นกสกูตแล้ววว) ซึ่ง VAIR เวลาดีกว่าและโปรออกบ่อยมาก

พวกเราได้จอง VAIR สายการบินสไตล์น่ารักมีมาสคอตเป็นหมี ซึ่งน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไต้หวัน กับโปรราคา 3300 กว่าๆเท่านั้น และซื้อสัมภาระขากลับเพิ่มคนละ 5 kg สำหรับซื้อของฝาก

14-10-2558 12-35-06

สำหรับ VAIR เป็นสายการบิน low cost สายการบินลูกของ transasia บินด้วยเครื่อง airbus a320 รุ่นยอดนิยมจัดที่นั่ง 3-3 ซึ่งวันที่เราเดินทางคือ 01:15 ของวันศุกร์ ถึงไต้หวันเวลา เช้าพอดีประหยัด เวลาและ รร. 1 คืน ส่วนวันกลับเที่ยวทั้งวันค่อยกลับ แต่ข้อเสียคือ เวลากลับถึงไทยดึก ต้องออกจากดอนเมือง ด้วยแทกซี่หรือรถส่วนตัวเท่านั้น

สำหรับการจองที่พัก ที่พึ่งอันดับต่อมาของเราคือ agoda เจ้าเดิม คราวนี้แปลกกว่าครั้งที่แล้ว เพราะเราจะไปนอน ตจว. 1 คืนและนอนไทเปเมืองหลวงอีกสองคืน เราจึงต้องจองไปสองที่ ต้องตรวจสอบว่าไกลจากป้ายรสเมล์มากแค่ไหน มีอาหารเช้าหรือเปล่า ดูรีวิวต่างๆ คะแนนความนิยม สำหรับที่พักสองโณงแรมสามคืน เราจ่ายไปเพียง 3300 บาท รวมอาหารเช้า

14-10-2558 12-36-42

  • แผนการเดินทาง

ครั้งนี้ผมเตรียมแผนการเดินทางรวมถึงทำการบ้านอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็น pantip google หรือจะเป็นน้องสายรหัสของเอ้นามว่าวิว รวมถึงไกด์ชาวไต้หวันที่นิยมชมชอบประเทศไทยพูดไทยได้นิดหน่อยอย่างเคนจิ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของทริปที่ทำให้จบด้วยดี  จึงได้แผนคร่าวๆ ออกมา และอัตราแลกเปลี่ยนที่เราเดินทาง 1.135 NT = 1 บาทไทยซึ่งไม่ต่างเท่าไหร่ครับ

สำหรับท่านที่สนใจแผน ผมได้แนบไฟล์ไว้ให้คลิก Plan หรือข้อมูลอย่างระเอียดติดต่อขอรอบนอกได้ครับ

  • VISA

สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับไต้หวันคือ วีซ่า วีซ่าสามารถยื่นเองหรือให้ตัวแทนไปยื่นก็ได้ จากประสบการณ์ของเต้ ผู้ไปยื่นวีซ่าไปถึง 9 นิดๆ รอคิวยื่นบ่ายโมงครึ่ง ส่วนเอ้ผู้ไปรับวีซ่าไปถึงบ่ายโมง รอคิวถึงบ่ายสามโมง ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมวีซ่าอยู่ที่ 1500 บาท แต่ถ้าให้แนะนำจ้างยื่นสะดวกดีครับเห็นค่าบริการต่อคนตกประมาณ 500 บาท ส่วนเอกสารต้องใช้อะไรบ้างทำอย่างไร หาได้ตาม google ครับ 5555

Link เพิ่มเติม :http://www.taiwanembassy.org/TH/ct.asp?xItem=642122&ctNode=1813&mp=232

  • ดอนเมืองจุดเริ่มต้นของนักเดินทางกลุ่มนี้

เราสามคนนัดเจอกันที่สนามบินดอนเมืองตอนสี่ทุ่มครึ่ง ผมซึ่งบ้านอยู่ไกลมาก จำเป็นต้องไปที่สุวรรณภูมิก่อนและต่อรถ shuttle bus ฟรีเพียงแสดงเอกสารเที่ยวบินที่สนามบินดอนเมือง ผมมาทัน shuttle bus รอบ สามทุ่ม บนรถมีผู้โดยสารเพียงสองคนรวมผม รถถึงเวลาออกเป๊ะ 4 ทุ่ม ก็มาถึงดอนเมือง นั่งคุยกันสักพักเราก็ทำการ check in เพื่อเข้าไปด้านใน ตอนที่ตรวจตราวัตถุต้องสงสัย ก็เกิดเหตุการณ์ขึ้น

เอ้ต้องแสกนกระเป๋าถึงสามรอบเนื่องจากมีวัตถุต้องสงสัย นั้นคือครีมนีเวีย ขนาด 130 Ml. ซึ่งมันพลาดครับไม่ได้ดูขนาดมาขนาดเกิน 100 จึงจำเป็นต้องทิ้งทั้งๆที่ซื้อมาใหม่ 5555

ด้านในระหว่างรอเครื่อง เราก็พลางชาร์ตแบตพลางคุยกันเรื่อยเปือย และจำเป็นต้องซื้อน้ำเปล่าด้านใน ในราคาเกือบ สามสิบบาทเผื่อกระหาย เวลาผ่านไปรวดเร็วเครื่องบินของเราก็มา มีประกาศขึ้นเครื่องและ take off ในเวลาไม่นาน ไม่ดีเลย์แถมเร็วกว่าเวลา 15 นาที

  • เถาหยวนนนนนนนนน อินเตอร์เนชั่นนแนลล แอร์พอร์ตตต

และแล้วจากการนั่งเครื่องอันยาวนานเกือบ 4 ชั่วโมงมีงีบนิดๆแต่หลับไม่สบาย แถมเมื่อยก้นหน่อยๆ เราก็มาถึง แท่นแท้นนนนน ญี่ปุ่นนนนนน ใช่ที่ไหน ไต้หวัน ไต้หวันมีสองสนามบิน เก่าและใหม่หรือ ของเก่ามีขนาดเล็กอยู่ในตัวเมืองคล้ายกับดอนเมือง ของใหม่อยู่เมืองเถาหยวนจึงต้องชื่อเถาหยวน สนามบินแห่งนี้มีขนาดใหญ่พอควรแต่ไม่เท่าสุวรรณภูมิบ้านเรา

 

เราลงจากเครื่องขึ้นรถบัสเพื่อเข้ามาที่ terminal 1 ผ่าน ตม. คนไม่เยอะแบบเขาว่า ไม่นานก็ผ่านออกมา ตามแผนของเราจะต้องรอศูนย์บริการมือถือเปิดตอน 8.00 เพื่อซื้อซิมการ์ด เนื่องจากหาข้อมูลพบว่า ซื้อซิมข้างนอกค่อนข้างลำบากกว่า

IMG_2067-1

สนามบินที่นี้มีจุดบริการชาร์ตอุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่ทั่วไป

ระหว่างนั่งพักรอ เราเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน ผมเดินสำรวจสนามบินทันที ผมเดินหาร้านขายของกิน เมื่อลงมาชั้น B1 พบกับร้าน Hi life ด้านหน้ามีคนต่อคิว 3-4 คิว เอ๊ะ นั้นเค้าทำอะไร อ้าววว นั้นเค้ากำลังบริการซิมมือถือนิ ผมรีบขึ้นไปตามเพื่อนทั้งสอง ลงมาโดยพลัน เพราะถ้าหากเราเสร็จตรงนี้เร็วเราจะได้ไม่ต้องรอนาน

  • Hi Life สะดวกซื้อร้านแรกที่เข้า
ด้ายซ้ายคือบูท Chunghwa Telecom

ด้ายซ้ายคือบูท Chunghwa Telecom

hi life เป็นร้านสะดวกซื้อารมณ์ประมาณเซเว่น และมีของกินมากมาย เมื่อเราทำการเปลี่ยนซิมเสร็จ อ้อ ซิมราคา 300 NT เล่น net ได้ 5 วัน แถมเงิน 50 NT สำหรับใช้โทร จากที่อ่านมา โทรกลับไทยนาทีละ 11 NT ซึ่งได้ไม่นาน เงินตัวนี้จึงเหมาะกับโทรหากันในไต้หวันมากกว่า พนักงานที่มาตั้งบูทชั่วคราวอำนวยความสะดวกทุกอย่าง จะมีบาร์โค๊ดให้ไปจ่ายเงินในร้าน ซึ่งตรงนี้ในเน็ตไม่ได้มีบอกไว้

Link : https://www.twgate.net/prepaidcard/product_en.html

IMG_2087-1

มื้อเช้าแรกของเราฝากท้องที่นี้ ผมตั้งใจจะลองโอเด้งแต่อาหารหมดอยู่ระหว่างการปรุง จึงต้องลองอาหารกล่องอย่างอื่นแทน มื้อนี้หมดไปเพียง 49 NT เท่านั้นประหยัดจริงๆ

ถุงใส่อาหารกล่องของเราจะเป็นแบบตาข่าย สวยดี อ้ออีกอย่างที่นี้ตามร้านจะไม่ให้ถุงพลาสติกนะครับ ต้องซื้อเพิ่ม  ระหว่างที่เราเติมพลังคนไปเติมพลังโทรศัพท์ไป ที่สนามบินนี้ข้อดีคือมีที่ชาร์ตแบตให้เยอะมากๆๆๆๆๆ ทั้งเป็นปลั๊กและ USB รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ น้ำร้อน น้ำเย็น น้ำอุ่น แถม รปภ ยังเดินไปมาตลอดหรือเห็นว่าพวกเราน่าสงสัยนะ 555

IMG_2097-1

  • รถไฟฟ้าความเร็วสู๊งงงสูงงง THSR

ที่นี้มีรถไฟความเร็วสูงครับ โดยทอดยาวจากทางเหนือลงใต้ของฝั่งตะวันตกของเกาะ ซึ่งมีประชากรหนาแน่นกว่าตะวันออก (ฝั่งตะวันออกมีที่ราบน้อยกว่าด้วย แต่ผมว่าสวยนะฝั่งตะวันออกน่ะ)

IMG_2104-1

คนพร้อม มือถือพร้อม ออกเดินทาง แต่จะไปไหนล่ะ จากที่ทำการบ้าน สถานีรถไฟความเร็วสูงอยู่ห่างจากสนามบินประมาณ 20 นาทีเราจึงต้องไปซื้อตั๋วรถเมล์ Ubus สาย 705 เพื่อเดินทางไปยัง THSR Station (Taiwan Hi Speed Rail) รถไฟความเร็งสูงซึ่งสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 300 Km/hr ครั้งแรกสำหรับผมที่ได้นั่งรถไฟความเร็วสูง แถมที่ไต้หวันราคาไม่แพงอีกด้วย

IMG_2113-1

สถานีรถไฟความเร็วสูงใหญ่โตพอสมควร ต่อคิวซื้อตั๋วแต่ เหตุการณ์นอกแผนก็เกิดขึ้นอีกแล้ว ก่อนมาเราทราบกันว่า ช่วงที่เรามาเป็นวันหยุดยาวของคนที่นี้เป็นช่วงวันชาติเขาคนไต้หวัน แถมวันนี้ยังเป็นวันหยุดชดเชย คนจึงเยอะพอสมควร ไม่แน่ใจเหมือนบ้านเราหรือเปล่า ที่คนต่างจังหวัดเดินทางกลับบ้านในวันหยุด

IMG_2140-1

เราสามคนจองได้แต่ต้องเสียเวลารอรถอีกพักนึง แถมที่นั่งของเราทั้งสามกระจายครับ เราใช้เวลาช่วงที่มีถ่ายรูปในสถานีบ้าง เข้าห้องน้ำซื้อขนมบ้าง เดินลงไปรอรถไฟชั้นใต้ดิน รถที่เรานั่งต้องรออีกสามขวบน เวลาก็ประมาณ ครึ่งชั่วโมง  ใช่ครับ รถไฟมาถี่มากครับ ตก 10-15 นาทีคันนึงเอง ยะกะรถ BTS  บ้านเรา

IMG_2126-1

ตั๋วรถไฟความเร็วสูงจะระบุ ตู้(Car) และ ที่นั่ง(seat) ซึ่งต้องนั่งให้ถูก และแล้วรถไฟขบวนของเราก็มาเราสามคนแยกย้ายกันตามทาง 555 ผมได้นั่งระหว่างหญิงสาวชาวไต้หวันสองคน ก็เกร็งๆกันไป

อีกเรื่องที่ผมมองว่าดีคือความปลอดภัยครับ ไต้หวันเป็นประเทศที่ปลอดภัยอันดับต้นๆครับ ผมสังเกตจากคนนั่งข้างๆผม เธอชาร์ตแบตกับ power bank ทิ้งไว้แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำหน้าตาเฉย นี้ถ้าเป็นบ้านเราผมคงไม่กล้าวางทิ้งไว้แบบนี้แน่

กลับมาที่รถไฟ รถไฟที่ใช้ในไต้หวันจะเป็น series 700T เป็นแบบเดียวกับชินกังเซ็น series 700 ของญี่ปุ่น  บนรถจะมีแผนผังบอกข้อมูลต่างๆเช่นห้องน้ำ ตู้เสบียง ด้านบนมีบอกพยากรณ์อากาศ ตลอดเวลา ความเร็วที่รถไฟกำลังเดินทาง เกือบ 50 นาทีที่อยู่บนรถไฟที่ดูไฮโซที่สุดเท่าที่เคยนั่งมา ก็มาถึงไถ่จง Taichung ซึ่งหลังจากนี้เราจะต้องนั่งรถบัสกันต่อ

IMG_2169-1

  • Taichung – Nantou ความสวยงามไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางเสมอไป

ถึงแล้ว THSR Taichung Station  สถานี้ใหญ่ครับ เมืองนี้ใหญ่ใช้ได้เลย เอาเดินออกตามป้ายเรื่อยๆ จนมาถึง Exit 5

IMG_2184-1

ที่นี่เราสามารถซื้อตั๋วรถไป Sun moon lake(SML)   จะมีเค้าเตอร์ nantou bus ให้บริการอยู่ จากที่ดูแล้ว ซื้อเป็นแพกเกตจะคุ้มค่าที่สุด เราต่อคิวซื้อแพกเก็ตชี้นู้นนี้ ตามการบ้านที่ทำมาราคา 570 NT ซึ่งประกอบด้วย
– ค่ารถไป-กลับ Taichung-SML
– ค่าเรือรอบทะเลสาบ SML
– ค่าเช่าจักรยาน 1-2 hr แล้วแต่ยี่ห้อ
– ค่ารถไปกลับ xiangshan

IMG_2188-1

ข้อสังเกตของ Nantou Bus จะไม่มีตัวเลขบอกครับเป็นภาษาจีนหมดเลย แต่ขอเพียงเราเดินไปต่อคิวให้ถูกจุดก็จะขึ้นรถไม่ผิดคัน  รอไม่นานรถบัสก็มารับเรา รถบัสนี้จะผ่านเมือง  Nantou ก่อนไป puli แล้วถึงจะเข้า SML แต่แล้วสิ่งที่ไม่คิดเกิดขึ้นอีกนั้นคือ รถติดครับ รถติดตั้งแต่ขึ้น freeway เลย จากที่ไม่ได้นอนเมื่อคืนผมจึงเผลอหลับไป….

ตื่นมาอีกทีอยู่นอกเมืองซะแล้ว วิวทิวทัศน์ที่แปลกหูแปลกตา ถนนที่นี่เหมือนมีทางยกระดับ ตลอดทาง ผ่านบ้านเมือง ทุ่งนาภูเขาแม่น้ำ ข้อสังเกตุอย่างนึงคือ ถนนมักจะตัดผ่านทุกอย่างหากเป็นแม่น้ำก็จะเป็นทางยกระดับหากเป็นภูเขาก็จะเจาะทะลุไป เหมือนเป็นทางด่วนท่ามกลางหุบเหวและขุนเขา จุดแรกๆที่รถมาจอดคือ puli จุดนี้ทำผมลังเลนิดหน่อยเพราะคนลงพอสมควร เป็นเหมือนท่ารถ จอดสักพักรถถึงเดินทางต่อ

IMG_2208-1

  • ทะเลสาบสีมรกตแห่งเกาะไต้หวัน Sun moon Lake 

ไม่นานจาก puli เราก็มาถึง ทะเลสาบสุริยันจันทรา ทะเลสาบน้ำสีเขียวมรกตที่มีความสวยงามอย่างมาก เป็นทะเลสายที่อยู่บนเขาสูงงงงง แถมติดสถานที่พักต่างอากาศของคนไต้หวันอันดับต้นๆ มีเส้นทางปั่นจักรยานรอบๆสำหรับคนรักสุขภาพ ซึ่งคอนเฟริมสวยมากและอากาศดีมากครับ

IMG_2213-1

รถบัสจะมาจอดที่ท่าเรือ Shueishe (เต้มันเรียกว่าซูสี 555)  ซึ่งเป็น 1 ในสองท่าเรือของ Sun moon lake เราจะพักกันที่นี่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก visitor center

IMG_2220-1

เราลงรถบัสปุ๊บก็มีเจ้าหน้าที่ใส่เสื้อกั๊กมาแนะนำว่าโรงแรมเราไปทางไหน และการเดินทางอันยาวนานมากกว่า 12 ชั่วโมงกำลังจะถึงที่หมายที่แรกแล้วววว

IMG_2240-1

คืนแรกเราพักที่ love home garden ซึ่งสังเกตได้ไม่ยาก พนักงานอาจจะไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เต็มที่(เราเองก็เช่นกัน) แต่พยายามช่วยเหลือเราเต็มร้อย นำมือถือมาเปิดดิกไปคุยไป แนะนำการใช้คูปองแพคเก็ต ปกติแล้วเราจะเช็คอินได้บ่ายสอง ซึ่งทางที่พักได้แจ้งเราแล้ว เราจึงกะแค่ฝากกระเป๋า แต่ระหว่างงงๆ ก็พาเราขึ้นไปเก็บของที่ห้องและแนะนำการใช้งานอื่นๆกับเรา อย่างนี้หมายความว่าเราได้ห้องแล้วววววเย้….

IMG_2222-1

หลังเสร็จจากเก็บของ ท้องพวกเราร้องอย่ารุนแรงต้องหาอะไรใส่ท้องแล้ว มองซ้ายมองขวากินอะไรดีมีแต่ภาษาจีน สุดท้ายด้วยความหิวก็ได้มา 1 ร้านเป็นร้านอาหารจีน แต่โชคยังดีที่ร้านมีเมนูภาษาอังกฤษให้ เราสั่งอาหารประเภทบะหมี่แห้งแบบจานเดียวราคาไม่แพงมากประมาณ 100 NT ส่วนรสชาติก็อาหารจีนดีๆนี่เองติดเค็ม อ้ออีกอย่างที่นี้มักไม่มีน้ำเย็น แต่จะเสริฟเป็นชาร้อนแทนครับ

IMG_2232-1

พลังงานเต็มพร้อมเที่ยวแล้ววววว สิ่งที่พลาดไม่ได้หากมาที่นี้คือ ล่องเรือรอบทะเลสาบ กับน้ำสีเขียวมรกต ซึ่งจุดแรกที่เค้าพาแวะคือวัด Syanguang จะเรียกวัดก็ไม่น่าได้เหมือนศาลเจ้ามากกว่า 555 รู้อย่างเดียวถ้ามาแล้วต้องมากินไข่ดำต้มใบชา ราคา 2 ฟอง 25 NT ราคานี้แพงเอาเรื่อง แต่รสชาติอร่อยครับ กลมกล่อมดีพวกเราก็จัดคนละสองฟอง แล้วขึ้นไปไหว้พระ ที่นี่นักท่องเที่ยวเยอะมากส่วนใหญ่เป็นทัวร์จีนจึงค่อนข้างวุ่นวายและเสียงดัง

IMG_2310-1IMG_2293-1

จุดต่อมาที่เรือมาจอดคือท่าเรือ Ita thao ท่าเรืออีกแห่งของ SML ที่นี่มีถนนคนเดิน และที่สำคัญของกินมากกว่าท่าเรือแรกเยอะ เดินไปชมตลาดไปกินไป ฟินนนมากกกก

IMG_2332-1 IMG_2316-1

  • ปั่นจักรยานรอบ Sun moon Lake

เวลาผ่านไปเร็วเพื่อให้ทันกิจกรรมต่อไปนั้นคือ ปั่นจักรยาน เห้ยยย บ้าไปแล้วววนอนก็ไม่ได้นอนยังต้องมาปั่นจักรยานอีก ทำไงได้ล่ะครับมาทั้งที ดูจากในเน็ตเส้นทางสวยมากกกกก และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เรานำคูปองมาแลกจักรยานฟรี 1 ชั่วโมง อ้อลืมบอกตัวแพคเกตที่เราซื้อเหมือนจะเป็นของรัฐ ส่วนร้านบริการเอกชนซึ่งมีหลากหลาย โดยเค้าคงจะนำคูปองนี้ขึ้นเอง ผมเข้าใจแบบนี้เพราะเห็นว่ามีหลายผู้ให้บริการครับ

IMG_2398-1

จักรยานที่เราได้เป็นของ ไจแอนท์ไม่ใช่ซึเนโอะ 555 ใช่ครับใจแอนท์จริงๆ กว่าจะสื่อสารกะคนให้เช่ารู้เรื่อง  น้าแกจะใส่จีนกับเราตลอดเลยซึ่งแกก็คือคนเดียวกับที่เรานำคูปองไปแลกตั๋วเรือในตอนแรก  แต่ก็นะพยามกับเราเต็มที่นับถือๆๆๆ

IMG_2422-1

ได้แล้วครับจักรยาน ขอฝากของกับร้านนิดหน่อยเราก็ได้เวลาปั่นเล่นกัน วิวรอบๆสวยดังคำล่ำลือ คนเยอะด้วย พระอาทิตย์เริ่มตกอากาศเริ่มเย็น เราไปได้ไม่นานเห็นว่าเวลาคงไม่พอ จึงหาที่นั่งพักและชมวิว คนมาทำกิจกรรมตรงนี่เยอะมากเพราะวิวและอากาศดี พักจนหายเหนื่อย เราก็ได้เวลาปั่นกลับไปยังจุดบริการนักท่องเที่ยว

กลับมาถึงพระอาทิตย์กำลังตก ก็ได้เวลาหาอาหารเย็นแล้ว เราค่อนข้างเข็ดกับมื้อเที่ยงที่ผ่านมา แต่ที่บริเวณท่าเรือ Shueishe ตัวเลือกไม่ได้มีมากเท่ากับท่าเรือ Ita thao แต่หากพักสะดวกผมก็ยังแนะนำที่นี้ครับ เพราะไม่ต้องหิ้วกระเป๋าลงเรือหรือต่อรถไปที่ Ita thao

มื้อเย็นเราก็ได้อาหารจีนแบบเดิม แต่รอบเย็นนี้ เราอ่านเมนูงงๆ เห็นหน้าร้านเป็นภาษจีน มีเมนูราคา 500 1000 1500 ที่เห็นได้หลายๆร้าน แรกๆพวกเราพยายามเลี่ยงเพราะมันแพ แต่เมื่อขอเมนูภาษาอังกฤษมาก็ถึงบางอ้อ เมนูพวกนี้จะเป็น อาหารจีนชุด พวกเราตกลงว่าจะลงกัน set ที่เราเลือกเป็น กับ 4 อย่าง ข้าวฟรี น้ำฟรี ราคา 500 NT อาหารที่ได้ก็ตามรูปด้านข้าง พอดีกับพวกเราสามคน
IMG_2425-1

หลงจากมื้อเย็นอิ่มเรียบร้อยเวลาพึ่งจะหกโมงกว่าแต่ฟ้ามืดสนิทแล้ว เราเดินไปที่บริเวณท่าเรือเพื่อชมวิวยามค่ำคืน นักท่องเที่ยวยังคงมากมาย มานั่งเล่นบ้าง มีดนตรีเปิดหมวกมาร้องเพลงให้ฟัง ผมว่าน้องเค้าร้องเพลงเก่งดีนะ เหมือนจะมี page ให้ติดตามด้วย เสียดายไม่ได้เข้าไปดูใกล้ๆ

ก่อนกลับพวกเราแวะ 7-11 อีกรอบ เผื่อหาขนมอะไรกิน ร้านสะดวกซื้อที่นี่ดีครับของกินเยอะดีมีที่ให้นั่งด้วย และพอมาถึงที่พัก เราต่างคนต่างทำธุระส่วนตัว อ้อสิ่งน่าสนใจคือ ผ้าเช็คตัวกับเช็ดหน้า เป็นแบบเหมือนใช้ครั้งเดียวบางๆทิ้งเลย แปลกดีครับ แต่ก็เช็ดตัวแห้งนะ หลังจากอาบน้ำด้วยความเพลีย ผมก็หลับอย่างรวดเร็วทั้งๆที่พึ่งจะสองทุ่ม zzzzZZZZ

  • เดินทางเข้าเมืองไทเป

หลังจากเมื่อคืนหลับสนิท ยาว ตื่นมาอีกทีก็หกโมงเช้า อากาศที่นี่แจ่มใสมาก มื้อเช้าของที่พัก เราได้เป็นคูปองไปรับแฮมเบอร์เกอร์ที่ MOS เบอเกอร์ เราอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ นำกุญแจห้องไปใส่โถเพื่อแสดงการcheck out แล้วจึงเดินมาที่ชั้นสองของอาคาร visitor center ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน MOS มื้อเช้าเรา

เมื่อท้องอิ่ม เอ้ก็ได้เวลาขับถ่าย เข้าห้องก็เจอเซอไพรสสส ห้องน้ำตอนเช้าของที่นี้แบบว่า………. อ๋อยยยมามาเลยยย สงสัยพนักงานทำความสะอาดยังไม่มา เอ้จึงต้องเดินกลับโรงแรมเพื่อไปเข้าห้องน้ำ ก่อนที่รถสาย 6670 รอบ 8.25 น. จะมา

รถออกตรงเวลาเหมือนเดิม สำหรับที่นี่ ไม่มีคำว่า late หลับๆตื่นๆบนรถไม่นาน ลงเขามักเร็วกว่าขึ้นเขาเสมอเราก็มาถึง สถานีรถไฟความเร็วสูง taichung ที่เดิมที่เรามาเมื่อวาน ขากลับรถไฟความเร็วสูงคนไม่เยอะเหมือนเมื่อวานเราจึงได้ที่นั่งติดกัน รอบที่เรานั่งนั้นไม่จอดสองสถานีจากสี่สถานีจคงใช้เวลาพอๆกับขามา แต่มาได้ถึงไทเป.

สถานีปลายทางของเราคือ taipei main station ซึ่งเป็นศูนย์รวมทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็น รถไฟใต้ดิน MRT รถไฟความเร็วปกติ SRT รถไฟความเร็วสูงTHSR หรือ รถบัส เค้าทำได้ดีจริงๆครับ ที่นี้เป็นศูนย์กลางการเดินทางเลยก็ว่าได้

  • Easy card บัตรสารพัดประโยชน์

อย่างแรกที่ต้องทำเมื่อมาถึงคือซื้อบัตร Easy card เฉพาะบัตร adult ที่เราชอบใช้งานกันไม่รวม day pass ปัจจุบันมีสองชนิดซึ่งมักทำให้สับสนงงงวย เพราะมันเหมือนทุกอย่างยกเว้น smart chip

e-buy

แบบเก่าจะไม่มี smart chip ชื่อ deposit-based card แบบนี้เสียค่ามัดจำ 100 แต่ค่าบัตรฟรี สามารถหาซื้อได้ตามตู้ขายอัตโนมัติที่สถานี mrt

e-buy2

แบบใหม่ Second-Generation มี smart chip แบบนี้ไม่เสียค่ามัดจำ แต่จะเสียค่าบัตร 100 ซื้อได้ตรง information center ของ mrt ร้านสะดวกซื้อ และ Easy card center

เพราะฉะนั้น หากซื้อแบบแรก ตอนกลับจะได้มัดจำกับเงินคงเหลือคืน. แต่แบบที่สองจะไม่มีค่ามัดจำนะครับ ค่าบัตรเค้าก็ไม่คืน ได้เฉพาะเงินในบัตรเท่านั้น

แล้วแบบใหม่ที่มี smart chip ดีกว่าแบบเก่ายังไง เท่าที่ทราบดีกว่าตรงที่สามารถลงทะเบียน และใช้เช่า ubike ซึ่งเป็นจักรยานเช่าปั่นในเมืองได้ แถวยังออกมาหลากหลายคอเลคชั่นอีกด้วย

Link : https://www.easycard.com.tw/english/easycard/01/buy.asp

สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆถ้าไม่อยากสะสมการ์ดหรือลงทะเบียนเช่าจักรยาน แนะนำซื้อแบบ deposit-based ดีกว่าครับ ส่วนพวกเราก็เช่นกัน

กลับมาที่การซื้อ easy card เรามาถึงทางเข้า รถไฟฟ้าที่จะไป Ximen ตอนนั้นพวกเราหาที่ซื้อบัตร Easy card เราต่อคิวที่ information center ของ mrt ได้คุยกับเจ้าหน้าที่ จึงได้ทราบข้อมูลด้านบน ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ตรงนี้ไม่มีตู้ขาย จึงถามเราจะไปที่ไหน เดี๋ยวซื้อเป็นเหรียญไปก่อน ถึง ximen จึงค่อยหาซื้อ easy card แบบ deposit-based จากเครื่องขาย พนักงานจึงขายเป็นเหรียญให้กับเรา ส่วนวิธีใช้จึงเหมือนรถไฟใต้ดินบ้านเราน่ะเอง

  • Ximen สยามสแควร์แห่งไต้หวัน 

และแล้วเราก็มาถึงจนได้ ก่อนอื่นตามคำแนะนำเราซื้อ Easy ที่สถานีนี้ ผ่านตู้ขายและตู้เติมมูลค่าอัตโนมัติ เสร็จแล้วเราจึง ออกมาด้านนอก ทางออกแหล่งช๊อปปิ้งย่านซีเหมินที่ใกล้ที่สุดเห็นจะเป็น exit ออกมาบุ๊ป ก็เห็นจุดไฮไลท์ ของที่นี่ทันที พวกเราเปิดแผนที่และอาศัยความจำร่วมในการเดินไปยัง รร. ถึงแม้เราจะทราบดีว่ายังไม่ถึงเวลาเช็คอิน แต่เรามาเพื่อฝากกระเป๋าไว้ก่อน ก่อนที่จะตลุยเมืองไทเปกันต่อ

IMG_2659-1

รร. ชื่อ EFCA Hotel ตั้งอยู่ชั้น 6-7 ของอาคารแห้งอะไรสักอย่างด้านล่าง เป็นร้านค้า ชั้น 5 เป็นGame center เราฝากกระเป๋าเรียบร้อย พนักงานแจ้งว่า เราสามารถเช็คอินได้เวลาบ่ายสาม แต่เรากะกลับมามืดๆ ดีที่โรงแรมแห่งนี้มีเจ้าหน้าที่ 24 ชั่วโมง

IMG_2671-1

ในเมื่อมาถึงซีเหมิน ตามโพยสิ่งที่ต้องลองอย่างแรก และพอดีมื้อเที่ยงของเราก็คือ บะหมี่อาจงเจ้าเก่าเจ้าดั้งเดิมเจ้าเดียว ที่เค้าล่ำลือกัันว่าอร่อยที่สุด  เราก็ไม่พลาดที่จะลองชิม ส่วนตัวแล้วรสชาติอร่อยแต่ ก๋วยเตี๋ยวบ้านเราอร่อยกว่าเห็นๆ 555 ไม่ได้อวยนะ แต่ใครไป ผมก็ยังแนะนำให้ลองไปกินกันเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง อ้ออีกอย่างร้านนี้ไม่มีโต๊ะนั่งนะครับ จะต้องยืนกิน วิธีหาไม่ยาก เห็นร้านไหนหน้าร้านคนยืนกินเยอะๆ นั้นแหละร้านนี้ชัวร์ 555

IMG_2684-1

มื้อนี้ได้อาหารหลักแล้วต่อไปก็เครื่องดื่ม สำหรับไต้หวันแล้วเป็นต้นตำรับของชานมไข่มุก มีหรือที่จะพลาด มีร้านข้างๆพอดี เดินเข้าไปคนขายพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ไม่เป็นอุปสรรคมากนัก คนขายนำเมนูมาให้เลือก โดยชานมที่นี้สามารถเลือกได้ว่าน้ำแข็งมากน้อยแค่ไหน น้ำตาลมากน้อยแค่ไหน สำหรับรสชาติผมว่าอรอ่ยนะ ชาที่นี่ส่วนใหญ่หวานไม่มาก กลิ่นนมกลิ่นชาเยอะ อร่อยดี ราคา 30 NT

  • Taipei 101 ตึกสูงไฮเทครูปต้นไผ่

หลังจากอิ่มอร่อยกับอาหารเด็ดอาหารดังของที่นี่ จุดหมายต่อไปที่จะไปทักทายซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ คงหนีไม่พ้น ตึกที่เคยสูงที่สุด และมีลิฟท์ที่เร็วที่สุด นั้นคือ  ไทเป 101 เคยดูสารคดี ตึกนี้ใช้เทคโนโลยีหลากหลายแขนงรวมถึงศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยในการสร้าง ด้านในมีลูกตุ้มยักษ์ที่หนักมากถ้าบอกไปจะกลายเป็นเว็บสารคดี 555 ส่วนเลข 101 นั้นคือจำนวนชั้นของตึกนี้(ไม่รับรวมชั้นใต้ดิน) เราสามารถมาตึกนี้ได้ง่ายๆโดยใช้บริการ MRT มาลงสถานีที่ชื่อเดียวกับตัวตึก

แต่ระหว่างทางก็มีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้น ซึ่งทางเราก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ เหมือนรถไฟฟ้าขบวนนี้มีปัญหา คนลงกันหมด เราเห็นท่าไม่ดีก็ลงตาม  แต่บางคนนั่งเล่นโทรศัพท์เพลิน ไม่สังเกตุคนลงทั้งขบวนแล้ว จนเจ้าหน้าที่ต้องมาไล่กันไป

IMG_2761-1

ตึกไทเป 101 มีรูปร่างเป็นปล้องไม้ไผ่ ความสูง 509.2 เมตร สามารถขึ้นไปชมวิวด้านบนได้เสียค่าใช้จ่าย 450 NT แต่เราไม่ได้ขึ้นไปกัน เราหามุมถ่ายรูปกับตึกสวยๆ โดยใกล้ๆ ก็ที่ Si Si Nan Cun ซึ่งเป็นหมู่บ้านทหารโบราณ โดยเดินไม่ไกลจาก exit 2 พอดีกับที่นี้จัดให้มีตลาดขายของเล็กๆอยู่ ทำให้ วันที่เรามาค่อนข้างครึกครื้น

ที่ Si Si Nan Cun นี้มีมุมถ่ายรูปสวยๆเยอะ ใครอยากแนว มาถ่ายได้ครับ ก่อนจะขึ้นไปบนตัวตึก 101 ก็ได้แนะนำครับ เรามาถ่ายรูปกันสักพัก ก่อนหาที่นั่งพักรอเวลา เพื่อที่จะไปกันต่อ

IMG_2801-1

  • XiangShan Elephant Mountain จุดชม taipei 101 ที่สวยที่สุด

เมื่อเราชื่นชมตัวตึกจากด้านล่างแล้ว ฉไนเลยจะไม่พลาดที่จะชื่นชมตัวตึกจากมุมสูงบ้าง โดยจุดที่เราไปชมคือจุดที่ ตากล้องมักขึ้นไปถ่ายรูปกันนั้นคือ เขา Xiangshan หรือเขาช้างนั้นเอง

IMG_2869-1

เขาแห่งนี้มีเส้นทางเดินป่าหรือ  trekking  ที่สวยมาก และคนไต้หวันมักจะชอบขึ้นมาชมวิวและออกกำลังกายกัน การเดินทางมาที่ เขาช้างแห่งนี้ ลง MRT ชื่อเดียวกับชื่อเขาอีกหน่ะแหละ จริงๆก็ห่างจาก taipei 101 แค่สถานีเดียว ลง MRTแล้วเดินต่ออีกสักนิด ก็จะขึ้นทางขึ้น จะไปว่า เดินมาถึงทางขึ้นเราก็เหนื่อยๆกันแล้ว

ทางขึ้นอาจจะเล็กดูไม่ค่อยมีคน แต่พอเริ่มเดินขึ้นมาแล้ว คนเยอะมากๆๆ เจอตามทางเต็มไปหมด มีทั้งมาออกกำลังกาย มาเที่ยว หรือมารอถ่ายรูป เราเดินขึ้นไป จนถึงจุดที่คิดว่าพอและเหนื่อย 555 หมดแรงกันไป ผมปล่อยเพื่อนสองคนให้นั่งพักและชมวิวไป ส่วนตัวรีบไปหาจุดตั้งขาตั้งกล้อง

IMG_2855-1

เมื่อได้ที่แล้วเป็นห่วงกล้องไม่ได้ติดโทรศัพท์มาอีก เพื่อนตามหากันให้แย่ ต้องขอโทษเพื่อนทั้งสองด้วย 555 พระอาทิตย์ที่นี่ตกดินเร็ว 5 โมงก็เริ่มมืดแล้ว แต่ฟ้าดินเป็นพยาน เมฆมานั้นแล้ว ฝนกำลังจะตก หมอกก็มี สุดท้าย ภาพที่ได้ ก็อย่างที่เห็น 555

IMG_2926-1

เราใช้เวลาอยู่บนนี้นานมากเพื่อรอดูไฟจากตัวตึก จึงเดินลงมา เพื่อไปหาข้าวกินกันที่จุดต่อไป ระหว่างเดินลงเพื่อนผมเอ้ ก็บ่นเต้ตลอดทาง ซึ่งก็ขอเสนอให้คนอื่นได้ยินได้ฟังกันบ้าง 555 บางคำไม่เหมาะสมซึ่งเป็นที่รู้ว่าเพื่อนกันคุยกันแบบนี้ 555

  • เดินจนหลงกับ Shilin night market  ตลาดกลางคืนที่นิยมที่สุด

นั่งรถไฟฟ้า MRT กันต่อมาถึงสถานี MRT Jiantan Station Exit 1 เราเดินตามมวลชนมา คนส่วนใหญ่มานี้เพื่อมาเดินตลาดกลางคืน วันที่เราไปเป็นคืนวันเสาร์ คนเยอะมากกกกกกกกก แทบเดินไม่ได้ และเราเข้าผิดทาง หาที่กินข้าวไม่เจอ ไหงเจอแต่ของขาย ด้วยความหิว จึงขอลอง ปลาหมึกทอดตัวยักษ์ก่อน ราคา 100 NT แต่ชิมแล้ว ไม่ได้อร่อยเลย 555 จืดๆอ่ะ เราเดินหาอยู่นาน เปิดรูปให้คนนู้นคนนี้ดู จนมาถึง ตำรวจแต่เค้าบอกว่าปิด อ้าวววว ซวยแล้ว เราจึงมานั่งกิน KFC ไร้ซอสซะแถวๆนั้นเลย

IMG_2965-1

อิ่มจาก KFC ไร้ซอส ถามทำไมต้องเรียกนี้ ก็มันไร้ซอสจริงๆครับ 555 จืดมากกกกกกกกกกกก จนเอ้ถึงกินกินไม่ได้กันเลยทีเดียว เราเดินออกมาจาก KFC อย่างเซงๆ เดินไปเรื่อยด้วยความอยากรู้ว่าตรงศูนย์อาหารมันปิดจริงหรือไหมจึงลองเดินไปดูปรากฏ เจอแล้วครับ ไม่ปิด เจอหน้าตลาดที่คนมักถ่ายรูปด้วย เราข้าวผิดทาง จบข่าววววววว 555 เป็นการผิดทางครั้งแรกของทริป เมื่อผิดก็ต้องแก้ไขครับ เราตรงไปยังศูนย์อาหารชั้นไต้ดิน หาร้านนั่งและเอ้ผู้หิวโหยสั่งบะหมี่มากิน ส่วนผมกับเต้ ลองสิครับของขึ้นชื่ออีกอย่าง เต้าหู้เหม็น

IMG_2987-1

จะว่าไป ตั้งแต่มานี้ ได้กลิ่นเต้าหู้เหม็น ทุกๆตลาดทุกๆที่  และมันเหม็นจริง สำหรับผมเหมือนกลิ่นขี้วัวขี้ควายแถวบ้าน ลองสิครับลอง สั่งมาจานนึงหารกะเต้ สำหรับผมกินครึ่งคำ จบไม่ไหวจริงๆ อาจจะเพราะอิ่มเอียนจากไก่ KFC มาด้วย เต้กะเอ้พอกันได้ก็จึง เก็บๆให้หมด

อิ่มแล้วจบภารกิจ ก่อนกลับที่พัก เราเดินผ่านน้องๆ ขายกิ๊ฟท์ติดผมรูปใบไม้ ผลไม้ ที่ผมพึ่งเห็นข่าวว่าจีนกำลังฮิตเลย และไม่พลาดที่จะซื้อกลับมา คืนนี้เราเหนื่อยกันพอสมควรกว่าจะถึงโรงแรมเช็คอินก็เกือบห้าทุ่ม

IMG_2994-1

ขอเล่าเกี่ยวกับโรงแรมหน่อย โรงแรมอยู่ใจกลางย่าน ซีเหมิน ห้องที่เราได้ไม่มีหน้าต่าง แต่ก็ไม่ได้ดูอึกอัดเท่าไหร่นัก หลับสบายแอร์เย็น มีผ้าเช็ดตัวให้ แปรงซีฟันอะไรพร้อมหมด ห้องน้ำมีอ่างด้วยยย ข้อเสียที่พบอย่างเดียวคือ ห้องน้ำเป็นกระจกครับ แต่ยิ่งกว่านั้นประตูล๊อกไม่ได้ครับ 5555 เพื่อนใครขี้แกล้ง ระวังๆตัวหน่อยนะครับ เดี๋ยวจะเป็นแบบคลิปด้านล่าง 555

สำหรับครึ่งแรกก็จบเท่านี้ เจอกันครึ่งหลังครับ เนื้อหายังอีกยาวไกล